ประวัติคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ฉบับเจาะลึก ช่วง 2476-2550)
(อนุสรณ์ รัฐศาสตร์ 30 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2521 น.1)
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
พุทธศักราช 2476 ตามพระราชบัญญัตินี้การศึกษาในมหาวิทยาลัยมี 2 ชั้น คือ ปริญญาตรี ผู้ที่ได้ปริญญานี้เรียกว่า “ธรรมศาสตร์บัณฑิต” ย่อว่า “ธ.บ.” ส่วนชั้นปริญญาโท และ ปริญญาเอกแยกเป็น 4 สาขา คือ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และทางการทูต ใน พ.ศ.2482 ได้จัดให้มีสาขาการบัญชีขึ้น
ต่อมา พ.ศ. 2492 ให้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 คณะ คือ
1.คณะนิติศาสตร์
2.คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
3.คณะรัฐศาสตร์
4.คณะเศรษฐศาสตร์
เฉพาะคณะรัฐศาสตร์ได้กำหนดนโยบายที่จะให้นักศึกษาในคณะนี้ มีความรู้ความชำนาญในวิชารัฐศาสตร์ทั่วๆ ไปอย่างนานาประเทศ และมุ่งหมายให้สามารถไปรับราชการหรือปฏิบัติงานได้ทุกแห่งไม่เฉพาะแต่ราชการในฝ่ายปกครองเท่านั้น เพราะการศึกษาวิชานี้ได้แพร่หลายทั่วไปในทุกประเทศ การปกครองบ้านเมืองได้ขยายไปหลายสาขา ประชาชนก็สนใจการเมืองมากขึ้น ในการกำหนดหลักสูตรการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์
เมื่อเริ่มก่อตั้งขึ้นนั้น ศาสตราจารย์ ดิเรก ชัยนามได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน
และท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนี้เป็นคนแรก
พ.ศ.2496 การศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกรูปหนึ่ง โดยที่สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เห็นเป็นการสมควรปรับปรุงวิธีการศึกษาในคณะรัฐศาสตร์ ให้เหมาะสมแก่กาลสมัยและให้เจริญยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาในคณะนี้ได้รับความรู้ตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยประการหนึ่ง และให้ได้รับการอบรมทางวัฒนธรรม สามัคคี ศีลธรรม บุคลิกภาพ เหมาะสมแก่การเป็นข้าราชการที่ดี จึงได้ลงมติให้ใช้วิธีการสอบคัดเลือกเพื่อรับสมัครผู้เข้าเป็นนักศึกษาประเภทประจำกินนอน โดยรับเฉพาะนักศึกษาชาย จำนวนปีละ 60 คน
การศึกษาในแบบนี้ได้ดำเนินอยู่จนถึงปีการศึกษา 2500
พ.ศ.2501 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ประกาศใช้ ข้อบังคับว่าด้วยการสมัครเข้าเป็นนักศึกษาชั้นปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ พ.ศ.2501 ข้อบังคับนี้ให้ยกเลิกการศึกษาประเภทประจำกินนอน จึงนับแต่นั้นมานักศึกษาในคณะรัฐศาสตร์ ก็มีการศึกษาเช่นเดียวกับนักศึกษาในคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัย
พ.ศ.2502 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ประกาศข้อบังคับว่าด้วยการแบ่งแยกแผนกวิชาภายในคณะรัฐศาสตร์
พ.ศ.2502 ให้แบ่งแยกแผนกวิชาภายในคณะรัฐศาสตร์ ออกเป็น 2 แผนก คือแผนกรัฐศาสตร์ และแผนการทูต
พ.ศ.2507 ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรอีก เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งได้จัดตั้งคณะศิลปะศาสตร์ขึ้น ดังนั้นนักศึกษาทุกคณะในมหาวิทยาลัยจะต้องเรียนวิชาศิลปศาสตร์เป็นพื้นฐานในปีแรกเสียก่อน แล้วจึงแยกไปเรียนวิชาในคณะของตน
