บันทึกนี้เขียนขึ้นเพื่อไปตอบคำถามที่คุณดารนี ชัยอิทธิพร ที่ถามผมว่ามีผู้บริหารคนหนึ่งไม่ทำตามหลักธรรมาภิบาลจะทำอารยะขัดขืนต่อเขาได้หรือไม่ และอย่างไร ผมก็เลยบอกว่าถ้าสังคมหรือคนส่วนใหญ่พร้อมกันที่จะทำอารยะขัดขืนต่อผู้บริหารคนนั้นก็จะมีผลทำให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ เรื่องอย่างนี้มีอยู่ในครั้งพุทธกาล ดังนี้
พระฉันนะ ซึ่งเป็นเคยเป็นทหารของเจ้าชายสิทธัตถะ เคยพาม้ากัณฐกะพาเจ้าชายสิทธัตถะหนีไปออกบวช ในกาลต่อมาเมื่อพระศาสดาได้ตรัสรู้และโปรดพระญาติวงศ์หมดทุกคนแล้ว นายฉันนะก็ได้บวชมาเป็นพระในพุทธศาสนาเช่นกัน แต่พระฉันนะเป็นพระผู้บวชเพราะเลื่อมใสในพระบรมศาสดาแต่พระองค์เดียว ไม่ยอมก้มหัวแก่พระภิกษุรูปใด ไม่ว่าพระรูปนั้นจะเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระอัครสาวกก็ตาม พระฉันนะจะไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมเคารพนับถือก็เพราะเหตุมีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ สำคัญผิดคิดว่าตนเคยเป็นอำมาตย์ ผู้สนิทสนมชิดเชื้อ เป็นสหชาติ โยธารับใช้ใกล้ชิดพระบรมศาสดาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนกระทั่งติดตามขี่ม้ากัณฐกะออกบวชมหาภิเนษกรมณ์ ซึ่งฉันนะ มีความห่วงอาลัยเศร้าโศกเสียใจไม่ยอมละจากไป ขันอาสาจะคอยรับใช้ตลอดไปในทุกที่สถาน แต่พระบรมศาสดาเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไม่ทรงอนุญาต พร้อมทั้งกำชับให้ฉันนะพาทั้งม้าและเครื่องทรงประดับองค์กลับคืนสู่พระนครกบิลพัสด์
นี่คือเหตุการณ์ในอดีตที่คอยเป็นภาพหลอกหลอนติดในดวงจิตของพระฉันนะตลอดมา จึงเกิดทิฏฐิมานะว่า ตนเป็นผู้สนิทสนมใกล้ชิดพระบรมศาสดาไม่ยอมเชื่อฟังใคร แม้แต่พระบรมศาสดาเคยตักเตือนพระฉันนะหลายครั้งหลายครามาแล้ว แต่พระฉันนะยังคงประพฤติตนเป็นพระหัวดื้อรั้น เป็นผู้ว่ายาก ไม่ยอมประพฤติตนเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย
ครั้งหนึ่งพระฉันนะด่ากระทบกระทั่งพระอัครสาวกทั้ง 2 ว่า “เมื่อเราตามเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ในเวลานั้น มิได้เห็นผู้อื่นสักคนเดียว แต่บัดนี้ท่านผู้นี้เที่ยวกล่าวว่า เราชื่อสารีบุตร เราชื่อโมคลานนะ พวกเราเป็นอัครสาวก” พระศาสดาทรงสดับข่าวนั้น รับสั่งให้หาพระฉันนะเถระมาตรัสสอน แต่ท่านนิ่งชั่วขณะเท่านั้นยังกลับไปบริภาษพระเถระทั้งหลายเหมือนอย่างนั้นอีก พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ว่ากำลังกล่าวจาบจ้วง ตรัสอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง แล้ว ด้วยพระเมตตาใคร่จะอนุเคราะห์ ตรัสเอนว่า “ฉันนะ พระอัครสาวก ทั้ง 2 นั้น เป็นกัลยาณมิตร เป็นสัตตบุรุษชั้นสูงของภิกษุทั้งหลาย” จึงตรัสคาถานี้ว่า
“บุคคลไม่ควรคบบาปมิตร ไม่ควบคบบุรุษต่ำช้า ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด”
ฝ่ายพระฉันนะ แม้ได้ฟังพระโอวาทแล้วยังมีจิตดื้อรั้นด่าขู่พวกภิกษุอีกเหมือนก่อนนั่นเอง แม้ภิกษุทั้งหลายจะกราบทูลแด่พระศาสดาอีก พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามีชีวิตอยู่พวกเธอจักไม่อาจเพื่อให้ฉันนะสำเหนียกได้ แต่เมื่อเราปรินิพพานแล้วจึงอาจ”
ครั้นเพื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพาน พระอานนท์ ทูลถามปัญหาเรื่อง พระฉันนะ
“ข้าแต่พระองค์ อันพวกข้าจะพึงปฏิบัติต่อพระฉันนะเถระอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า?” พระพุทธองค์ ตรัสว่า “อานนท์ พวกเธอพึงลงพรหมทัณฑ์ฉันนะเถิด”
