“  ปีการศึกษานี้...จะมีเจ้าหนูแบบพิเศษกี่คนนะ…”   เป็นคำถามแรกในใจของครู....ที่เกิดขึ้นทุกปีก่อนเปิดภาคเรียนและก่อนที่ฝ่ายวิชาการจะประกาศห้องที่ต้องรับผิดชอบประจำชั้น   …“ พิเศษ ”  เป็นคำที่ฟังแล้วน่าจะดูดี  เช่น เวลาสั่งก๋วยเตี๋ยว  ถ้าบอกคนขายว่า   “ ขอพิเศษ  1  ชาม ”  ก็หมายความว่า  ...คนขายต้องเพิ่มลูกชิ้น  ..เนื้อหมู ......

  ...รวมทั้งส่วนประกอบอื่นๆ  ..... แน่นอน...  ในด้านโภชนาการของอาหารพวกเราต้องชอบปริมาณที่เพิ่มขึ้น ...
 ....แต่ “ นักเรียนที่มีลักษณะพิเศษ ”  กลับหมายถึง  ภาระงานที่เพิ่มขึ้นของครูประจำชั้น...

   ... ลักษณะอย่างไรจึงจัดว่า พิเศษ.?.  ...สำหรับครูแล้วไม่มีรูปแบบที่เด่นชัด  ...ลักษณะจำกัดที่แน่นอน

ต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่า  ...ข้อเขียนนี้ไม่มีอ้างอิงตำราทางการแพทย์  ไม่มีพื้นฐานศาสตร์ความรู้แขนงใดๆ  แต่เขียนด้วยประสบการณ์ของครูประจำชั้นและความรู้สึกของหัวใจผู้หญิงที่มีความเป็นแม่

  ในวันเปิดภาคเรียน...ครูเปรียบตัวเองเหมือนแม่ไก่ที่กางปีกต้อนรับเจ้าลูกเจี๊ยบทั้ง 50 กว่าชีวิต  ...ภาระกิจสำคัญคือ  ...แม่ไก่ต้องปกป้อง...โอบอุ้มคุ้มครองดูแลให้ลูกๆรอดพ้นจากเหยี่ยวตัวร้าย  ซึ่งมันจะคอยโจมตีให้เด็กๆเกิดปัญหาอยู่เสมอ  เช่น  การติดเกม  ไม่เอาใจใส่การเรียน   ขาดความรับผิดชอบ  ส่งงานไม่ตรงกำหนด  ก้าวร้าวกับคนรอบข้าง

...เจ้าหนูคนพิเศษสำหรับครู   จึงเป็นลูกเจี๊ยบที่อ่อนแอต้องเร่งหาทางช่วยเหลือ

  นัทกับจอม...เป็นสมาชิกของห้อง  ที่ครูจัดอันดับให้ว่า...มีลักษณะพิเศษ  ...นัท...นั่งอยู่หน้าห้องแถวแรกติดกับโต๊ะครู  แต่เวลาเรียนไม่เคยสบตาครู  การพูดหรือสื่อสารด้วยประโยคยาวๆ จัดว่าเป็นเรื่องยาก  แต่นัทเรียนดีมาก  มีผลการเรียนเกรดเฉลี่ย  4.00  ....จอม...นั่งอยู่เกือบแถวสุดท้ายของห้อง  มีเสียงพูดที่บีบเล็กและเบามาก  จนแม้กระทั่งเอียงหูไปใกล้ๆ  บางครั้งก็อาจจะมีเพียงลมกระทบใบหูผู้ฟัง  จอมไม่ชอบทำงานส่งครู  มีงานค้างจนแทบเป็นดินพอกหางหมู  ผลการเรียนน่าเป็นห่วงอยู่ในอันดับเกือบสุดท้ายของห้อง ....คนพิเศษคู่นี้มีความเหมือนที่แตกต่าง  .... นัทและจอมจะไม่สื่อสารกับใครๆถ้าไม่จำเป็น  ทำให้ขาดเพื่อนสนิท  มีชีวิตเพียงลำพังอยู่ในโลกส่วนตัว  ชอบวาดการ์ตูน  แต่งนิทานตามจินตนาการ เหมือนกัน.... แต่ทั้งสองกลับมีผลการเรียนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด  ครูตั้งสมมติฐานว่า  น่าจะเกิดจากการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่บ้าน   ผู้ปกครองของจอมจะบ่นเรื่องลูกติดเกมเสมอ  จอมเล่นเกมจนเลยเวลาเที่ยงคืนหรือเกือบถึง 1 นาฬิกาของวันใหม่  ผู้ปกครองจึงขอให้ครูอบรมพฤติกรรมลูก   ครูทำตามที่ผู้ปกครองต้องการอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะปัญหาและสาเหตุเกิดขึ้นที่บ้าน  ...แต่...ผู้ปกครองผลักดันปัญหาให้ทางโรงเรียนแก้ไข  เหมือนเรื่องเล่าที่บอกว่า......

