ศีลสังวร...

ปภังกร
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

พระพุทธเจ้าท่านเมตตาทุก ๆ คนให้พากันปฏิบัติธรรม...

ปฏิบัติธรรมทำอย่างไร..? ปฏิบัติธรรมก็คือทำตามธรรม ไม่ให้ทำตามความอยากตามความต้องการของเรา เพราะว่าความอยากความต้องการของเรานี้มันทำให้เรามีปัญหา ทำให้ชีวิตจิตใจของเราตกต่ำ


ปฏิปทาของเราแต่ละคนนี้เป็นสิ่งที่จำแนกชีวิตจิตใจ ฐานะ และคุณธรรมน่ะ

ความจริงก็คือความจริง ไม่เคยเอนเอียงไปกับใคร ทุกคนทำดีก็ได้ดี ทุกคนทำชั่วก็ได้ชั่ว สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม ทุกคนจะหลีกหนีไปไม่พ้น

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นมาหาที่ตัวเรานี้แหละ ถึงจะยากจะลำบาก ถึงเหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่ก็ต้องพากันประพฤติปฏิบัติธรรม “อินทรีย์สังวร” สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ให้ตั้งอยู่ในธรรมด้วยความไม่ประมาท คนฉลาดก็ตายเพราะความฉลาดของตัวเอง  ใครมีความรู้ความสามารถอะไรก็ตายเพราะความรู้ความสามารถของตัวเอง ถ้าไม่เอาธรรมเป็นใหญ่เป็นหลักเป็นข้อวัตรปฏิบัติ”

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นน่ะมันไม่ได้ไปตามใจของเราเลย พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาปรับที่กายวาจาใจของเรา เราไม่ต้องวิ่งไปหามรรคผลพระนิพพานที่ไหนหาทางดับทุกข์ที่ไหน  ท่านให้กลับมาหาตัวของเราคือปฏิปทาของเรา ให้อริยมรรคคือหนทางที่ประเสริฐ ที่นับแล้วก็มีองค์ ๘ ประการเป็นหลักเป็นปฏิปทาของเรา

เราทุก ๆ คนน่ะวิ่งหาความสุขความดับทุกข์แต่มันก็ดับไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้มาแก้ที่กาย วาจา ใจ ที่ปฏิปทาของเรา

เราทุก ๆ คนนี่ทำอะไรในชีวิตประจำวันนี้บาปกรรมมันมีกับเราตลอด ไม่ว่าเราพูด  ไม่ว่าเราคิด ไม่ว่าเรากระทำ ถึงแม้คนอื่นจะไม่รู้ คนอื่นจะไม่เห็น คนอื่นจะไม่ได้ยิน แต่บาปกรรมที่เรากระทำนั้นหาได้อภัยให้เราไม่ บาปกรรมนั้นต้องถึงเราแน่นอน  ไม่ชาติเดี๋ยวนี้ก็ชาติหน้าแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

เราทำอะไรเรารู้ของเราหมด ไม่ว่าที่ลับที่แจ้ง ต่อหน้าหรือว่าลับหลังใคร เมื่อเราปกปิดตัวเองไม่ได้นั่นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามาแก้ที่จิตที่ใจ อันไหนไม่ดีไม่ถูกต้องน่ะพระพุทธเจ้าท่านห้ามเราคิดเป็นเด็ดขาด ถ้าคิดมันต้องมีปัญหาแน่ ที่เราปฏิบัติไม่ได้ถึงมรรคถึงผลก็เพราะความคิดของเรานี้แหละที่มันมาขวางกั้นให้เราไม่เข้าถึงพระนิพพาน

มันจะไปพระนิพพานได้อย่างไร เพราะตัวที่ไปพระนิพพานคือตัวจิตตัวใจ เมื่อใจของเรามันยังไม่สะอาด มันยังสกปรก มันยังมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มันยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส ลาภยศ สรรเสริญ มันไม่ตัดมันไม่ทิ้ง มันยังเห็นโลกดีกว่าธรรมมันจะไปพระนิพพานได้อย่างไร พระพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นไปที่ใจของแต่ละคนนะ...

