จิตสุดท้ายไปไหน

เมื่อจิตสุดท้ายเกิดขึ้น (เรียกว่า จุติจิต หรือมรณาสันนวิถี) จึงจะตายอย่างสมบูรณ์ จากนั้นจิตใหม่ก็จะเกิดขึ้นในภพภูมิใหม่ หากทำความดี สร้างบุญกุศลเป็นประจำ อีกทั้งก่อนตาย หรือช่วงที่จวนเจียนจะตายนั้น จิตเป็นกุศล นึกถึงสิ่งดีงาม เช่น พระรัตนตรัย หรือความดีที่ได้ทำ ไม่มีห่วงกังวล ก็จะไปเกิดในภพใหม่ที่เป็นสุคติ เช่น เป็นมนุษย์ หรือเทวดา(แต่ถ้าจิตปล่อยวางอย่างสิ้นเชิง เพราะเห็นว่าไม่มีอะไรน่ายึดถือ ก็อาจถึงขั้นหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ไม่ไปเกิดที่ไหนอีก )

จิตสุดท้ายไปไหน คัดมาจากคำสอนของพระไพศาล วิสาโล

จากวารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๕๖

 

มีผู้เขียนถามพระอาจารย์ว่า

กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ ..."เมื่อจิตออกจากร่างแล้ว ไปไหน"

เป็นคำถามจากคนไข้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย ฝากผู้เขียนเมล์ถามพระอาจารย์ไพศาล ดิฉันอ่านพบเห็นว่ามีประโยชน์จึงคัดลอกมาอีกทีค่ะ

-----จดหมายจากอาจารย์ปิ่นแก้วผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ระยะสุดท้าย-----

สวัสดีค่ะ

เมื่อคืนปิ่นส่งไปแล้ว 1 mail วันนี้ขอรายงานผลไปฟังตับ ลืมจำชื่อคุณหมอ
อยู่ห้องอายุรกรรม 101 ผลดังนี้คือ เพื่อนที่รัก (มะเร็ง) เขาไปเที่ยวที่ปอดและตับ กระดูก เรียบร้อยแล้ว ถามคุณหมอว่าจะถึง 2 เดือนหรือไม่ ท่านตอบว่าแล้วแต่คน แต่ตอนนี้อยากทำอะไรก็ทำได้เลย

พี่ตุ๊ค่ะปิ่นก็พร้อมที่จะไปอยู่กับป้าไพจิต (ผู้ป่วยมะเร็งในเครือข่ายที่เพิ่งถึงแก่กรรมไป) แต่เร็วเกินไปตั้งตัวไม่ติด เขา(สามี) ไปโรงพยาบาลด้วยแต่เขาก็ไม่ถามอะไรสักคำ เดินก็นำหน้า ถ้าเราร่วงก็คือคนอื่นช่วยเราก่อนที่เขาจะเห็น ก็พยายามมองบวกว่าเขาก็ยังเป็นธุระพาเราไปหาหมอ ทำกับข้าวให้กินตามเวลา จะเห็นหน้าเขาก็ 3 เวลาเหมือนอาหารเช่นกัน คืนวันที่13 ตอนตี 2.39 นาที ต้องคลานไปเคาะประตูห้องเขา คือลมตีขึ้นหายใจไม่ออกจริงๆอยากมีคนลูบหลังเพื่อให้อาเจียน แต่ลูบหลังให้ตัวเองไม่ได้จึงต้องคลานไปรบกวนเขา

สงสารลูกที่บอกเขาว่าแม่คงได้เห็นเบสจบ ม.6 ให้เขาไปสอบจ่าอากาศที่กรุงเทพฯ เขาไม่ยอมไปอ้างว่าห่วงแม่มันไกล ก็ยังเหลือลูกนี่แหละยังมีความรักให้เรา คนรอบข้างก็มีแต่คนดีมีน้ำใจให้ความห่วงใย เรื่องนี้ปิ่นคิดว่าจะยังไม่บอกใครเพราะเขาจะต้องลำบากเดินทาง เสียเวลาที่งาน เงินในการเดินทางมาเยี่ยมเรา เพราะที่สุดแล้วก็ .......ตาย

