ในปัจจุบันมีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สารปรับปรุงดินออกมาอย่างมากหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นของจริงบ้าง ของปลอมบ้าง ออกมานำเสนอให้พี่น้องเกษตรกรได้เลือกชม เลือกตัดสินใจ แต่เกษตรกรผู้ที่เข้าถึงข้อมูลได้ยาก ได้น้อย  อาจจะเกิดความสับสนปนเปไปกับคำโฆษณาที่บางครั้ง ขาดความรับผิดชอบอย่างแรง!  ในการนำเสนอ ส่งผลให้เกษตรกรซื้อผลิตภัณฑ์นำไปใช้แล้วไม่ได้ผล บางครั้งก็ทำให้เกิดผลด้านลบทำให้ดินยิ่งเป็นโทษมากยิ่งขึ้นต่อการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตลดน้อยถอยลงจากเดิมมากยิ่งขึ้นไปอีก

การที่จะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ดีคือการทำให้ดินมีสภาพเหมือนกับป่าเปิดใหม่ ที่ชาวเขาชาวดอยถากถางแล้วหยอดเมล็ดลงไปโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยฉีดพ่นยาฆ่าแมลงแม้แต่น้อยก็สามารถที่จะทำให้พืชเหล่านั้นมีการเจริญเติบโตงอกงามได้อย่างสมบูรณ์สบายๆ เนื่องด้วยดินเหล่านั้นมีโครงสร้างดินและระบบนิเวศน์ที่ไม่ผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงเหมือนกับผืนดินที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกแบบเชิงเดี่ยวติดต่อกันมาหลายสิบปี  มีการเติมเสริมเพิ่มสิ่งแปลกปลอมลงไปในดินกันค่อนข้างมากหลากหลายชนิด จึงทำให้สิ่งมีชีวิตในดินหลากหลายรูปแบบที่พึ่งพิงอิงอาศัยกันล้มหายตายจากไม่สามารถทำกิจกรรมที่เสริมสร้างรักษาโครงสร้างหรือคุณสมบัติของดินให้ดีดังเดิมได้

ดินที่ดี คือดินที่มีโครงสร้างที่เป็นอินทรียวัตถุ 5 เปอร์เซ็นต์ หินแร่ 45 เปอร์เซ็นต์   น้ำ 25 เปอร์เซ็นต์ อากาศ 25 เปอร์เซ็นต์ (คือดินที่อยู่ในป่าเขาลำเนาไพร) ดินเหล่านี้ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ใช้สิ่งแปลกปลอมก็สามารถทำให้พืชเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงได้อย่างสบาย...แต่เมื่อในชีวิตจริงมีการใช้สารเคมีทีเป็นโทษกับดินในหลากหลายรูปแบบจึงทำให้ดินเสื่อมค่า เสื่อมประโยชน์ เป็นดินที่เสียในหลากหลายสาเหตุ  ดินเปรี้ยวดินกรดต้องแก้ด้วยการเติมกลุ่มวัสดูปูน  (ปูนเปลือกหอย, ปูนมาร์ล, ปูนขาว, โดโลไมท์, ฟอสเฟต ฯลฯ)  ดินด่างต้องแก้ด้วยการเติมกลุ่มของ อินทรียวัตถุ ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก, ยิปซั่ม, ภูไมท์ซัลเฟตถุงสีแดง ฯลฯ ดินเค็ม ต้องแกด้วยการใช้เทคนิคการปลูกแบบใช้ แกลบ, โพลิเมอร์, ล้อยาง วงซิเมนต์ ฯลฯ ดินขาดอินทรียวัตถุ ขาดความอุดมสมบูรณ์ เป็นดินทรายจัด ดินเหนียวจัดอันนี้ก็ต้องใช้กลุ่มหินแร่ภูเขาไฟอย่าง พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์ ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ แต่ถ้าเมื่อใดเออะอะไรก็จะใส่แต่สารปรับปรุงดินที่ไม่รู้ว่าเป็นปูน (ด่าง) หรือกลุ่มกรดอินทรีย์ (มีความปลอดภัย) หรือกลุ่มของแร่ธาตุสารอาหารที่สามารถละลายปลดปล่อยธาตุอาหารได้ เกษตรกรก็จะมีแต่เสียเงินเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้เกิดประโยชน์กลับมาแต่อย่างใด

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com