หลังจากการปฐมสังคายนาอานนท์เถระ ได้ไปยัง โกสิตตาราม เมืองโกสัมพี
ซึ่งเป็นที่พำนักของพระฉันนะ โดยประชุมท่ามกลางสงฆ์
ที่ไม่มีพระฉันนะอยู่ด้วยว่า
“ ผู้อาวุโสทั้งหลาย! นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
พระฉันนะต้องการทำอย่างใด จะพูดอย่างใด และปฏิบัติประพฤติอย่างใด ก็ปล่อยให้ทำได้ตามอัธยาศัย
ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวตักเตือน ไม่พึงสนทนาปราศรัย
หากจำเป็นต้องพูด ก็จงพูดเฉพาะกิจที่จำเป็น
นี่คือพุทธบัญชาให้กระทำต่อพระฉันนะจงปฏิบัติตามพุทธประสงค์เถิด”
เมื่อกล่าวตัดสินลงทัณฑ์เสร็จสิ้น พระอานนท์กล่าวถึงธรรมที่พุทธองค์ตรัสกับท่านไว้ว่า “อานนท์” ในธรรมวินัยนี้ เราตถาคตจะไม่ทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม แต่จะทำอย่างช่างหม้อทำกับหม้อดินที่ยังเปียกอยู่ ด้วยการทุบตี ตบแต่งกระทุ้งแล้ว กระทุ้งอีก อานนท์เอย เราจักทำกับภิกษุด้วยการขนาบแล้ว ขนาบอีกไม่หยุดหย่อน เราจักชี้ให้ให้เห็นโทษภัยของกิเลส ตัณหา อุปาทานในขันธ์ทั้งห้าไม่หยุดหย่อน ด้วยหวังให้ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์เป็นสำคัญ ผู้ใดเห็นสาระเห็นคุณประโยชน์ผู้นั้นจักทนต่อการกระหนาบ และจักทนอยู่ในธรรมวินัยนี้”
พระอานนท์กล่าวต่อในที่ประชุมสงฆ์ว่า “ท่านอาวุโสทั้งหลาย ด้วยประการละฉะนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เพื่อเธอจักได้สำนึกตน ปฏิบัติตนในทางที่ชอบเป็นสัมมาทิฐิต่อไป”
ข่าวการลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะแพร่กระจายไปอย่างไฟลามทุ่ง ไฟพรหมทัณฑ์นี้ พุ่งไปยังที่กุฎีของพระฉันนะผู้คอยเงี่ยโสตฟังอยู่ ผลการประชุมที่มีพระอานนท์เป็นประธานคงมีอะไรพิเศษเป็นแน่ ด้วยความอยากรู้ว่าคณะสงฆ์ประชุมเรื่องอะไรกัน วันนี้ทำไมเงียบสงัดนัก หามีผู้ใดผ่านกุฎีที่พักตนไม่ ครั้นอดรนทนไม่ไหว จึงชะโงกหน้าออกไปแลเห็นสามเณรน้อยองค์หนึ่ง พยายามเดินเลี่ยงเฉียดไป จึงเรียกเณรน้อยมาไตร่ถามว่าวันนี้มีการประเรื่องอะไร สามเณรน้อยผู้ฉลาดจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง
“พระฉันนะผู้เจริญ การประชุมสงฆ์วันนี้ มีพระอานนท์พุทธอนุชาผู้เป็นพุทธอุปฐาก ได้รับพุทธบัญชามาให้กระทำลงโทษท่านด้วยวิธีให้คณะสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ โดยให้ภิกษุสงฆ์พร้อใจกันไม่พูดคุยสนทนาไม่ว่ากล่าวตักเตือน ไม่ทำการสั่งสอน หากพระฉันนะต้องการทำอะไรก็จงปล่อยให้ทำตามประสงค์”
พระฉันนะได้ฟังแล้วก็บังเกิดสลดสังเวชในดวงจิต ถึงกับสลบไปถึงสามครั้ง เมื่อฟื้นจากสลบแล้วก็เริ่มทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ตนเข้ามาบวชตั้งแต่ต้นอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ที่ตนเคารพรักบูชาสูงสุดเคยตักเตือนหลายครั้ง แต่ตัวเรานี้หาเชื่อฟังพระองค์ไม่ แต่เหล่าศากยบุตรและศากยาณีทั้งหลายที่เข้ามาบวช ต่างบรรลุมรรคผลนิพพานจำนวนมากมาย อันตัวเรานี้ถือว่าว่าเป็นสหชาติโยธามาเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธองค์เพื่อทำความดี แต่มัวอวดตัวถือดีมีทิฐิ ไม่ขวนขวายหาความดีที่เป็นยอดยิ่งของความดี ไม่สนใจจะศึกษาปฏิบัติธรรม วันๆ ไม่ทำกิจการงานอะไร ปล่อยวันเวลาให้สูญเปล่าล่วงเลยไปไร้ประโยชน์ เวลาผ่านไปเท่าไร อายุเราก็ลุถึง 80 ปี กว่าแล้ว ร่างกายสังขารนี้จะจบสิ้นเมื่อวันได้เราก็ไม่รู้...
