มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเคยออกระเบียบว่า นักศึกษาคนใดก็ตามที่ติด F มหาวิทยาลัยจะไม่นำหน่วยกิตของรายวิชานั้นมาคิดในเกรดเฉลี่ยสะสมจนกว่านักศึกษาจะเรียนใหม่แล้วได้เกรดที่ไม่ใช่ F

หากมองผิวเผิน ดูเหมือนเป็น "ความเมตตา" และ "การให้โอกาส"

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น นักศึกษาที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนอยู่แล้วใช้ชีวิตในการเรียนไปแค่วัน ๆ เพราะติด F ไม่มีผลอะไรต่อเกรดเฉลี่ยสะสม การรีไทร์ก็เป็นไปได้ยาก

หากออกระเบียบมาแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับ "การให้ความขี้เกียจ" และ "ไม่รับผิดชอบ" กับนักศึกษาที่จะมีต่อตนเองและสังคมในอนาคตเมื่อเรียนจบไป

เกรด F เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการปรามของอาจารย์ที่เหมือนจะดูใจร้าย อาจารย์ทุกคนมีความเป็นครูอยู่ในตัวอยู่แล้ว หากไม่จำเป็นจริง ๆ เขาจะไม่ให้เกรด F หรอก นอกจากต้องให้นักศึกษาเรียนรู้ว่า คุณเรียนไม่ตั้งใจนะ คุณทำได้ไม่ถึงเกณฑ์แห่งความคาดหวังของรายวิชานั้น อันเป็นการสอนถึงการรู้จักยอมรับกฎกติกาของสังคม การปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้น แล้วรู้จักการเริ่มต้นใหม่ เรียกง่าย ๆ ว่า สอนให้รู้จักแพ้บ้าง ไม่ใช่ชนะอย่างเดียว เพราะชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยมีผลที่คละเคล้ากันไป



ข้ามมาอีกโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นผู้หวังดีกับเด็ก ประกาศให้ครูทุกคนทราบว่า นับตั้งแต่ภาคเรียนนี้ไป ห้ามครูทุกคนให้เกรด ๐ หรือ ๑ กับเด็ก ให้ครูทุกคนทำให้เกรดให้ได้เกรด ๒ ขึ้นไปเท่านั้น หากครูคนใดให้เกรด ๐ หรือ ๑ กับเด็กจะต้องทำหนังสือชี้แจงและถูกผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกพบถึงเหตุผลนั้น

ถึงแม้จะมีครูที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีใครอยากเอาตัวเองเข้ามายุ่งกับการตัดสินใจในครั้งนี้

คุณคิดว่า ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร

ผู้อำนวยการโรงเรียนคนนี้ ดูเหมือน "เมตตา" และ "ใ้ห้โอกาส" ใช่ไหม

การหวังผล คือ คะแนนของการประักันคุณภาพการศึกษาที่สูงขึ้นในปีต่อ ๆ ไป, เด็ก ๆ จะได้รับของขวัญเป็นเกรด ๒ ขึ้นไปเมื่อเขาเรียนตก, เมื่อเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบโควตา คะแนนจะสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ผลก็ืคือ เมื่อเ็ด็กนักเรียนทราบอย่างนี้แล้ว เวลาเรียนในห้องก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใจเรียนอีกต่อไป แวะมาโรงเรียนเพื่อมาเล่น ป่วนห้องเรียน ป่วนคุณครู ป่วนเพื่อนที่ตั้งใจเรียน เพราะอย่างไร ฉันก็ได้เกรด ๒ อยู่แล้ว

สำหรับคุณครูล่ะ สอนตามมีตามเกิด เพราะเกรดที่ออกมาต้องไม่ต่ำกว่า ๒ นักเรียนคนไหนที่ได้เรียนไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว ครูก็จะต้องหาวิธีการให้เด็กเขาทำถึงให้ได้ เช่น การทำรายงานใหม่ แต่นักเรียนรู้อยู่แ้ล้วว่า ยังไงก็เกรด ๒ เขาก็จะไม่ค่อยส่งงาน ครูต้องตามไปเร่งรัดถึงที่บ้านเลยก็มี

ดังนั้น เกรด ๒ ของเด็กนักเรียนโรงเรียนนี้ คือ "ของปลอม" ไม่สามารถวัดผลได้จริงตามกระบวนวัดผลมาตรฐานสากล

ผลผลิตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไรน่ะหรือ ก็ "ตามมีตามเกิด" นั่นแหละ เด็กคิดดี ก็ได้ดีไป เด็กคิดเลว ก็ได้เลวไป เป็นไปตามกรรมของแต่ละบุคคล