พ.ศ.2511 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประกาศใช้หลักสูตรชั้นปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ พ.ศ.2511
แลให้ใช้หลักสูตรนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2511 เป็นต้นไป หลักสูตรนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 สาขาวิชาคือ
1.สาขาวิชาการปกครอง (แทน แผนกวิชารัฐศาสตร์ เดิม)
2.สาขาวิชาการระหว่างประเทศ (แทน แผนกวิชาการทูต เดิม)
3.สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ
4.สาขาวิชารัฐศาสตร์ศึกษา
พ.ศ.2514 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาใหม่จากระบบเปอร์เซ็นต์
มาเป็นระบบหน่วยกิต ดังที่ใช้กันอยู่ในต่างประเทศ การวัดผลการศึกษาจังเปลี่ยนจากเปอร์เซนต์มาเป็นการให้เกรดในระดับต่างๆ ฉะนั้นการจดทะเบียนเรียนลักษณะวิชาต่างๆ ก็ไม่บังคับให้นักศึกษาต้องเรียนวิชาที่เหมือนกัน หากแต่มีอิสระอย่างมากในการเลือกเรียน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับการจดทะเบียนเรียนของแต่ละคณะซึ่งแตกต่างกันออกไป ในปีนี้เองคณะรัฐศาสตร์ได้ปรับปรุงหลักสูตรขึ้นรองรับกับระบบหน่วยกิตที่เกิดขึ้นใหม่
แต่ได้ปรับปรุงสาขาวิชาต่างๆ แล้วแบ่งออกเป็น 4 สาขา คือ
1.สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง
2.สาขาวิชาการระหว่างประเทศ
3.สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ
4.สาขาวิชาทฤษฎีและปรัชญาการเมือง
การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาใหม่นี้ มีผลทำให้นโยบายทั่วไป และวัตถุประสงค์ของคณะรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง โดยเฉพาะการผลิตบัณฑิตรัฐศาสตร์มิได้เน้นและส่งเสริมให้เป็นข้าราชการแต่ฝ่ายเดียว
แต่เป็นการผลิตผู้มีความรู้ทางรัฐศาสตร์อย่างกว้างๆ เพื่อให้ออกไปประกอบอาชีพได้ทั้งในหน่วยงานหรือเอกชนทั่วไป
ปัจจุบัน ปี 2556 ผมไปเปิดดูหนังสือหลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต หลักสูตรปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2550 คงเหลือเพียง
3 สาขา คือ
1.สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง
2.สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ
3.สาขาวิชาการระหว่างประเทศ
วิชาการในแต่ละสาขาปริญญาตรี ไม่มีร่องรอยของวิชาเมื่อ 50 ปีเหลืออยู่เลยโดยเฉพาะสาขารัฐศาสตร์สมัยเปิดคณะเมื่อปี พ.ศ.2492-2502 นำมาเปรียบเทียบหลักสูตรปี พ.ศ. 2547 ตามหนังสือหลักสูตรรัฐศาสตร์หลักสูตรปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2550ไม่อาจจะเทียบกับวิชาใดได้เลย ทั่งนี้เพราะวิวัฒนาการของหลักสูตรที่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับภารหน้าที่ขององค์กรของรัฐในปัจจุบัน
สรุปความเห็นข้อสังเกตในคณะรัฐศาสตร์ มธ. และการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ในภาพรวม
-พ.ศ. 2492 - 2495 รัฐศาสตร์ รุ่น 1-4 รับนักศึกษาเดินเรียนไม่อยู่ประจำ รับทั้งนักศึกษาชายและหญิง ใน 5
