รู้จักเป็น "ผู้ให้ ผู้เสียสละ..."

ปภังกร
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

  วันนี้คณะชมรมเทียนชัยพัฒนา ได้ทำบุญตักบาตร ถวายเทียนจำนำพรรษาและปัจจัยทัยทาน เมื่อวานนี้ก็ได้มอบอาคารให้ทางโรงเรียนของชุมชน เป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ประเสริฐ “โลกเราจะมีความสุข จะมีความสงบ จะมีความร่มเย็น ก็เนื่องจากทุกคนเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ให้...”


เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยท่านเกิดมาเพื่อทำความดี เพื่อสร้างบารมี เพื่อมาเป็นผู้ให้ เพื่อมาเป็นผู้เสียสละ เราทุก ๆ คนน่ะมาเดินตามรอยบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเดินตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราทุก ๆ คนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐ มนุษย์เป็นผู้ที่มีจิตใจสูง เป็นผู้ที่กระทำแต่สิ่งที่เป็นคุณธรรม คุณงามความดี เป็นผู้ที่เสียสละ

ในครอบครัวเรานะ... ถ้าเราเป็นผู้เสียสละครอบครัวเราก็มีความสุข อยู่ในหมู่บ้านในสังคม ถ้าเราเป็นผู้ที่เสียสละ หมู่บ้านสังคมก็มีความสุข เราอยู่ในวัดอยู่ในพระศาสนา ทางวัดทางพระศาสนาก็มีความสุข มีความเจริญรุ่งเรือง

สังคมมนุษย์และหมู่สัตว์ทั้งหลาย... พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราเป็นผู้เสียสละ แบ่งปันความสุข แชร์ความสุขให้แก่บุคคลอื่นเค้าบ้าง มีความสุขกับการทำธุรกิจหน้าที่การงาน การงานของเราต้องมีความสุขเพราะเราได้เสียสละ เราได้ช่วยเหลือครอบครัว เราได้ช่วยเหลือลูกน้องพ้องบริวาร

พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขในการทำงาน เพราะการทำงานทุกอย่างคือการเสียสละ ละความเห็นแก่ตัว

ความทุกข์ยากความลำบากในเรื่องการทำงาน พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีความทุกข์ยากลำบากแต่เรื่องทางกาย เรื่องทางใจท่านไม่ให้เรามีทุกข์

กายคืออุปกรณ์หรือวัตถุที่ให้เราทุก ๆ คนได้กระทำคุณงามความดี เรื่องความสุขความทุกข์นั้นเป็นเรื่องจิตเรื่องใจของเรา ถ้าเราคิดว่ามันไม่ทุกข์มันก็ไม่ทุกข์ ถ้าเราคิดว่ามันทุกข์มันก็ทุกข์ เพราะใจของเราเองมันเข้าไปยึดไปถือ

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามาแก้ที่จิตที่ใจ มาปรับปรุงที่จิตที่ใจของเรา เพราะปัญหาต่าง ๆ นั้นอยู่ที่จิตที่ใจของเรา อยู่ที่ความรู้สึกนึกคิด อยู่ที่ความยึดความถือของเราเอง ความสงบความดับทุกข์ต้องมีในจิตในใจของเราทุก ๆ วัน ต้องมีในชีวิตประจำวัน ถ้าเราทุก ๆ คนปฏิบัติถูกต้องทุกอย่างมันก็สงบเอง ทุกอย่างมันก็จะมีเอง

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราทุกคนยังไม่เข้าใจข้อวัตรปฏิบัติที่จะทำให้จิตใจของเราไม่มีปัญหา เราชอบปล่อยไปตามความเคยชินที่เราเห็นคุณพ่อคุณแม่กระทำมาหรือเพื่อนฝูงเค้าทำไป ไม่ได้ปรับที่กาย ไม่ได้ปรับที่วาจา ไม่ได้ปรับที่จิตใจให้เข้าสู่อริยมรรคคือหนทางที่ประเสริฐ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราปรับกายวาจาใจเพื่อจะได้เป็นคนมีฐานะดีมีคุณธรรม ได้ทั้งทรัพย์ได้ทั้งอริยทรัพย์ ได้ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญที่ถูกต้องไม่มีพิษมีภัย มีบาปมีกรรม

ศีล ๕ คือคุณธรรม คือคุณสมบัติของเราทุก ๆ คนนะ ถ้าทุกคนมีศีล ๕ ก็ชื่อว่าบุคคลนั้นมีทั้งทรัพย์มีทั้งอริยทรัพย์

ศีล ๕ ก็คือคุณธรรม คือคุณสมบัติของเราไม่ใช่ของคนอื่น ถ้าเราไม่มีศีล ๕ ถือว่าเราเป็นคนบาป เป็นบุคคลที่อันตรายอยู่ ประการแรกคือเป็นบุคคลที่อันตรายต่อตนเอง ประการที่สองก็คือเป็นอันตรายต่อคนอื่น

ศีล ๕ คือพระรัตนตรัย คือองค์ของพระพุทธเจ้า คือองค์ของพระธรรม คือองค์ของพระอริยสงฆ์ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จึงมีในตัวเรา มีในชีวิตประจำวัน ถ้าเราปฏิบัติศีล ๕ ได้ ตัวเรานี่แหละจะเข้าถึงสมณะที่ ๑ คือเข้าถึงความสงบความดับทุกข์


ความสงบแปลว่าความดับทุกข์...

เราทานอาหารทำอะไรทุกอย่างต้องทำให้ใจสงบ เมื่อใจสงบแล้วมันถึงจะดับทุกข์ได้

ถ้าเรารวย เรามียศถาบรรดาศักดิ์ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีลูกน้องพ้องบริวาร ถ้าใจของเราไม่สงบมันจะดับทุกข์ได้มั๊ย...?