ให้ทุกคนกลับมาดูใจตัวเอง ว่าตัวเองน่ะตั้งมั่นในพระรัตนตรัยแล้วหรือยัง  เป็นคนละอายต่อบาปเป็นคนเกรงกลัวต่อบาปแล้วหรือยัง เห็นภัยในวัฏฏะสงสารแล้วหรือยัง เลิกคิดในสิ่งที่มันไม่เหมาะสมแล้วหรือยัง ถ้ายังก็ต้องแก้ไข นี้ถือว่าเป็นคนหยาบ ถือว่าเป็นคนอลัชชีที่ไม่มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป กล้าคิดกล้าปรุงแต่งในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้คิดไม่ให้ปรุงแต่ง

การทำบาปทางกายที่หยาบ ๆ นั้นน่ะก็ถือว่ามันยังน้อยอยู่ แต่การทำบาปทางจิตใจที่มันคิดไม่ดีคิดไม่เหมาะสมน่ะมันมีมาก เมื่อมันมีมากอย่างนี้มันจะแก้ไขตัวเองได้อย่างไร เพราะเราทำบาปทำกรรมทางความคิดตลอดเวลา

คนเราน่ะมันอยากคิดมันก็ต้องอดคิด ก็ต้องมีสมาธิ... สมาธิเป็นสิ่งที่ขวางกั้นหรือปิดกั้น เปรียบเสมือนเราทำเขื่อนใหญ่ ๆ เพื่อกั้นเอาน้ำเก็บน้ำเพื่อจะใช้อะไรได้ตามความต้องการ สมาธินี้เป็นเครื่องที่สำคัญเป็นเครื่องที่แข็งแรงนะ ที่เราปล่อยที่ให้มันคิดแล้วบอกตัวเองว่ามันอดคิดไม่ได้ ที่มันอดคิดไม่ได้ก็เพราะว่าเราไม่ได้อด ไม่ได้ทน “ขันตีปะระมังตะโปตีติกขา  ขันติคือคือความอดกลั้นเป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง”

พยายามอดพยายามทนพยายามทวนกระแสเพื่อพัฒนาจิตใจ อย่าได้พากันตั้งอยู่ในความประมาท บวชหลายปีมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติและแก้ปัญหาไม่ถูกจุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันก็ไม่อยากลำบากเกิน ทุกคนปฏิบัติได้ทำได้แต่ไม่เห็นความสำคัญในการประพฤติปฏิบัติธรรม

คนเรามันขี้เกียจขี้คร้านเห็นแก่ตัวติดสุขติดสบาย แต่ธรรมชาติความเป็นจริงน่ะเค้าไม่ได้ยกเว้นให้คนขี้เกียจขี้คร้านติดสุขติดสบาย เค้าไม่ได้ผัดวันประกันพรุ่งว่าอากาศร้อนอากาศหนาวอากาศเย็นฝนตกแดดออก ทุกอย่างต้องเป็นไปตามความจริงเป็นไปตามสัจธรรม


พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าดีแล้ว สัจธรรมคือความจริง เราต้องปรับจิตปรับใจเข้าหาความจริงให้ได้ปฏิบัติธรรมให้ได้ มรรคมีองค์ ๘ สมณะที่ ๑ ๒ ๓ ๔ มันมีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุก ๆ คน ไม่ว่าเป็นโยมหรือเป็นบรรพชิตน่ะ ทุกคนก็มีสิทธิที่จะประพฤติปฏิบัติได้เหมือน ๆ กันหมดน่ะ

ที่เราพากันมีทุกข์ มีปัญหาน่ะ เพราะว่าความประพฤติของเรามันบกพร่องในทางที่ดี ๆ เพราะความเห็นแก่ตัวของเรา มองข้ามใจของเรา มองข้ามวาจา กิริยา การกระทำของเรา  เรามันยังเซ่อร์อยู่ เรามันยังเบลออยู่ มันยังงงอยู่ ทำอะไรไม่ทันท่วงทีทุก ๆ อณูในชีวิตประจำวันน่ะ

ถ้าเราปฏิบัติน่ะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันดีนะ  เพราะว่าความสุขที่หัวใจของเราเป็นพระอริยเจ้าพระโสดาบันก็มีความสุขมากกว่าคนที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีแต่จิตใจเป็น  ปุถุชนอยู่ เพราะคนเรามีทรัพย์สมบัติมากเท่าไหร่มันก็ดับทุกข์ไม่ได้ถ้าจิตใจไม่สงบ

