เรื่องเล่าระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖


๒๗  กรกฎาคม  ๒๕๕๖

เรียน  เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

วันพุธที่ ๒๔  กรกฎาคม  ๒๕๕๖  หลังวันหยุด ๔ วัน ซึ่งเดิมตั้งใจจะลงไปเยี่ยมบรรพบุรุษที่พัทลุง ก็ต้องยกเลิกโครงการไปเพราะวันเสาร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖  รับเสด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ซึ่งเสด็จทรงจักรยานเสือภูเขาจากดอนเมืองไปพระราชวังบางปะอิน ระยะทางไป-กลับประมาณ ๑๐๐ กม. โรงเรียนวัดเปรมประชากร เป็นจุดสำหรับประทับพักพระอริยาบททั้งไปและกลับ  จึงได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดถึงสองครั้งสองครา วันหยุดที่เหลือมีทั้งทำบุญและเที่ยวเตร่อยู่แถวนนทบุรี ปทุมธานีและนครปฐม วันนี้เป็นวันเปิดวันแรกของสัปดาห์ จึงหลงว่าเป็นวันจันทร์อยู่เรื่อย เจ้าหน้าที่บางรายยังลาเฉื่อยไปอีกวันสามวันตามระเบียบประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในวงราชการ งานแฟ้มเอกสารวันนี้มีไม่มาก จึงมีเวลาได้ศึกษารายละเอียดของงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผู้ปกครองร้องเรียนมา หากเป็นครูมักจะเป็นเรื่องการลงโทษนักเรียน พูดจาไม่สุภาพเรียบร้อยกับผู้ปกครอง กรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นปัญหาพื้นฐานสำหรับครู คำอธิบายจากครู คือ ทำไปเพราะความหวังดี ผมก็เชื่อตามนั้น แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ การรายงานให้ผู้บริหารโรงเรียนทราบและตัดสินใจแก้ปัญหา ครูจะแก้ปัญหาเสียเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผิดขั้นตอน เมื่อทำไม่สำเร็จจึงเป็นภัยแก่ตนเองในภายหลัง ที่สำคัญมีความเชื่อว่าเป็นครูมานานสอนคนในชุมชนมาหลายรุ่น ว่านิดหยอกหน่อยคงไม่เป็นไร ความคิดนี้ต้องอัพเดทในปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนไปมาก ทุกคนจะออกมาปกป้องตัวเองโดยไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหมเหมือนอดีต การลงโทษนักเรียนจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังสำหรับครู ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 ห้ามมิให้ลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือกลั่นแกล้ง หรือด้วยความโกรธหรือความพยาบาท โดยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ซึ่งระเบียบนี้ กำหนดการลงโทษนักเรียนและนักศึกษาไว้เพียง ๔ สถาน คือ (๑) ว่ากล่าวตักเตือน (๒) ทำทัณฑ์บน (๓) ตัดคะแนนความประพฤติ (๔) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนครูลงโทษด้วยวิธีรุนแรง เช่น ตบหน้า ตบหัว เอาสันไม้บรรทัดตีหัว หยิก ใช้ไม้ตีขา น่อง ก้น อย่างรุนแรงจนเกิดรอยบวมช้ำเลือด เอารองเท้าครูตบหน้า หรือใช้มือชกไปที่ท้องของนักเรียน หรือสั่งลงโทษโดยให้วิ่งรอบสนามกลางแดดหลายรอบ จนเด็กเป็นลมหมดสติไป ไม่ให้กินอาหารกลางวัน เป็นต้น การการกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวทั้งสิ้น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางวินัยข้าราชการ ผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพครู และยังเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาในข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นด้วย น้อยที่สุดคือข้อหาใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะเป็นความผิดลหุโทษแต่ก็เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ไม่อาจยอมความได้ เว้นแต่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาเรื่อง ไม่แจ้งความ ก็จะไม่มีการดำเนินคดีอาญา แต่ใช่ว่าจะพ้นผิดไปเลย เพราะการกระทำความผิดอาญามีอายุความจะแจ้งเมื่อไรภายในอายุความก็ได้ หากผิดเลยไปถึงข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อาจโดนลงโทษจำคุกและปรับหนักขึ้น ซึ่งก็มีครูเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจากกรณีตบหน้าและชกท้องเพียงแต่ศาลปรานีให้รอการลงโทษไว้ ซึ่งหากไม่รอการลงโทษก็จะถูกจำคุกจริง ผิดวินัยในข้อหากระทำผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อาจถูกปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ และผู้ปกครองนักเรียนยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ด้วย ดังนั้น จึงต้องงดการใช้วิธีลงโทษอย่างรุนแรง ควรใช้วิธีอื่น แต่อย่าปล่อยปละละเลยไม่สนใจนักเรียน โดยอ้างว่าตีก็ไม่ได้หาว่ารุนแรง ก็ไม่ต้องตีไม่ต้องเตือนและไม่สนใจเด็กนักเรียนคนนั้นเลย หากครูทำอย่างนี้ก็จะมีความผิดวินัยอีกเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นการทอดทิ้งหน้าที่ความเป็นครู ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความวิริยะอุตสาหะ ดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการ ไม่ปฏิบัติตามมาตราฐานและจรรยาบรรณของครู ซึ่งครูจะต้องอบรมสั่งสอนให้นักเรียนมีความรู้มีคุณธรรมและสิ่งอื่นที่จำเป็นเพื่อวันหนึ่งจะได้เป็นแกนหลักของประเทศชาติในอนาคตต่อไป อย่างน้อยที่สุดให้อยู่ได้ในสังคม หรือให้เป็นคนดีในสังคมให้ได้ หรือให้เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว จะเห็นว่าการเป็นครูที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเตรียมตัวทั้งความรู้ ความคิด การกระทำให้ถึงพร้อมด้วยความรัก ความเมตตา กรุณา กับทุกคน ทุกเวลาและทุกสถานที่จึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้

