จงชนะศัตรูด้วยการให้อภัย
เมื่อทหารเยอรมันบุกยึดประเทศเนเธอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คอร์รี่ บูมและครอบครัวได้สร้างที่หลบภัยภายในบ้านของตนเพื่อช่วยเหลือชาวยิวจำนวนมากให้รอดพ้นจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
จนเมื่อความลับถูกเปิดเผย เธอและครอบครัวถูกจับตัวไปคุมขังและทรมานยังค่ายกักกันอันโหดร้ายแห่งหนึ่ง ที่นั่นเธอต้องสูญเสียทั้งบิดาและพี่สาว ต่อมาเมื่อสงครามสงบลง คอร์รี่ซึ่งเหลือรอดชีวิตเพียงผู้เดียวได้เดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อบรรยายเกี่ยวกับเรื่องการให้อภัยและการคืนดีกัน หลังการบรรยายครั้งหนึ่งที่ประเทศเยอรมนี ชายผู้หนึ่งได้เข้ามากล่าวขอบคุณเธอสำหรับการบรรยายที่ดีเยี่ยมพร้อมกับยื่นมือเพื่อขอสัมผัสมือเธอ ทันที่เห็นหน้าเธอจำได้ว่าเขาคือทหารที่ค่ายกักกันแห่งนั้น ภาพการถูกทรมานอย่างทารุณที่เธอและพี่สาวได้รับจนทำให้พี่สาวต้องเสียชีวิตหวนกลับมาอีกครั้ง เธอยืนนิ่งไม่อาจยื่นมือสัมผัสกับเขาได้ แต่แล้วเมื่อเธอเริ่มสวดภาวนาในใจต่อพระเจ้า นึกถึงคำสอนที่ให้รู้จักรักและเมตตาศัตรู ในที่สุดเธอก็สามารถสัมผัสมือและให้อภัยในความผิดของเขาได้ คอร์รี่กล่าวถึงเหตุผลในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า “การให้อภัยคือการปลดปล่อยนักโทษ และนักโทษผู้นั้นก็คือคุณนั่นเอง” ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวของคอร์รี่? ….
ในบรรดาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม คิม ฟุค คือผู้ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ภาพของเธอซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กหญิงวัยเพียง 9 ขวบกำลังร่ำไห้วิ่งหนีเปลวไฟที่ลุกโพลงจากแรงระเบิดอยู่กลางถนนในหมู่บ้านในสภาพร่างกายเปลือยเปล่า ตามตัวเต็มไปด้วยบาดแผลไฟลวกพร้อมกับเด็กอีก 2–3 คนนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลก เหตุการณ์ครั้งนั้นแม้เธอจะรอดชีวิตแต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้าผ่าตัดในโรงพยาบาลถึง 17 ครั้ง หลังจากนั้นข่าวคราวของเธอก็เงียบหายไป จนเวลาผ่านไปนานเกือบ 30 ปี คิม ฟุคได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในฐานะผู้ได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในงานวันทหารผ่านศึกที่สหรัฐอเมริกา การต้องมาเผชิญหน้ากับกลุ่มทหารอเมริกันซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำลายบ้านเกิดเมืองนอนตลอดจนชีวิตญาติพี่น้องรวมทั้งเกือบจะฆ่าเธอด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้โดยง่าย แต่เธอมาเพื่อบอกให้พวกเขารู้ว่าสงครามได้สร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานแก่ผู้คนรวมทั้งตัวเธออย่างไรบ้าง คิม ฟุคเล่าว่าความทุกข์ทรมานที่ได้รับจากสงครามจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่นั้นทำให้เธอโกรธเกลียดผู้คนมากมาย จนกระทั่งวันหนึ่งเธอถูกสอนให้รู้จักกับคำว่าการให้อภัย หัวใจของเธอจึงค่อย ๆ เริ่มอ่อนโยนและใสสะอาดขึ้น จนทุกวันนี้เธอสามารถอยู่ได้โดยไม่รู้สึกโกรธเกลียดใครอีกต่อไป เมื่อลงจากเวทีหลังกล่าวจบ อดีตนักบินคนหนึ่งที่เป็นผู้ทิ้งระเบิดในหมู่บ้านของเธอได้มายืนอยู่ตรงหน้า เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้วแต่เป็นสาธุคุณประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดกับเธอด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า “ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ” คิม ฟุคเข้าไปโอบกอดเขาแล้วตอบว่า “ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย” ท่านรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของคิม ฟุค? …..