ถามว่าจิตตกไหม ตอบว่าจิตตกเหมือนกัน เพราะหมอกิตติพงษ์(ศัลยแพทย์ที่รักษาเขาประจำ)บอกว่าไม่มีอะไร ปิ่นก็สบายใจก็คิดว่าอีก 1-2 ปี ก็จะครบ 5 ปี แต่คิดว่าไม่ถึงหรอกแค่ 1 ปี ก็ดีแล้ว แต่พอเป็นอย่างนี้จะถึง 2 เดือนหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ซึ่งสิ่งที่คิดว่าจะทำยังเหลืออีก 2-3 อย่าง เวลาที่เหลือ ปิ่นอยาก

1.เห็นลูกบวชครองผ้าเหลือง
2.เห็นสวนที่ปิ่นกำลังจะหากระท่อมหลังเล็กๆเอาไว้ไปนั่ง สมาธิ แต่ยังไม่ได้ทำ
3.ไปนมัสการพระอาจารย์ไพศาล พี่แดงบอกว่าวัดของท่านสงบน่าอยู่มาก ฟังเทปของท่านทุกวัน
4.ไปเที่ยวภาคใต้เกาะสมิหรา
เวลาเหลือแค่ ปิ่น คงไม่ได้ทำ.........................

พี่ตุ๊คะ เมื่อจิตเราออก จากร่างเราไปไหนเหมือนกับที่เราอ่านหนังสือหรือไม่ พี่อาจจะตอบว่ายังไม่ตายเลยไม่่รู้ แต่ที่ถามเพราะท่านเป็นผู้ศึกษาธรรมะมากกว่าได้เจอพระอาจารย์เยอะท่านเคยพูด อะไรให้ฟังบ้างคะ ในความรู้สึกถ้าเราไปในเส้นทางที่เราไม่เคยไปก็กลัวหลงทางต้องคอยมองป้าย ข้างถนน หลักกม.เพื่อให้ถึงที่หมาย แต่ไปคราวนี้ปิ่นอยากเตรียมเดินทางบ้างกลัวจิตตัวเองจะพาไปตกขุมนรกถ้าได้ รับคำชี้แนะ(แผนที่นำทาง)บ้าง เมื่อตอนใจขาดจะได้ลดความกลัวความตื่นเต้น จุดธูปบอกให้ป้าไพจิตมาเล่าบ้างก็ ไม่มา..................

รักพี่และน้องเป้ามาก

ปิ่น

 

 

เจริญพร

อาตมาขอตอบคำถามของเขาเลยว่า

เมื่อจิตสุดท้ายเกิดขึ้น (เรียกว่า จุติจิต หรือมรณาสันนวิถี) จึงจะตายอย่างสมบูรณ์ จากนั้นจิตใหม่ก็จะเกิดขึ้นในภพภูมิใหม่ หากทำความดี สร้างบุญกุศลเป็นประจำ อีกทั้งก่อนตาย หรือช่วงที่จวนเจียนจะตายนั้น จิตเป็นกุศล นึกถึงสิ่งดีงาม เช่น พระรัตนตรัย หรือความดีที่ได้ทำ ไม่มีห่วงกังวล ก็จะไปเกิดในภพใหม่ที่เป็นสุคติ เช่น เป็นมนุษย์ หรือเทวดา(แต่ถ้าจิตปล่อยวางอย่างสิ้นเชิง เพราะเห็นว่าไม่มีอะไรน่ายึดถือ ก็อาจถึงขั้นหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ไม่ไปเกิดที่ไหนอีก ) แต่หากก่อนตาย จิตเป็นอกุศล เช่น โกรธ แค้น รู้สึกผิด หรือห่วงใย ไม่ว่าลูกหลาน ทรัพย์สมบัติ หรือคนรัก
จิตก็จะไม่ไปเกิดในภพภูมิที่ดี เรียกว่าไปอบาย เช่น เกิดเป็นสัตว์ เปรต หรือไปนรก