รุ่น มีนักศึกษาหญิง 2 คน เท่านั้น นักศึกษาหญิงคนแรกตามบทความเรื่อง รำลึกความหลัง ของ ร.ต.เสมอใจ พุ่มพวง (2/ร) อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ในหนังสือคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 15 ปี มงคลการพิมพ์ 101 ถนนตานี บางลำพู พระนคร พ.ศ.2507 (ไม่ระบุหน้า)ระบุว่า “.....เพราะคณะเรามีสุภาพน้อยมากเต็มที มี คุณศุภางค์ โพวาทอง 280/ร นักศึกษารัฐศาสตร์หญิงคนแรก ซึ่งรูปร่างหน้าตาก็กระจุ๋มกระจิ๋มพอจะแข่งกับคณะบัญชีเขาได้อยู่หรอกแต่เจ้าตัวไม่สมัครใจ (ที่จริงโอนย้ายมาจากคณะพานิชยศาสตร์และการบัญชีรู้ว่าสู้เขาไม่ได้)
เลยวางตัวเสียอย่างผู้ชาย เราจึงไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับคนสวยของคณะอื่นได้”งานอาชีพของคุณพี่คือนักข่าวหนังสือพิมพ์จนวาระสุดท้ายบั้นปลายชีวิตจากโลกนี้ไปด้วยวัย 78 ปี ในปี 2553 นักศึกษารัฐศาสตร์หญิงคนที่ 2 ก็คือ นางสาวสาลี ลัดานนท์ 290/ร เรียนชั้นปริญญาตรีเป็นบัณฑิตปี 2498 จนจบปริญญาโททางรัฐศาสตร์ รับราชการในกรมการปกครองแต่ไม่ได้เป็นนายอำเภอหญิงเพราะระเบียบยังไม่ทันแก้ไขให้สตรีเป็นนายอำเภอแต่ก็ได้เป็นถึงข้าราชการชั้นเอก ในยุคก่อนปี 2520 ที่ยังไม่มีระบบ PC.นักศึกษารัฐศาศตร์หญิงคนที่ 3 คือนางสาวเพ็ญจันทร์ สุนทโรดม 361/ร จบเป็นรัฐศาสตร์บัณฑิตปี 2500ในช่วงปีพ.ศ.2492-2495 ผู้หญิงยุคนั้นไม่ค่อยอยากเรียนรัฐศาสตร์ คงคิดว่าเป็นวิชาของผู้ชาย
-พ.ศ.2496-2500 รัฐศาสตร์ รุ่น 5-9 รับนักศึกษาชายอยู่ประจำกินนอน จำนวน 60 คน มีนักศึกษาหญิงก็คงยุ่ง มีแต่นักศึกษาชายก็ยังยุ่งแบบสนุกอยู่เหมือนกัน
-พ.ศ.2501 รัฐศาสตร์ รุ่น 10 ยกเลิกอยู่ประจำกินนอนจำนวน 60 คนเท่าเดิมแต่ยกเลิกการอยู่ประจำกินนอน
-พ.ศ. 2502 รัฐศาสตร์ รุ่น 11 รับสอบคัดเลือกเข้าเรียนจำนวน 120 คน ทั้งนักศึกษาชายและหญิง แล้วให้มาสมัครเลือกเรียนในสองแผนกวิชาคือ แผนกรัฐศาสตร์ และแผนกการทูต แล้วก็รับทั้งนักศึกษาชายและหญิงตลอดมา
การศึกษาวิชารัฐศาสตร์ซึ่งเดิมมีอยู่สองมหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ และเอกชน มากกว่า 50 สถาบัน ค้นหาดูรายชื่อมหาวิทยาลัยได้จากgoogle ครับ

นางสาวสาลี ลัดานนท์ 290/ร นางสาวเพ็ญจันทร์ สุนทโรดม 361/ร
เกิด 6 ธันวาคม 2472 (ปี 2556 อายุ 84 ปี) เกิด 30 สิงหาคม 2471(ปี 2556 อายุ 85 ปี)
สำเร็จจาก ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา สำเร็จจาก ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา
หมายเหตุ : หากกล่าวถึงรัฐศาสตร์บัณฑิต หญิงคนแรก ก็คือคุณพี่สาลี ลัดานนท์ จบเป็นรัฐศาสตร์บัณฑิต ปี 2498 เป็นรัฐศาสตร์มหาบัณฑิตคนที่ 2 ต่อจากนางนันทกา สุประภาตนันทน์ ธรรมศาสตร์บัณฑิต (ธ.บ.) ซึ่งเป็นรัฐศาสตร์มหาบัณฑิตหญิงคนแรก และคุณพี่เพ็ญจันทร์ สุนทโรดม เป็นจบรัฐศาสตร์บัณฑิตหญิงคนที่ 2 ปี 2500 ส่วนคุณพี่ ศุภางค์ โพวาทอง นักศึกษาหญิงคนแรกของรัฐศาสตร์ตรวจดูรายชื่อผู้จบเป็นบัณฑิตแล้วไม่พบแต่พวกชาวธรรมศาสตร์เราถือว่าได้เข้ามาลงทะเบียนเป็นนักศึกษาเดินผ่านใต้เงาโดม ก็ถือศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ด้วยกันทั้งนั้นทุกคนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ยังไม่ได้ตรวจดูในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร
นักศึกษาหญิงคนแรกของรัฐศาสตร์ มธ.
จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด
ฉบับวันที่ 11 มีนาคม 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7042
ข่าวสดรายวัน
วงการสื่อลดธง-อาลัย
ศุภางค์ โพวาทอง
(คอลัมน์ ข่าวทะลุคน)

ศุภางค์ โพวาทอง ล่วงไปในวัย 78 ปี ผู้สื่อข่าวอาวุโส หรือ "ป้าศุภางค์" ของนักข่าวรุ่นหลังอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย 2 สมัย ทักษะทางภาษาและการสื่อสาร บวกมนุษยสัมพันธ์ นำสู่การมีแหล่งข่าวที่ดี ผลงานเป็นที่ยอมรับของเพื่อนสื่อทั้งไทยและต่างประเทศ เคยเปิดใจ นักข่าวคืออาชีพที่น่าพิสมัยที่สุดในโลก เพราะติดตามเรื่องที่อยากรู้อยากอ่านและนำมาเขียนที่ตั้งใจด้วยความจริง ประเสริฐที่ให้อาหารชีวิตแก่ตัวเองและผู้อ่านที่หวังดีต่อสังคม เล่าว่า "นักข่าวสมัยก่อนจึงถูกจับด้วย ข้อหาว่าปักหลักด้วยอุดมการณ์เรียกร้องวันสันติ ภาพโลก" และมอบแนวคิดไว้ให้วงการสื่อไว้ว่า "คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกสั่งให้ทำ แต่มนุษย์เกิดมามีสมอง มีอุดมการณ์ ต้องให้ข้อเท็จจริง มีเป้าหมายนำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง"
-เกิด 5 พฤศจิกายน 2475 ศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ ก่อนย้ายเข้าคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และเป็นนักศึกษาหญิงคนแรกในคณะนี้
-เริ่มงานหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา
ด้วยความสนใจการบ้านการเมืองอย่างยิ่ง
-เป็นผู้สื่อข่าวหญิงรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย
-หนึ่งในงานชิ้นสำคัญคือไปทำข่าวการประชุมเอเชียแปซิฟิกครั้งแรก พ.ศ.2498 ที่อินโดนีเซีย
-ต่อมาไปเรียนต่อสาขาวิชาการโฆษณา มหาวิทยาลัยฮิวส์ตัน สหรัฐอเมริกา
-กลับมาทำงานสำนักข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยหลายแห่ง รวมถึงวอยซ์ ออฟ อเมริกา (VOA)
-ในวัยเกษียณ ยังสนใจข่าวสารอยู่เสมอ และพบปะนักข่าวรุ่นหลังกับเพื่อนๆ
กระทั่งโรคภัยรุมเร้า ฝากตำนานดอกไม้เหล็กผู้ซื่อตรงต่อหน้าที่สื่อสารมวลชน
---------------------------------------------------------
<p> </p><p> </p><p>
</p>