  ......มีชายคนหนึ่ง  ทำของหายบริเวณข้างทาง  แต่บริเวณนั้นมืดมาก  เขาจึงเดินมาเรื่อยๆจนพบแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าข้างทาง  จากนั้นจึงได้เริ่มต้นหาของ  แต่ก็หาไม่พบ  ..ปัญหาของจอมไม่สามารถแก้ไขได้  ถ้าทางบ้านไม่จริงจัง  และเข้มแข็งที่จะช่วย  เปรียบเหมือนการเกาไม่ถูกที่คัน   ประเด็นสำคัญของการแก้ปัญหาลูกติดเกม  ต้องเริ่มต้นจากการเปิดเวทีที่บ้านเพื่อคุยกันระหว่างพ่อ-แม่-ลูก   ...เพราะบ่อยครั้งที่พ่อ-แม่มีเวทีสำหรับตนเอง  แต่ลืมเปิดเวทีให้ลูกได้มีโอกาสแสดงความรู้สึกบ้าง...  ตัวกระตุ้นอันเป็นสาเหตุสำคัญซึ่งทำให้ลูกหมกมุ่นเล่นเกม  ประกอบด้วยปัจจัยที่หลากหลาย  เช่น  การปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียว   การถูกตำหนิจากผู้ปกครองบ่อยๆ จนลูกขาดความเชื่อมั่น  การถูกวิจารณ์,จับผิดและความรู้สึกถูกกดดัน  เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของสาเหตุที่ทำให้ลูกติดเกม  ...จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาก่อน  จากนั้นจึงวางแผนที่จะแก้ไขร่วมกัน  ..อย่าลืมว่า ต้องเกาให้ถูกที่คัน  ...คุณพ่อ – คุณแม่  ต้องเคร่งครัดดูแลอย่างต่อเนื่อง  การอบรมตักเตือนจากครูเป็นส่วนที่จะช่วยเสริมแรง  แต่ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขปัญหาทั้งหมด 

  ....การบ่น...บ่น...บ่น....จากผู้ปกครอง  ทำให้จอมแอบแฝงความรู้สึกเบื่อไว้ในส่วนลึกของความรู้สึก  และมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบเงียบๆโดยพูดน้อยลง  ไม่บอก...ไม่เล่า....ไม่โต้ตอบ...และไม้ตายขั้นสุดท้ายคือ ...ไม่ทำอะไรเลย....

  ส่วนนัท เรียนเก่งมาก  อาจเป็นเพราะความพิเศษแบบ  ปัญญาเลิศ  อีกทั้งมีคุณแม่ที่ดูแลลูกในลักษณะ เอื้อ และอำนวย  เมื่ออยู่บ้านจึงแทบไม่เคยทำอะไรด้วยตนเอง  คุณแม่และพี่เลี้ยงที่เป็นคุณเอื้อ และคุณอำนวย  ช่างรู้ใจไปหมดทุกอย่าง

ดูแลความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างดีและแม้กระทั่งการทำการบ้านที่สวยหรู  ชิ้นงานมีคุณภาพเกินมาตรฐานให้ลูก  ...ผลที่ได้คือ.......นัทจึงมีพฤติกรรมเด็กกว่าวัย  มีความวิตกกังวลมากกว่าปกติเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆ  ...ลักษณะการ พูดห้วนๆสั้นๆและยานคาง   