                         

วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กรกฎาคม  ๒๕๕๖  เช้าเดินทางไปโรงเรียนวัดสามัคคิยาราม อำเภอสามโคก เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยของครูร่วมกับพ่อแม่ และผู้ปกครอง เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถอบรมเลี้ยงดูเด็กได้อย่างเหมาะสม และมีความตระหนักเห็นคุณค่าด้านการพัฒนาการของเด็กในเรื่องสุขภาพ การอ่าน การคิด คุณธรรม ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ไม่ได้ไปโรงเรียนนี้อีกเลย ไปเห็นวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เริ่มจากรั้วที่แข็งแรงสวยงาม อาคารเรียนทาสีใหม่สดใส ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ ผอ. ธนพจน์  แก้ววงษา ปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด สพม. เขต ๔ จังหวัดสระบุรี ผู้บริหารปัจจุบัน ผอ. สุรีพร ชูติกุลัง มาสานต่อทำให้โรงเรียนดูดีขึ้น สำนักงานเขตก็นำเอกสารมาฝากไว้ที่โรงเรียนนี้ ทราบว่าถูกน้ำท่วมเสียหายหมด กำลังรื้อทำลายเพราะจะนำห้องเรียนเหล่านี้ไปใช้งานตามปกติ   ผมกล่าวให้เห็นความสำคัญของเด็กปฐมวัยในพิธีเปิด ระหว่างลาเจ้าภาพขึ้นรถกลับเขต ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นลมล้มฟาดลงกับพื้นหมดสติไป ต้องปฐมพยาบาลจนพอรู้สีกตัว ก่อนนำส่งโรงพยาบาล คงเป็นใบเหลืองที่เตือนคนวัยนี้ให้หมั่นระมัดระวังตนเอง ด้านสุขภาพ เห็นอย่างนี้แล้วสั่งเลขานุการว่า เวลาผู้บริหารมาพบให้ตามเข้าไปดูด้วย เผื่อเป็นลมล้มพับลงต่อหน้าจะได้เป็นพยานว่า ผมไม่ได้ทำอะไรเขานะ  กลับสำนักงานโทร.ไปถามอาการที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว โล่งใจไปหน่อย  โรคลมปัจจุบันนี้หมอเขาบอกว่าเป็นอาการขาดเลือดในสมอง จากเส้นเลือดตีบจนไปถึงเส้นเลือดแตก จึงต้องตรวจและรักษาจากหมอที่เชี่ยวชาญ