ดังนั้นก่อนตาย จึงควรน้อมจิตให้เป็นกุศล ละวางสิ่งทั้งปวง ให้อภัยทุกคน และนึกถึงสิ่งดีงาม ทั้งพระรัตนตรัย บุญกุศลหรือความดีที่เคยทำ อาจจะสวดมนต์ ทำจิตเป็นสมาธิ อยู่กับลมหายใจเข้าออก พุท-โธ หรือนึกภาพเห็นพระพุทธองค์ หรือนึกในใจว่ามีแสงสว่างแห่งกุศลทอดเป็นทางยาว แล้วเดินตามทางนั้นไป อย่างมั่นใจ ไม่หวั่นวิตก เป็นต้น

หากเขาไม่ไหวจริง ๆ ก็อยากแนะนำให้เขาปล่อยวางเรื่องลูก มั่นใจว่าลูกจะดูแลตัวเองและมีชีวิตที่ก้าวหน้าได้แม้ไม่มีเขา
เมื่อจะไป ควรไปอย่างสบาย เหมือนเดินทางไกล ไม่แบกสัมภาระไปมาก ไปตัวเปล่ายิ่งดี เพราะเสบียงรออยู่ข้างหน้าแล้ว เสบียงนั้นก็คือบุญกุศลและความดีที่เขาได้สั่งสมมา ทั้งในฐานะลูก แม่ ครู และพุทธมามกะ

ธรรมและพร
พระไพศาล

ป.ล. ลูกชายเขามีความคิดที่จะบวชก่อนที่แม่จะเสียหรือไม่ ตอนนี้น่าจะถึงเวลาแล้ว ก่อนที่จะสายเกินไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  กัลยาณมิตรแห่งชีวิต



ความเห็น (10)

เขียนเมื่อ 

    พระอาจารย์ ไพศาล ... เป็นพระอาจารย์ที่ "สอน"  เข้าใจง่าย นะคะ ...  ... จิตเป็นกุศล .... ถ้าเป็นจิตสุดท้าย...ก่อนหมดลมหายใจ ... "เป็นจิตที่มีกุศล" ..... กุศลนั้นอยู่ที่ตัว เรา นะคะ ... ดังนั้น ... เราควรมีจิตที่เป็นกุศลทุกๆ เมื่อ ทุกเวลา นะคะ ... เพราะเราไม่รู้ว่าเรา จะหมดลมหายใจ ณ. เวลาใด

 

 

ขอบคุณบทความดีดีนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณบันทึก ที่ช่วยชี้ทางให้ครับ สุดท้ายทุกคนคงไปถึงจุดนั้น

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับ อ่านรู้สึกถึงการต้องเตรียมตัวตลอดเวลาครับ
"ดังนั้นก่อนตาย จึงควรน้อมจิตให้เป็นกุศล ละวางสิ่งทั้งปวง ให้อภัยทุกคน และนึกถึงสิ่งดีงาม ... " 

เขียนเมื่อ 

***...อ่านแล้วอดหวั่นไหวไปด้วยไม่ได้...ท้ายสุดก็ต้องเข้มแข็ง...และกำหนดจิตให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม...ขอบคุณนะคะ...***

                      

เขียนเมื่อ 

ผมเคยประสบวินาทีที่เฉียดตาย ทำให้ย้อนมาทำความเข้าใจ ว่าเรานี้โชคดีได้แก้มีโอกาส แก้ตัวใหม่........

จิดของเราถ้าไม่ถูกฝึกไว้ก่อน ช่วงจังหวะที่ต้องพิจารณาให้จิตสงบ ในจุดหนึ่ง แวบความคิดหนึ่ง จิตของเรานั้นไวมาก :):)

อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกอะไรหลายอย่าง ครับ..อันแรก รู้สึกถึงความผูกพันต่อกัน คนทุกคน เป็น พี่น้องกัน ยิ่งคนไทยด้วยกัน ยิ่งเป็นญาติสนิทมากๆ..ขอให้ส่วนบุญกุศลที่ผมได้ทำจงได้ช่วยบรรดาลให้ท่านผู้เขียนพ้นทุกข์และมีพลังเข้มแข็ง ตั้งมั่นในนิพพาน เทอญ....สอง..อยากจะขอบคุณที่คำถามที่ท่านสงสัยสนใจและได้มีโอกาสเผยแพร่นี้ จะยังประโยชน์แก่หมู่ชนผู้มีทุกข์ เผชิญทุกข์ด้วยความอ่อนล้า ได้มีวิธีคิดมีหนทางและเป้าหมายชัดเจนขึ้น อันนี้ขออนุโมทนาในบุญกุศลนี้ด้วย ครับผม....สาม..ในฐานะที่ผมเป็นผู้สนใจต่อการสร้างสุขภาพ โดยได้ฝึกปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ด้วยการผสมผสานกับ ..มวย..และ โพชฌงค์..ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ และพยายามนำเอาวิธีนี้ไปประยุกต์กับการดูแลรักษาของแพทย์ ของ คุณพ่อ (ผู้ป่วยด้วยมะเร็งระยะ3-4)..ซึ่งพบเห็นความอัศจรรย์และความหวังหลายอย่างในการฟื้นฟูผู้ป่วย..อันพอสรุปได้ว่า การฝึกหายใจ พองยุบ(พุทโธ) การฝึกสมาธิ (โดยสมถะและวิปัสสนา) และการเดินจงกลม เป็นขั้นต้นของสุขภาพ(จิต-กาย)...การไหว้ครูรำหมัดรำมวย ประกอบกับการบริกรรมพระคาถา(โดยยึดหลักโพชฌงค์)เพื่อให้เกิดสภาวะธรรม..เป็นการพัฒนาสุขภาพ(จิต-กาย)ให้เข้มแข็งขึ้น..การฝึกเหล่านี้เหมาะกับอุบาสก อุบาสิกาผู้มีพละและอินทรีย์...

..ดังนั้น ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือ เสียใจและเสียดาย ที่เห็น อุบาสก อุบาสิกา ส่วนใหญ่ เป็นผู้ศึกษาพุทธศาสนาและปวารนาตนเป็นศิษย์ของบรมครู โดยไม่เข้าใจและไม่ปฏิบัติในสิ่งที่บรมศาสดาปฏิบัติ เพราะพระภิกษุสงฆ์ ส่วนใหญ่ มักเป็นแค่ผู้เล่าความ โดยมิได้เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติอันเป็นหลักการสำคัญของพุทธศาสนา..จึงทำให้หลงทางและอ่อนแอ เป็นเหยื่อของทุกข์ ตกเป็นทาสของทุกข์ แทนที่จะเข้าใจทุกข์ เข้มแข็งที่จะอยู่กับทุกข์ ต่อสู้กับทุกข์ เพื่อก้าวข้ามทุกข์ไปสู่นิพพาน..ดังเช่นกระผมซึ่งเสียเวลามานาน จนอายุ59ปี..ครับผม..

สำหรับประเด็นของ จิตสุดท้ายไปไหน?....ผมคิดว่า ต้องทำความเข้าใจ นิยามของ จิต..ซึ่งจากการศึกษาและประสบการณ์ของกระผม ยังมิกล้าอธิบายเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ายังมีความเข้าใจสับสนกันอยู่มาก และคิดว่า การมุ่งนิพพาน ต้องไม่มุ่งทิศทางที่จะไป..จึงอยากจะสรุปเอาตามประสาผู้มีปัญญาน้อยว่า จิตที่ปล่อยวาง ไม่ไปไหน ไม่ถูกกระตุ้นด้วยเหตุและปัจจัย จึงจะพบทางไปนิพพาน..และค่อยๆๆๆๆๆๆๆๆดับสูญ..ครับผม..

เขียนเมื่อ 

มาอ่านทบทวน ขอขอบคุณ คุณ ค่ะที่เล่าประสบการณ์ตรง อยากอ่้านวิธีฝึกปฏิบัติค่ะ

ขออภัย คุณภูสุภา ครับ ที่ไม่ได้เข้ามาอ่านนานมากแล้ว..หากสนใจวิธีฝึกปฏิบัติ วิธีการสร้างสุขภาพ โดยการรำหมัดรำมวย คงค้นหาได้บางส่วนในGTK แต่อาจจะไม่สะดวกนัก..ขอให้เข้าไปแอดเป็นเพื่อนกับผมในเพจของเฟซบุ๊ค นะครับ..ค้นหา ลุงรักชาติราชบุรี นะครับ..จะได้เชิญเข้าร่วมกลุ่มศึกษาพาหุยุทธ์ชาวสยาม ครับผม..ยินดีมากครับ..