ทำไมผมจึงไม่ค่อยสวดมนต์ร่วมกับชาวพุทธท่านอื่นๆ

แต่ถ้าเป็นการสวดเชิง "พิธีกรรม" นั้น ผมก็พอจะร่วมสวดได้ โดยไม่มีปัญหาใดๆ

ผมศึกษาหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ มาพอสมควร

ทำให้ผมเคยอ่านพัฒนาการของศาสนาพุทธ ในสภาพแวดล้อมของศาสนาพราหมณ์

ที่ทำให้มีการปะปนของระบบคิดทั้งสองแบบปะปนกันมาพอสมควร

เช่น พบว่า "การสวดมนต์" นั้น มีสองแบบใหญ่ๆ

คือ
1. แบบพราหมณ์ คือการท่องบ่นเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคาถาต่างๆ ไปโดยไม่ต้องเข้าใจความหมาย ขอแค่ท่องบ่นประจำก็ได้ผลตามความศักดิ์สิทธิ์ของ "คาถา" นั้นแล้ว

และ
2. แบบพุทธ คือการกล่าวคำที่มีความหมาย อย่างเข้าใจความหมาย และน้อมรับความหมายอย่างนั้น ทั้ง กาย วาจา และใจ มาไว้ในวิถึชีวิต จึงจะบังเกิดผลแห่งความหมาย และคุณค่า ของ "คาถา" นั้นๆ

ผมนับถือศาสนาพุทธ ผมจึงสวดมนต์แบบพุทธ

แต่...........
ระบบสมอง ระบบคิดผมช้ามาก กว่าจะสวดผ่านแต่ละคำๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ผมต้องใช้เวลานานนนนนนนน กว่าความเร็วปกติ ที่ผมได้ยินมามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ผมจึงพิจารณาแล้ว ว่าผมไม่มีความสามารถที่จะร่วมสวดมนต์กับชาวพุทธท่านอื่นได้

ต้องมานั่งสวดคนเดียว ทุกทีๆๆๆๆๆๆๆๆๆไป

และบางบทที่ผมยังไม่เข้าใจความหมาย ผมก็จะยังไม่สวด

และแม้จะเข้าใจความหมาย แต่ผมปฏิบัติยังไม่ได้ ก็จะยังไม่สวดเช่นกัน

แค่ท่องได้เฉยๆ ยังไม่ใช้ในชีวิตจริงๆ ผมก็จะไม่สวดครับ

นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมซาบซึ้งคำว่า

"คนมีระดับศีลไม่เท่ากัน จะร่วมสังฆกรรมกันนั้น น่าจะยาก" ครับ

และยากมากๆๆๆๆๆ สำหรับคนสมองช้า คิดช้า ทำอะไรก็เชื่องช้าอย่างผม

ผมกำลังพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ครับ

แต่ถ้าเป็นการสวดเชิง "พิธีกรรม" นั้น ผมก็พอจะร่วมสวดได้ โดยไม่มีปัญหาใดๆ

 ใครที่รู้สึกรำคาญความเชื่องช้าของผม ก็ได้โปรดเข้าใจผมตามนี้ครับ

ขอขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (7)

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยนะคะ 

ในความเห็นส่วนตัว

หากสวดมนต์ไป ท่องไป โดยไม่รู้ว่าท่องอะไร  ก็แล้วจะท่องไปทำไม

แต่บางความเชื่อ เชื่อว่า ท่องๆ ไป เพราะก็ท่องๆ กันมา  ไงๆ ก็ศักดิ์สิทธิ์    ก็เป็นความเชื่อนั้นไป

มีอีกแต่ค่ะท่าน   ไม่ว่าจะเชื่อแบบไหน การได้มีจิตใจนึกถึงการสวดมนต์ นึกถึงที่จะทำความดี  ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้คิดจะทำดีเลยค่ะ

 

มีความสุขกับวันหยุดนะคะ

ไม่ดี ไม่เลว ก็ยังดีกว่าเลว แน่นอน อิอิอิอิอิ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอาจารย์มากๆเลยค่ะ สำหรับบันทึกนี้ที่เป็นความคิดของตัวเองมาตลอด อยากสวดอย่างเข้าใจ บทที่สวดเป็นภาษาบาลีได้ก็เพราะเข้าใจคำแปล และไม่อยากสวดอะไรที่ทำไม่ได้แน่ๆ วันไหนที่รับศีลห้าก็จะต้องมั่นใจว่าทำได้ครบหมด และไม่ชอบสวดอะไรที่แปลออกมาแล้วเหมือนเราจะหวังโน่นนี่จากการถวายของพระเลย เป็นเรื่องที่คิดในใจเสมอๆไม่เคยได้ยินใครพูดความคิดเกี่ยวกับวิถีปฏิบัติที่เห็นๆอยู่เลยนะคะ ทำให้ไม่ชอบไปวัด เพราะคิดอะไรแปลกๆเสมอ แต่เชื่อมั่นว่าเป็นคนนับถือพุทธที่คำสั่งสอนดีๆที่ได้เรียนรู้จากภาษาที่เข้าใจ ซึ่งบางครั้งอ่านภาษาอังกฤษยังซาบซึ้งกว่าภาษาไทยบาง version เลยนะคะ แต่ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับคนที่ทำอยู่นะคะ คิดเพียงว่าเราไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้นเอง

ไม่น่าเชื่อครับ ยังมีคนคิดคล้ายๆกับผมอยู่ด้วยครับ

 