                               

กลับสำนักงานเขต มีผู้ใจดีซื้อข้าวมันไก่มาฝาก บ่ายประชุมพิจารณาคัดเลือกผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันยาเสพติดดีเด่นประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕ เพื่อเสนอความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ กระทรวงส่งรายชื่อข้าราชการครูจากส่วนราชการเขตพื้นที่การศึกษาในปทุมธานีทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา กลับมาให้คณะกรรมการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งพิจารณาให้เหลือ ๔ รายจาก ๑๐ ราย ประธานการประชุมท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด นายประสิทธิ บุญลิขิต ส่วนกรรมการมาจากหลายส่วนราชการตามโครงสร้างที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเสริมศักดิ์  พงษ์พานิช กำหนดมา ผมมีรายชื่อเป็น ๑ ใน ๑๐ รายที่กระทรวงส่งมาด้วย จึงขอถอนตัว เพราะเงินเดือนมากแล้ว ให้ครูเขาดีกว่า ในที่สุดเมื่อตรวจคุณสมบัติเหลือคนที่เข้าพิจารณาเพียง ๖ ราย กรรมการได้เรียงลำดับตามผลงานไปให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการต่อไป มีบางรายผลงานดีมากแต่กรรมการก็ต้องตัดออกไปเพราะปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ได้ความดีความชอบ ๒ ขั้นไปแล้ว คงเข้าใจนะว่าจะมีความดีความชอบขนาดไหนก็ตาม การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีสูงสุดได้เพียง ๒ ขั้นเท่านั้น



                                 

วันศุกร์ที่ ๒๖  กรกฎาคม  ๒๕๕๖  วันนี้มีกำหนดการซ้อนกันหลายแห่ง ได้มอบท่านรองฯที่เกี่ยวข้องไปแทน ผมติดประชุมหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัด ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ น. มีผู้ว่าราชการจังหวัด นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล เป็นประธานการประชุม เขาจัดที่นั่งใหม่อยู่ใกล้ปากประตูทางเข้า สะดวกมากในการไปใช้ห้องน้ำ และไกลหูไกลตาประธานเสียด้วย  ข้อราชการหนักไปเรื่องมวลชนคนเสื้อสี เรื่องปัญหาจราจร เรื่องความเป็นอยู่ของราษฎร และการใข้จ่ายงบประมาณ   เวลา ๑๑.๐๐ น. ประชุมคณะกรรมการความมั่นคงฯ ของจังหวัด องค์ประชุมเล็กลงหน่อย เขตพื้นที่ไม่มีเรื่องเสนอที่ประชุม เพราะเรามีความมั่นคงและสงบเรียบร้อยดี  พักกลางวันไปทานข้าวผัดปูที่ร้านเพื่อนลุง จนเวลา ๑๓.๓๐ น. ประชุมคณะกรรมการศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัด ฝ่ายเลขานุการเป็นผู้นำเสนอรายงานในแผนงานที่ ๓ การป้องกันซึ่งมีเขตพื้นที่ทั้ง ๓ เขต อยู่ด้วย แผนนี้ดำเนินการครบตามเป้าหมายแล้ว จึงไม่ได้เสนอเรื่องราวใดต่อที่ประชุมอีก  เลิกประชุมกลับมาลงชื่อในแฟ้มเอกสารจนเย็น


เรื่องของครูกับนักเรียน

ขณะที่คุณครูสอนอยู่ สมคิดไม่ตั้งใจฟัง คุณครูจึงถามสมคิดว่า

คุณครู: ถ้าเธอนั่งเรือจะไปที่ไหนสักแห่งแล้วมีพายุมาเธอจะทำอย่างไร?