มันดับทุกข์ไม่ได้... เพราะมันมีเรื่องมีปัญหามาก เพราะเราไม่รู้จักทำใจให้สงบ ชีวิตที่ยังไม่ตายก็ถูกความโลภความโกรธความหลงครอบงำ ถูกมันเผาทั้งเป็น ใจไม่เย็น ใจไม่มีแอร์คอนดิชั่น เพราะสมาธิมันไม่มี

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารักศีล ๕ ถ้าเรารักศีล ๕ ก็ชื่อว่าเรารักพระพุทธเจ้า เคารพพระพุทธเจ้า ถ้าใครไม่เห็นความสำคัญในการรักษาศีล ๕ ก็ขึ้นชื่อว่าไม่เห็นความสำคัญในพระพุทธเจ้า ถ้าใครไม่เห็นความสำคัญในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องมันก็เป็นบาปเป็นกรรม ไม่ว่าพระเจ้าพระสงฆ์หรือคฤหัสถ์ญาติโยมต้องมีปัญหาแน่นอน “ศีล ๕ นี้สำคัญนะ เป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่ประเสริฐ...”

กรรมคือการกระทำของเราทุก ๆ คน ไม่ว่าเราจะนึกคิดอะไรดีหรือไม่ดีเค้าก็บันทึกไว้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกไว้อย่างดีในทุกอย่างที่เรากระทำ การปกปิดความดีความชั่วคนอื่นมันปกปิดได้ แต่ปกปิดตัวเองมันไม่ได้ สัจธรรมคือความจริง เขาจะไม่ให้อภัยใคร ไม่ผ่อนปรนใคร ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

คนเราเป็นคนดี มันต้องเริ่มจากใจที่ดีก่อน เมื่อเราพัฒนาใจของเราดีแล้วทุกอย่างก็จะดี

ทุกคนที่อยู่ร่วมรวมกันในที่ทำงานในกิจการของเรากำลังต้องการความรัก ความสงสาร ต้องการการให้อภัย ต้องการความสงสารจากเรา ทุกคนมีทุกข์ทั้งทางกาย มีทุกข์ทั้งทางใจ มีทุกข์ทั้งเรื่องญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล ทุกคนดิ้นรนเพื่อความสุขความดับทุกข์

เราทุกคนทุกท่านต้องกลับมาดูตัวเองว่าเราเป็นผู้ให้ผู้เสียสละหรือยัง หรือว่าเราไปซ้ำเติมเค้าอีก ถ้าเรามีความเห็นแก่ตัวมาก เราก็จะไม่เห็นความทุกข์ยากลำบากของคนอื่นนะ

ครอบครัวเราจะมีความสุขได้ บริษัท โรงงาน สังคม ประเทศชาติเราจะมีความสุขได้ ต้องแก้ที่ใจก่อน แก้ที่คำพูด อย่าได้ทำอะไรตามใจ ต้องหยุดตัวเอง เพราะความเคยชินของทุก ๆ คนมันมีมาก

ต้องหยุดตัวเองให้ได้ มีสมาธิให้มากขึ้น เพราะทุกคนน่ะสมาธิน้อยแต่ปัญญามาก มันอดไม่ได้ อดไม่อยู่ สิ่งที่ขาดแคลนของทุก ๆ คนคือสัมมาสมาธิ คือความตั้งใจมั่นชอบ มีสติให้เร็ว อดทนให้มาก ๆ ถึงแม้ตัวเองจะอึดอัดขัดเคืองอย่างไรก็ช่างมัน

คนอื่นเค้าไม่เก่งเหมือนเรา ความสามารถไม่เท่าเรา เราต้องมองเค้าให้ออก ถ้าเค้าเก่งเค้าคงเป็นเถ้าแก่เหมือนเรา อันไหนเค้าไม่เก่งเหมือนเรา เราก็มองข้ามไปซะ อันไหนที่เค้าทำได้เราก็รู้จักชมเค้าให้กำลังใจเค้า เค้าก็จะได้มีความสุข

“ทำดีเฉย ทำไม่ดีถูกว่าถูกด่า” พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันแห้งแล้ง มันไม่มีน้ำ พืชพันธุ์ธัญญาหารสัตว์ต่าง ๆ ต้องตายในที่สุด

รู้จักชมครอบครัว ชมลูกชมหลาน ชมเจ้าหน้าที่พนักงานของเราให้เป็นบ้าง ถ้าเรารวยไป มียศมีตำแหน่งไป ถ้าครอบครัวลูกหลานเราไม่มีความสุข ชีวิตของเราก็ไม่มีความสุข เพราะความสุขความสงบต้องอยู่ที่บ้านของเรา ในที่ทำงานของเรา

หมู่คณะชมรมเทียนชัยพัฒนาได้พากันมาทำการกุศล สร้างคุณธรรมอย่างนี้ดีมาก ถูกต้อง บัณฑิตนักปราชญ์อนุโมทนาสรรเสริญ แม้แต่คนพาลทั้งหลายก็สรรเสริญ “เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก”

ด้วยคุณธรรมของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และสิ่งดี ๆ ทั้งหลายทั้งปวง ขอจงอำนวยอวยชัยให้ทุกท่านทุกคนมีความสุขทั้งทางกายและทางใจ เป็นผู้มีโภคทรัพย์ และมีความแข็งแรง ตลอดทั้งมีความปลอดภัย ทั้งญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล ธุรกิจที่ท่านกำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้ก็ให้เจริญงอกงาม ให้ถึงพร้อมด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ สุดท้ายก็ให้เข้าถึงนิพพานสมบัติด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยายให้แก่ คณะจากชมรมเทียนชัยพัฒนา

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตามรอยธรรม ย้ำรอยครู



ความเห็น (0)