ถึงแม้การเรียนรู้ของเด็กจะเป็นหน้าที่ของครูโดยตรง แต่ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ย่อมต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ไม่ใ่ช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูหรือโรงเรียนเท่านั้น

แต่คุณครูหลายคนเมื่อพบปัญหานี้ และได้พยายามมอบความรู้กับเด็กเต็มที่แล้ว แต่เด็กเขาไม่เปิดรับมันไป ก็มักจะท้อใจ และ "ตัดหางปล่อยวัด" เด็กเสียไปเลย ซึ่งเราเองก็ไปบังคับครูในวิธีคิดที่ไม่ีดีแบบนี้ไม่ไ้ด้ เพราะมันเป็นระบบทั้งระบบที่ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ อีกทั้งบริบทอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีก


ปกหลังหนังสือเล่มหนึ่ง เีขียนไว้ว่า ...


"... เมื่อนักเรียนเข้าห้องเรียนกันพร้อมแล้ว ประตูห้องเรียนก็ถูกปิดลง นับจากนั้นไปกระบวนการเรียนการสอนก็เริ่มขึ้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็ขับเคลื่อน และนี่คือช่วงเวลาอันสำคัญของการขัดเกลาสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น

ห้องเรียนจึงเปรียบเหมือนสนามรบทางปัญญา ความรู้และความคิด แต่จะเป็นห้องเรียนที่สัมฤทธิ์ผลได้ในการสร้างคนให้มีปัญญา รู้จักคิดและมีความรู้คงต้องอาศัยกระบวนการของการพัฒนานักเรียนให้รู้จักคิดและคิดเป็น และเครื่องอันทรงพลังหนึ่งก็็คือ การใช้หลักการสืบถามเชิงปรัชญาที่มุ่งใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิด จะทำอย่างนี้ได้เราจะต้องช่วยกันเปลี่ยนและต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่จาก ห้องเรียน สู่ การเป็นห้องคิด

นี่จึงนับเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งใหญ่สำหรับครู...ที่สังคมไทยอยากเห็น ..."


จากหนังสือ "Thinking Classroom เปลี่ยนห้้องเรียนให้เป็นห้องคิดด้วยการสืบถามเิชิงปรัชญา"




สิ่งที่จะชี้ให้เห็น คือ "กระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียน" ไม่ว่าจะวิธีการใดย่อมทรงอิทธิพลมากพอที่จะทำให้นักเรียนของเราเปลี่ยนแปลงได้ การเพียงแค่สอนตามที่เคยสอนมานั้น อาจใช้ได้บางโรงเรียน และไม่ได้บางโรงเรียน คนเป็นครูควรได้เรียนรู้เรื่องราวต่อไปนี้ หากต้องการเปลี่ยนแปลงพวกเขาจริง ๆ

เด็กบางคนเกเรมาก แต่ภูมิหลังเราพบว่า ครอบครัวแตกแยก
เด็กบางคนเรียนตกบางวิชา แต่เราพบว่า เขาเก่งอีกวิชา

ธรรมชาติของเด็กไม่ได้โง่ หรือ ฉลาด แต่เด็กเขารู้ หรือไม่รู้ต่างหาก

คนเป็นครูต้องรู้เท่าัทันเด็ก รู้เท่าทันโลก ไม่อาจใช้การเหมารวมได้
เพราะแม้กระทั่งตัวครูเองยังรู้บางเรื่อง และไม่รู้เรื่องเลย


ไม่ว่าระบบจะเป็นอย่างไร ออกแบบหรือสั่งการจากผู้บริหารที่มีสมองแค่ไหน
เราในฐานะครูของลูกศิษย์ ทำหน้าที่ให้เต็มที่ก่อน

ตั้งเป้าหมายความสำเร็จเอาไว้ เมื่อทำกระบวนการแล้ว
นักเรียนได้แค่ไหนค่อยมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขกันอีกที

ไม่จำเป็นต้องคาดหวังอะไรไว้สูงเกินศักยภาพเด็ก


บุญทำ กรรมแต่ง

หากเราทำทุกอย่างเต็มที่และถูกต้องแล้ว
ไยจะต้องไปกลัวเกรง หรือรำคาญอะไรกับผู้บริหารที่เห็นแก่ตัวแบบนั้น

ต่อสู้ไปในวิถีที่ถูกต้องนั้นเลย
ดีกว่าหันหลังและยอมรับในสิ่งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด


หากคนเป็นครูต้องการจะเปลี่ยนแปลงความคิดของลูกศิษย์

คนเป็นครูต้องเริ่มจากตัวเองก่อน


ขอให้ครูผู้มีอุดมการณ์มีแต่ความสุข ความเจริญครับ


บุญรักษา ครูดีทุกท่าน ;)...


ป.ล. บันทึกนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่ได้อ้างอิงหลักวิชาการใด ๆ