ผมคิดว่าผมเป็นคนเดียวที่คิดแบบนี้เสียอีก

 

แต่แม้จะเป็นคนเดียวผมก็ไม่มีความรู้สึกอะไร เพราะผมก็เชื่อมั่นในคำสั่งสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างไม่คลอนแคลน

สิ่งใดๆที่น่าจะผิดไปจากคำสอน ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยละครับ

แต่ความก้าวหน้าของผมก็ช้ามากๆ จนน่ารำคาญเหมือนกัน

ผมพอจะรู้ตัวและพยายามแก้ไขอยู่ครับ

ครั้นจะออกบวชก็ยังสงสัยในระบบของการบวช การดำรงตนในสมณะเพศอยู่ ว่าน่าจะมีข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมที่ผมถนัด และน่าจะไม่สะดวกที่จะออกบวชนะครับ

นี่คือระบบจริงๆของชีวิตผมครับ

 

อิอิอิอิอิอิ

อ่านบันทึกของอาจารย์และความคิดเห็นของพี่โอ๋แล้วทำให้นึกขึ้นได้ว่าผมศึกษาศาสนาพุทธจากหนังสือภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเพราะผมเข้าถึงหนังสือภาษาอังกฤษได้ง่ายกว่าหนังสือภาษาไทย (ซื้อหาได้ง่ายกว่าผ่านอินเทอร์เน็ต) ทำให้ผมคุยกับใครเขาไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกันครับ

ครับอาจารย์ธวัชชัย

ผมคิดว่าคนจำนวนมากติดอยู่ในกรอบของ "พิธีกรรม" มากจนปิดบังการ "เรียนรู้"

ที่เป็นปัญหาดดยรวมของสังคมทั้งระบบ รวมทั้งกลุ่มของพวกเราใน G2K ด้วยครับ

ถ้าอาจารย์จำได้ใน โมเดล KM นั้น ผมเสนอ "น้ำพริกปลาทู" ทุกอย่างมีเป้าหมายและกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่จำเป็น หรือไม่ควรแยก "หัว กลาง หรือ หาง"

เพราะในความเป็นจริงนั้น ทุกส่วน และทุกคนเป็นทุกอย่าง จึงจะขับเคลื่อน "องคาพยพของ KM" ไปได้อย่างนุ่มนวล ราบรื่น และยั่งยืน

แนวคิดนี้ผมเสนอแนะ และนำเสนอมาตลอดเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

และหวังว่ากลุ่มพวกเราที่ทำงานเรื่องนี้จะมองออก และเข้าใจแก่นแท้ และสาระของ KM

ที่แท้จริงก็คือการเข้าถึงหลักของความเป็นจริง และเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้ และด้วยตนเอง

มั่นใจในการทำงานแบบหมู่คณะของคนที่มุ่งมั่นในสิ่งที่จริงแท้ และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่มีหัว ไม่มีหาง คนทำคือคนได้ ใครอยากได้ก็ต้องทำเอง

อาจารย์คงมองเห็นมิตินี้ในแกนการทำงานของเรานะครับ

ผมเชื่อมั่นในเป้าหมายและทีมงานของอาจารย์ครับ

 

สวัสดีครับ อาจารย์ ทุกท่าน ผมเป็นสมาชิกใหม่ ได้อ่านบทความบันทึกของท่าน อาจารย์ แสวง อาจารย์ ธวัชชัย และทุกท่าน ร่วมทั้งภาษาที่ใช้ ถึงแม้ผมความรู้น้อย ทำให้เข้าใจอยาก แต่พยายามทำความเข้า ไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมก็นับถือพุทธศาสนา ศึกษามาอาจจะไม่ลึกซึ้ง ทั้งพิธิกรรมและ การสวดมนต์ แต่มีความคิดหนึ่งที่คิดว่าตัวเองคิดเหมือนหรือไม่เหมือนใคร ยังสงสัยอยตัวเอง แม้นการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันก็ ตามหลักคำสอนของ พระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้า…ซึ่งยังเข้าใจว่า พิธีกรรม การถวายของเซ่นไหว้ การบริจาค ฯ เป็นแหล่งกำเนิดของการให้เรารู้จักการเสียสละ ลดความอยากได้ การสวดมนต์ขอพร เป็นกุศโล ให้จิตมีสติ สมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิ พัฒนาขึ้นไปจนถึงวิปัสสนากรรมฏาณ….ซึ่งเป็นแนวทางแหล่งการหลุดพ้น ฯ ผมเขีาใจอย่างนั้น การดำเนินชีวิตยึดถึงธรรมชาติเป็นหลัก ตอนนี้ศึกษาเรียนรู้เกษตรกรรมธรรมชาติ แนวพระราชดำรัส ของพระองค์ท่านพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจว่ามนุษย์เรามาจากธรรมชาต อยู่กับธรรมชาติ แล้วต้องย้อนคืนสู่ธรรมชาติ การรักษาสุขภาพอย่างธรรมชาติ กินอยู่กับธรรมชาติ รักษาจิตใจให้เป็นปกติ …. คนเราน่าจะมีความสุข สังคมน่าจะมีความสงบ.. เพียงแนวคิดส่วนตัวน่ะครับ อาจจะใช้คำ ภาษาไม่ชัดเจน แต่จากความรู้สึกของผมเอง ที่อยากจะแลกเปลี่ยนครับ