เราปฏิบัติธรรมไปน่ะใจของเราก็มีความสุข ครอบครัวเรามันก็มีอบอุ่นมีความสุข  มีบ้านก็ไม่หลงบ้าน มีรถก็ไม่หลงรถ มีลาภยศสรรเสริญก็ไม่หลงน่ะ เพราะอันนี้มันเป็นสิ่งภายนอก มันเป็นของใช้ชั่วคราว มีร่างกายก็ไม่หลงร่างกาย ร่างกายนี้เป็นสัจธรรมแก่ไปทุกวัน ๆ ๆ มีทั้งแก่ ทั้งเจ็บ ทั้งไม่สะดวกสบายไปทุกวันน่ะ มันเป็นของจริงอย่างนี้แหละ  เราไปติดเค้าไม่ได้น่ะ

เราเอาใจกายของเรามาพัฒนาจิตใจของเรา เพื่อให้มันแยกจิตออกจากกาย  เพราะคนเรานี้มันแก่ก็แก่ที่กาย มันเจ็บมันก็เจ็บที่กาย ที่มันตายมันก็ตายที่กาย แต่ใจของเรามันเป็นนามธรรมมันไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ตาย ที่มันทุกข์เพราะใจมันหลง หลงไปยึดเอาร่างกายเป็นของเราน่ะ มันก็เลยทุกข์มันก็เลยมีปัญหา

ต้องฝึกปล่อยฝึกวางทางจิตใจว่าเราไม่ได้เป็นผู้หญิงไม่ได้เป็นผู้ชาย ไม่ได้เป็นคนเด็ก  คนแก่ เราไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น อันนี้มันเป็นธรรมะเป็นธรรมชาติ มันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปทุกข์ขณะ ทุกลมหายใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่มีอะไรตั้งอยู่ถาวร ทุกอย่างมันต้องสลายไป  ในที่สุด

ร่างกายไม่ใช่ของเราต้องฝึกปล่อยฝึกวาง ฝึกทำใจให้สงบ ฝึกให้มีสมาธิ เพราะคนเก่งคนฉลาดมันหลงในสวรรค์ มันหลงในลาภยศสรรเสริญ มันไม่รู้จักทำใจให้สงบ ไม่รู้จักทำใจ  ให้ปล่อยให้วาง “มีร่างกายดีก็ลืมตัว มีลาภยศสรรเสริญก็ลืมตัว เค้าเรียกว่าเป็นวัวลืมตีนอย่างนี้ไม่ได้นะ”

ทุกท่านทุกคนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่าไปลืมตัว พระพุทธเจ้าน่ะท่านไม่ลืมตัวนะท่านถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าเราลืมตัวแล้วเราก็จะไปเป็นทุกข์กับลูกกับหลานกับพี่กับน้อง เพราะเรามายึดเอาร่างกายเป็นของเรา ทุกอย่างมันจึงเป็นกระบวนการของความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงไปหมด

คนเค้าพูดกันว่าบริจาคร่างกายเป็นทานน่ะมันได้บุญมาก “การบริจาคร่างกายก็คือการละสักยะทิฏฐิ” ละที่ความเห็นผิดว่าร่างกายเป็นเราเป็นของ ๆ เรา

คนเรามันเห็นแก่ตัวมากนะ วันไหนตัวขาว ผิวเนียนอย่างนี้ก็ดีอกดีใจ เดือนหนึ่ง ๆ  ก็เสียเครื่องสำอางหรือเฟอร์นิเจอร์ที่แต่งตัวไปมันมาย “หลง” อย่างนี้แหละ เค้าว่าเราสวยเราก็หลง เค้าว่าเราหล่อเราก็หลง เค้าว่าเราขาวเรางามเราก็หลง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราเกิดมาเราไม่ใช่เกิดมาเพื่อสร้าง “บารมีหลง” นะ ต้องสร้างบารมีเพื่อลดสักยะทิฏฐิ