  กลางภาคเรียนที่ 1  ผ่านไป...  ผลการเรียนของนักเรียนบางคนรวมทั้งจอมไม่ดีนัก ครูจึงหาวิธีแก้ไขแบบเพื่อนช่วยเพื่อน   ให้เด็กที่มีผลการเรียนดี มีความรับผิดชอบสูง   เป็นพี่เลี้ยงของเด็กที่ต้องได้รับการปรับปรุงผลการเรียน 

เด็กหลายคนปฏิเสธที่จะช่วยดูแลจอม  ...บางคนเมื่อรับหน้าที่ไปได้สักพัก  ก็มาบ่นให้ฟังว่า “  ผมพูดกับจอมไม่รู้เรื่อง...สงสัยเขาจะพูดภาษาต่างดาว ...”  ครูจะทำอย่างไรดี  ? .... เด็กๆรู้สึกว่าการสื่อสารกับจอมเป็นเรื่องยาก  ครูจึงย้ายที่นั่งจอมจากด้านหลัง  มาที่ด้านหน้าติดกับโต๊ะครู   เพื่อสะดวกในการดูแลและติดตามงานส่ง   โดยที่ข้างๆนั้น  แต่เดิมมีนัทนั่งอยู่ก่อนแล้ว

   ....อีก  2 - 3  วันต่อมา  หลายๆเริ่มได้ยินเสียงหัวเราะแบบแปลกๆเกิดขึ้นในห้อง  เป็นเสียงแหลมเล็กประสานกับเสียงห้าวทุ้มต่ำในลำคอ ....ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงนี้มาก่อน  ...หากแต่ถ้าผู้ฟังสังเกตสักนิด  จะพบถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างใน  เสียงหัวเราะที่บ่งบอกถึงความถูกใจ    ....ความอิสระ....ถูกปลดปล่อย  เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

  ....เมื่อเด็กลักษณะพิเศษสองคนมาพบกัน  ....มิตรภาพของเพื่อนเกิดขึ้น  ...การสื่อสารไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดเสมอไป  จอมวาดรูปให้นัทดู  ...นัทเพ่งมองครู่หนึ่งแล้วหัวเราะ   นัทวาดรูปให้จอมดูบ้าง  จอมมองแล้วหัวเราะเช่นกัน...ความเข้าใจเริ่มต้นช้าๆ  ช่วงพักกลางวัน  ทั้งคู่จะพากันเดินไปที่อาคารหลุยส์ มารี  นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน  กลายเป็นภาพที่ชินตาของเพื่อนๆ  ...ครูเริ่มเข้าไปเป็นสื่อกลาง โดยเริ่มต้นที่นัท  “  นัท... ถ้าหนูรักเพื่อนต้องช่วยดูแลเรื่องเรียนให้จอมด้วยนะ ”  จากวันนั้น ..จอมเริ่มมีงานส่ง  เพราะเห็นนัทมีงานส่ง  จอมจึงอยากทำบ้าง   การพัฒนาการของจอมเริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ   ไม่ต่างกับต้นไม้ที่ได้น้ำ  เริ่มผลิใบ  ออกดอก  ออกผล  ขณะเดียวกันการพัฒนาแบบคู่ขนานได้เกิดขึ้น  นัทเริ่มต้นรู้จักความรับผิดชอบด้วยตนเองและดูแลจอมไปพร้อมๆกัน   ครูไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร   แต่ครูสามารถตรวจสอบการเรียนและความคืบหน้าของจอมได้โดยนัทเป็นผู้ให้ข้อมูล  ......บางสิ่งที่ค้างคาเกาะติดอยู่  เริ่มหลุดออกไปจากหัวใจ 

   ....เด็ก  2  คนกลายเป็นบทเรียนสำคัญของประสบการณ์ชีวิตครู....  

   .......มิตรภาพ.....ความจริงใจ......การสื่อสารที่เข้าใจ......ช่วยสลายปัญหา

   ......หากเด็กสักคน  มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนเพื่อน  ......เป็นเพราะว่านั่นคือ.....

      มิติหนึ่งของความเป็นมนุษย์   ”