คืนวันที่ 30 กย. นอนค้างที่ Frontier Motel  เมือง Glenwood Springs      เช้าวันที่ 1 ตค. 49 ออกไปวิ่งตอน 5.45 น. ยังมืดอยู่    อากาศหนาวและลมแรง    เย็นจนมือชา
  
       ตอนเช้าตอนสว่างแล้วจึงเห็นว่า ฟร็อนเทียร์ โมเต็ลนี้ตั้งอยู่เชิงเขา หันหน้าออกภูเขา    จึงน่าจะชื่อ Mountain View มากกว่า   และจริงๆ แล้ว มีภูเขาทั้ง 4 ด้าน ด้านหลังก็ติดภูเขา

       เขามีอาหารเช้าบริการฟรี   เราชอบ คอร์นเฟลคมาก กรอบ และนมก็อร่อย   อาหารง่ายๆ แต่ก็อร่อย 
       เมือง Glenwood Springs มีชื่อด้านน้ำพุร้อน    คนเล่นสกีแล้วมาแช่น้ำพุร้อน 
 
       ออกเดินทาง 8.15 น.  ขับรถไปทางถนน I-70 ไปทางตะวันตก มุ่งไปทาง Grand Junction   เพื่อเข้าสู่รัฐยูท่า   เป้าหมายคือ Arches National Park   ระหว่างเริ่มเดินทางเห็นภูเขาเป็นร่องๆ โดนแดดเห็นเงาสวยมาก    ภาพเช่นนี้เห็นไม่นานและเห็นจากบางมุมเท่านั้น    ต่อมาทัศนียภาพเป็นเหมืองหิน   และภูเขาหินที่มีต้นสนพุ่มเล็กขึ้นประปราย
 
      10.05 น. เข้ารัฐ Utah พื้นที่เป็นทะเลทราย แต่ไม่มีต้นกระบองเพชรอย่างที่อริโซน่า    ต่อมาถนนเลียบไปกับแม่น้ำโคโลราโด มีต้นไม้ใหญ่ใบเขียวมากขึ้น   เริ่มเห็นผาหินสีแดง    ทางซ้ายมือบ้าง  ขวามือบ้าง   และบางครั้งถนนผ่าเข้าไปอยู่ตรงกลาง    เราตรงไปที่ Vositor's Center ของ Arches National Park    แล้วเข้าไปวนเวียนดูหินรูปร่างต่างๆ   รวมทั้งเป็น arch   เราเดินไปดู balanced rock และหินใกล้เคียง    เดินไปดู Tunnel Arch เป็นท่อกลมอยู่ในก้อนหิน    พอดีพระอาทิตย์ตอนบ่ายส่องแสงเห็นเป็นลำผ่านท่อหิน   แล้วเดินไปดู Scenic Arch เป็นหินท่อนบางต่อกันเป็น arch กว้างถึง 306 ฟุต   จากนั้นเดินต่อไปดู Wall Arch มีก้อนหินอยู่ข้างหลัง    ความสนุกอยู่ที่ได้พยายามถ่ายรูปให้เหมือนรูปในหนังสือ 

     จะถ่ายรูปให้สวยต้องเอาขาตั้งมาถ่ายยามเย็น   อาศัยแสงแดดของยามอาทิตย์อัสดงช่วยให้หินสีแดงเข้มขึ้น    หินรูปร่างต่างๆ   รวมทั้ง arch  หลากหลายเป็นประติมากรรมธรรมชาติ ที่ประติมากรคือ อุณหภูมิที่แตกต่างรุนแรง  น้ำ  น้ำแข็ง ลม  ปฏิกริยาเคมี   รอยแยกของเปลือกโลก    การที่หินเกิดจากการทับถมหลายชั้น   และการเคลื่อนตัวของชั้นเกลือใต้ดิน    ประติมากรเหล่านี้ทำงานช้าๆ   และต่อเนื่องมาเป็นเวลา 100 ล้านปี   และยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง       

      นานๆ ครั้งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่นในปี ค. ศ. 1991 หินขนาด 66x11x4 ฟุต หล่นลงมาจาก Landscape Arch ทำให้ Landscape Arch มีรูปร่างสะโอดสะองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

      ภูเขาที่เห็นยอดสีขาวของหิมะอยู่ไกลๆ  คือเทือกเขา La Sal Mountains เป็นภาษาสเปน แปลว่าภูเขาเกลือ - Salt Mountains 

     ระหว่างไปเดินตาม trail เราติดใจป้าย "It's alive, so watch your step!"     เขาอธิบายว่าหน้าดินมีแผ่นบางๆ สีเขียวคลุมอยู่   เรียกว่า cryptobiotic crust ประกอบด้วย cyanobacteria, lichens, algae และ fungi ทำหน้าที่ช่วยป้องกันดิน  สะสมความชื้น ให้ไนโตรเจนและอาหารแก่พืชที่จะมาเติบโตในทะเลทรายนี้  และเมื่อมีพืชก็มีสัตว์    เขาอธิบายว่าถ้าเราเข้าไปย่ำก็จะทำลาย "ฟีล์มบางชีวภาพ" หน้าดิน มีผลทำลายพืชและสัตว์ทะเลทราย 

   ต้นสนชื่อ Utah juniper มี cone สีฟ้าอมเทา  กลมๆ ขนาดเล็กกว่า 1 ซม. เล็กน้อย    เราเก็บใส่กระเป๋าหลังของกางเกง ส่วนที่เป็นสีฟ้าหลุดไปเหลือเปลือกสีมารูน    เขาว่าใช้เมล็ดนี้แต่งรสของเหล้า ยิน (gin)

       ความสวยงามและน่ามหัศจรรย์ของ Arches National Park นี้เกิดจากชั้นหินที่เรียกว่า Entrada Sandstone หนา 300 ฟุต ที่เกิดจากการทับถมเมื่อ 150 ล้านปีมาแล้ว     เมื่อเกิดการกัดกร่อนหักพังไม่เท่ากัน    ก็เกิดรูปร่างต่างๆ เป็น canyon, spire, fin, balancing rock, และ arch 

      ค้างที่ Apache Motel  เมือง Moab ซึ่งก็คือเมืองที่อยู่ห่าง Arches National Parks เพียง 5 ไมล์ ทางถนน US 191    ค่าห้อง $56 พัก 4 คน

                        

 ทิวทัศน์ริมถนนก่อนเข้าสู่ Arches National Park  แม่น้ำที่เห็น คือแม่น้ำโคโลราโด

                       

                 Visitor Center, Arches National Park

                       

                                   Balanced Rock

                       

                                       Skyline Arch

                             

               เดินผ่านซอกระหว่างหินไปดู Arches

                  

                                     Tunnel Arch

                

                  Walled Arch มีกำแพงอยู่ข้างหลัง

                

Landscape Arch มองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างของ arch ชัดเจน เพราะ arch บางมาก

                

                                    The Windows

วิจารณ์ พานิช
๒ ตค. ๔๙
เมือง Moab  รัฐ ยูท่าห์