ที่เราแต่งเนื้อตัวแต่งตัวเพื่อปกปิดสิ่งที่น่าเกลียดเฉย ๆ เพื่อเข้าสังคมเฉย ๆ  เพราะร่างกายของเรามันน่าเกลียดสกปรก ถ้าไม่ได้อาบน้ำไม่ได้แต่งตัวมันก็เป็นสิ่งที่น่าเกลียด อย่ากันพาหลง พยายามละกายละสักยะทิฏฐิ มาพัฒนาใจของเรา ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจของเราสงบ ทุกท่านทุกคนต้องฝึกสมาธิให้ได้

เรื่องภายนอกน่ะใครเค้าจะดีเค้าจะชั่ว ใครจะรวยจะจนจะมีปัญหาอะไรต่าง ๆ  ทั้งการบ้านการบ้านดินฟ้าอากาศอะไรต่าง ๆ ก็ช่างหัวมัน เราก็ฝึกจิตใจของเราสงบ  เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ในชีวิตประจำวันของเราน่ะใจของเราถึงจะสงบ คุณธรรมของเรามันถึงจะเกิด


ปรับปรุงตัวเองไป ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นหลักตายตัวว่า “สัพพะปาปัสสะ  อะกะระณัง คือการไม่ทำบาปทั้งปวงนี้แน่นอนเป็นอมตะ” ปฏิปทาของเรามันต้อง   “จับวาง” เลย ถ้าเราช้านิดหนึ่งน่ะอย่างนี้ก็ปล่อยให้กาลเวลามันผิดพลาดน่ะ การทำกุศล  ให้ถึงพร้อมมันก็ไม่มี

พระพุทธเจ้าท่านให้เอาบ้านของเรานั่นแหละเป็นที่ปฏิปทา ผู้ที่อยู่วัดก็เอาวัดเป็นที่ปฏิบัติ อย่าพากันสัญจรพเนจรไปหาธรรมะไกลเกินมากเกิน มันมีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว

พระพุทธเจ้าท่านบอกทุกวันว่า ทุกคนอย่าลืมอย่าประมาท ต้องกลับมาแก้ไขตัวเอง  ต้องกลับลำ เมื่อตัวเองก็รู้ในใจตัวเองแล้วว่าตัวเองมีความผิดพลาดอะไร เราจะไปโทษว่าเราเป็นคนบุญน้อยวาสนาน้อยบารมีน้อยมันไม่ถูกมันไม่ยุติธรรม เพราะทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้า ขอให้ทำตามพระพุทธเจ้า ทำได้ทุกคนนั่นแหละ

กรรมเก่านิสัยเก่าน่ะ ทิฏฐิมานะมันมากน่ะ ต้องพากันแก้ไข พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราพากันเป็น “คนดื้อตาใส”

ให้เรากล้าปฏิบัติ กล้าตัด กล้าแก้ไขตัวเอง ทำไปปฏิบัติไป ไม่ให้คนอื่นมารู้มาเห็นน่ะ เพราะเราเองมันเป็นคนรู้คนเห็น การหมดกิเลสสิ้นอาสวะเราเองก็เป็นคนรู้ ไม่ต้องไปคิดว่า ไม่อยากเกิดอีกแล้ว อยากไปพระนิพพานน่ะ เพราะว่ามันคิดเฉย ๆ อยากเฉย ๆ น่ะมันไม่มีประโยชน์ มันมีแต่สร้างบาปสร้างกรรมให้ตัวเอง “รู้แล้วไม่ยอมปฏิบัติ...”

เราเก่งภายนอกน่ะมันใช้ไม่ได้ มันต้องเก่งภายในคือกลับมาแก้ไขจิตแก้ไขตัวเอง  ให้มันเคารพตัวเองได้กราบไหว้ตัวเองได้ถึงจะว่าแน่ นี่คนเรามันกลัวตาย กลัวผอม  กลัวยากลำบาก มันเลยไม่เข้าถึงคุณธรรมคุณงามความดี ความกลัวนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านเปรียบเสมือนความคิดของอสรุกาย “มันไม่กล้าหาญทำความดีมันก็เป็นผีอยู่อย่างนั้นแหละ” มันเป็นอสุรกายน่ะลักษณะจิตอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรากลัว...