นี่คือจิตสำนึกของพระฉันนะผู้เฒ่า เริ่มมองเห็นและเข้าใจใจเจตนารมณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชะรอยการลงพรหมทัณฑ์มีพุทธประสงค์ที่แท้จริงเพื่อจะสงเคราะห์เราให้ดวงตาเห็นธรรม จึงขอร้องพระอานนท์ได้ช่วยอนุเคราะห์เทศนาธรรมที่ควรแก่จริต ด้วยคำวิงวอนว่า
“ข้าแด่ท่านอานนท์ ผู้เจริญ ขออย่าให้กระผมฉิบหายเลย”
พระอานนท์กล่าวขึ้นว่า ท่านฉันนะ ดีแล้ว ดีแล้ว ท่านละความเห็นผิดจากมิจฉาทิฏฐิ กลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิ จึงช่วยสงเคราะห์เทศนาธรรมที่เป็นอริยธรรมนำไปสู่การบรรลุมรรคผลตามลำดับคือ อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นทางเดินมรรคาไปสู่พระนิพพาน รักษาศีลปาฏิโมกข์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ สำรวมในอินทรีย์ให้คุมครองในอินทรีย์ทั้ง รู้จักประมาณตนในการบริโภค จงเร่งปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องตื่น มีหิริ โอตัปปะปลีกกายหลีกเร้นปราศจากการคลุกคลี หาที่สงบไม่พลุกพล่านให้ห่างจากหมู่คณะ เจริญญาณด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ครั้นสติตั้งมั่นแล้ว ให้เจริญวิปัสสนาญาณอันด้วย กายคตาสติปัฏฐาน ประกอบด้วย สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 เมื่อปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว องค์ธรรม คือ โพชฌงค์ 7 จะเกิดขึ้น จนเห็นแจ้งใน ปฏิจจสมุบาท
เมื่อพระฉันนะฟังธรรมโดยย่อจากพระอานนท์แล้ว เกิดความเลื่อมใส ปิติปราโมทย์ ก้มกราบพระอานนท์ กลับสู่ที่พำนักเร่งบำเพ็ญเพียรภาวนา สำเร็จพระอรหันต์ขีณาสพทรงคุณด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ภายใน 15 วัน
หากคุณดารนี ชัยอิทธิพรพยายามกระตุ้นให้เพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบตัวเขา ลงพรหมทัณฑ์ต่อเขา กล่าวคือต้องการทำอย่างใด จะพูดอย่างใด และปฏิบัติประพฤติอย่างใด ก็ปล่อยให้ทำได้ตามอัธยาศัย ไม่พึงกล่าวตักเตือน ไม่พึงสนทนาปราศรัย หากจำเป็นต้องพูด ก็จงพูดเฉพาะกิจที่จำเป็น ถ้าทำอย่างนี้ได้ ผู้บริหารหรือหัวหน้าทุกคน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เราจะอยู่คนเดียว นินทาคนเดียว สรรเสริญคนเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ครับ
หนังสืออ้างอิง
ขอบคุณอาจารย์ต้นค่ะ ขออภัยอย่างยิ่งที่เพิ่งเข้ามาอ่าน และทราบว่าเป็นคำตอบ .. เป็นแรงเสริมให้อยากถามอีกนะคะ