ท่ามกลางผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ชอบเอาชนะศัตรูด้วยวิธีตาต่อตา
ฟันต่อฟัน คอร์รี่และคิม ฟุคถือเป็นตัวอย่างของคนในจำนวนอีกหลาย ๆ คนที่ไม่คิดตอบแทนผู้ที่ตนเกลียดชังด้วยการแก้แค้น
แต่กลับใช้วิธีให้ความรักและให้อภัย ซึ่งทุกศาสนาถือว่าเป็นคุณธรรมอันสูงส่งที่มนุษย์พึงมีให้กัน
การให้อภัยแก่ศัตรูไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ แต่เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่เข้มแข็งและมีปัญญา
เพราะเป็นผู้ที่สามารถควบคุมจิตใจไม่ให้สั่นสะเทือนไปตามคำพูดและการกระทำของศัตรู สามารถเอาชนะทิฐิมานะความยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องไม่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ผู้อื่น
รวมทั้งยังเป็นผู้ที่สามารถยกระดับจิตใจของตนไม่ให้ตกไปในทางเสื่อมที่มุ่งแต่จะคอยคิดหาวิธีตอบโต้แก้แค้น
เพราะระลึกอยู่เสมอว่าการให้อภัยเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาตนเองไปสู่อิสรภาพจากความทุกข์
ในขณะที่ผู้อ่อนแอไม่รู้จักการให้อภัยผู้อื่นนั้นย่อมได้รับความทุกข์ทรมานจากแรงอาฆาตพยาบาทและจะต้องได้รับผลแห่งวิบากกรรมนี้ข้ามภพข้ามชาติต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
พระไพศาล
วิสาโล ได้กล่าวไว้ว่า “การให้อภัยศัตรูเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตอยู่อย่างผาสุกด้วย
จิตใจที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นพยาบาทเป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่า คนที่มีความโกรธเกลียดอัดแน่นเต็มหัวใจย่อมไม่อาจพบความสุขและความเบิกบานใจได้
ดังนั้น เราจึงควรเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องความโกรธเกลียดไปจากจิตใจด้วยการรู้จักให้อภัยและหมั่นแผ่เมตตาให้กับคนที่ทำให้เราเจ็บปวด”
ถ้าการปลูกต้นไม้สักต้นหมายถึงการสร้างความร่มเย็นให้กับตนเองและผู้คนรอบข้างที่ได้อาศัยร่มเงาของต้นไม้นั้น การปลูก “ต้นให้อภัย” ไว้ในจิตใจของผู้คนย่อมยิ่งใหญ่และมีคุณค่าเหนือกว่าต้นไม้อื่นใดหลายเท่า เพราะ “ต้นให้อภัย” ไม่เพียงแต่จะสร้างความสงบร่มเย็นทั้งกายและใจให้กับผู้ปลูกและคนรอบข้างในสังคมเท่านั้น แต่ยังสามารถแผ่ขยายกิ่งก้านอันกว้างใหญ่ไพศาลออกไปอย่างไร้ขอบเขตสู่เพื่อนมนุษย์ทั้งโลกให้ได้รับสันติสุขร่วมกันอีกด้วย
เมื่อเห็นคุณค่าของการให้อภัยผู้อื่นดังนี้แล้ว วันนี้ท่านพร้อมที่จะปลูก “ต้นให้อภัย” ไว้ในใจของท่านสักต้นแล้วหรือยัง?
โดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เสาวรินทร์ สายรังษี
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
แหล่งที่มา http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=5431
แหล่งอ้างอิง
ชยสาโร ภิกขุ (2554). โกรธทำไม. กรุงเทพฯ : บริษัท คิว พริ้นท์ติ้ง แมเนจเม้นท์ จำกัด.
พระไพศาล วิสาโล. ยาสามัญประจำใจ. วันที่สืบค้นข้อมูล
27 กันยายน พ.ศ. 2555, เข้าถึงได้จาก
http://www.
dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1475
Corrie Ten Boom on the Rapture of the Church.
Retrieved October 6, 2012, from
http://endtimepilgrim.org/corrie.htm
Phan Thi Kim Phuc. Retrieved September 28, 2012,
from http://en.wikipedia.org/wiki/Phan_Thi_Kim_Phuc