สมคิด: ก็ปล่อยสมอไงครับ

คุณครู: แล้วถ้ามาอีกลูกหนึ่งล่ะ?

สมคิด: ก็ปล่อยสมออีกอันนึงครับ

คุณครู: แล้วถ้ามาอีก 2 ลูกล่ะ?

สมคิด: ก็ปล่อยสมออีก 2 อันครับ

คุณครู: แล้วเธอไปเอาสมอที่ไหนมาตั้งหลายอัน

สมคิด: แล้วครูล่ะครับไปเอาพายุที่ไหนมาตั้งหลายลูก


                                                                      นายกำจัด  คงหนู

                                     ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑

                        


                             เที่ยวญีุ่่นในฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน) อุณหภูมิเฉลี่ย 18 – 19 องศาเซลเซียส

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ฤดูแห่งใบไม้แดง

          เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม่ร่วงในเดือนกันยายน และตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่มีอากาศเย็นสบาย นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแห่งสีสันเป็นสีเหลืองส้ม ขุนเขาต่างๆ ถูกแต่งแต้มให้มีสีสันราวกับพรม ส่วนทุ่งนาก็ถูกเปลี่ยนเป็นสีทองนอกจากนี้ยังเป็นเวลาแห่งเทศกาลและกีฬาได้มาบรรจบกับกิจกรรมทางวัฒนธรรม หนึ่งในสัญลักษณ์ของฤดูนี้ คือ งานเทศกาลดอกเบญจมาศ

          1.ใบไม้เปลี่ยนสี ถึงเวลาของใบไม้ เป็นตัวเอกของฤดูนี้แล้ว ไม่ว่าต้นไหนๆก็แย่งกับเปลี่ยนสีของใบ ผู้คนต่างมาชื่นชมกับความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี 

          2.เกาลัดและมันเทศ มักจะนิยมเผารับประทานกันในฤดูนี้กัน 

          3.ผลไม้ประจำฤดู ลูกพลับและแอปเปิ้ล สรรพคุณของลูกพลับนั้น แก้เจ็บคอได้ผลนักควรจะกินตอนที่สุกๆหน่อย ส่วนแอปเปิ้ลของฤดูนี้อร่อยที่สุดเพราะเป็นช่วงสดใหม่ ของแอปเปิ้ลฟูจิ ที่เนื้อแน่น แสนกรอบ ชุ่มชื้น ชุ่มฉ่ำ 

           4.ฤดูของเห็ด ฤดูนี้เห็ดพันธุ์ต่างๆปรากฏตัวมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอมกินแบบแห้งอร่อยกว่ากินแบบสด เห็ดดงโคะเหมาะสำหรับอาหารตุ๋นๆต้มๆ เห็ดโคชิน เหมาะกับการทำซูชิและของต้ม ลูกผสมดงโกะกับโคชินเรียกว่าโคโคะ เห็ดฮะนะดงโคะราคาแพงมากๆ เห็ดมัทสึทะเคะ อร่อยเด่นมีก้านใหญ่ เห็ดชิเมะจิขึ้นชื่อเรื่องรสชาติ ฮงชิเมะจิ รสเลิศที่ขึ้นตามธรรมชาติหายากและไม่มีขาย เห็ดชิเมะจิเพาะ หาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ต้มก็ได้ นำมาหุงกับข้าวก็ได้ ปิดท้ายด้วยเห็ดนะเมะโคะ รสยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน ยามใส่ในซุบเต้าเจี้ยว

                         

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  "เรื่องเล่าจากเจ้าพระยา"



ความเห็น (0)