ทุกคนต้องปักหลักสู้ ปฏิบัติสู้ ต้องละเอียดในตัวเองให้มากขึ้น ไม่ให้ตามอารมณ์  เพราะสัจธรรมคือความจริงนั้นไม่มีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องสนใจอารมณ์หรอก อารมณ์นั้นคือสีลัพพัตตปรามาส ลูบ ๆ คลำ ๆ ในคุณธรรมคุณงามความดี ถ้าเราไม่เอาชีวิตถวายต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เราปฏิบัติอย่างนี้แหละชีวิตของเรามันจะดีได้อย่างไร จะเจริญได้อย่างไร จะมีประโยชน์อย่างไรในการเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ได้สร้างความดีไม่ได้สร้างบารมี

“อินทรีย์สังวรน่ะศีลก็ต้องสังวรนะ” ศีลของเรานี้น่ะได้แก่ตัวที่จะนำให้เราเป็นพระอริยสงฆ์ ศีลเราแต่ละข้อนั่นน่ะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิต

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราลูบคลำศีล ไม่ให้ไปปฏิรูปศีลเพื่อเข้าหากิเลสของตัวเอง

ศีลนี้คือข้อบังคับจิตใจไม่ให้เกิดบาปเกิดกรรมเกิดเวรเกิดภัย

การรักษาศีลนี้ก็คือการมาตัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ศีลนี้แหละคือพื้นฐานของความดีทั้งหลายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้น ที่โยมมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเรื่องศีล  ที่พระมีปัญหาอยู่ก็เพราะเรื่องศีล ที่สังคมมันเดือดร้อนอยู่ก็เพราะเรื่องศีล

เรื่องศีลนี้สำคัญน่ะ ถ้าใครจะเป็นบรรพชิตที่ต้องการมีความก้าวหน้าเพื่อมรรคผลนิพพานต้องเน้นเรื่องศีล ถ้าทิ้งศีลแล้วก็หมายความว่าชีวิตของความเป็นบรรพชิตของเรานั่นน่ะมันเหลือแต่รูปแบบ

รูปแบบคืออะไร...? รูปแบบคือปลงผมแล้วก็ห่มจีวร มีแต่จะหมดไปเสื่อมไป ตัวเองก็  ไม่มีประโยชน์ มีแต่สร้างบาปสร้างกรรม ประชาชนทั้งหลายก็ไม่ได้ประโยชน์ เราก็ไม่ได้เป็นพระที่แท้จริง เราก็เป็นบุคคลคนหนึ่งที่อยู่ในรูปแบบ คือเอาศาสนาเป็นเครื่องทำมาหากิน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนี้มันไม่เกิดประโยชน์เลย

ศีลนี้ปฏิบัติให้มันเคร่ง ๆ ไว้มันไม่ตายหรอก มันจะอดก็ช่างมันหิวก็ช่างมัน ลำบาก  ก็ช่างมันต้องเอาศีลไว้ก่อน อย่าไปลูบ ๆ คลำ ๆ เรื่องอยู่เรื่องกิน เรื่องเงิน เรื่องสตางค์  เรื่องผู้หญิง เรื่องญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล พระพุทธเจ้าท่านให้เราเอาศีลเป็นใหญ่ เอาศีล  เป็นหลัก เอาศีลเป็นประธาน การประพฤติปฏิบัติของเรามันถึงจะมีประโยชน์

สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าสิ่งไหนที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์อย่าพากันประพฤติปฏิบัติ เช่นพระมีมือถือ พระเล่นอินเตอร์เนท พระเล่นไอแพดไอโฟน อย่างนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “มันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์” มันส่งออกไปแต่ข้างนอก มันเลยไม่ได้มาแก้จิตแก้ใจของเราเอง มันหนึ่งก็มีธุระมาก ไหนจะไปหาโยมคนโน้นโยมคนนี้  ไปกิจนิมนต์โน้นกิจนิมนต์นี้ ไปช่วยเหลือคนโน้นคนนี้ จิตใจน่ะสลายหมด เพราะว่าประพฤติตัวในสิ่งที่ไม่ใช่พรหมจรรย์ เรื่องศีลนี้ถึงเป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า  “ศีลสังวร” น่ะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ทุกคนประมาท

พระที่บวชใหม่ที่ต้องการความเจริญต้องการมรรคผลนิพพานอย่าได้เอาพระที่บวชเก่าที่ตกเกรดไม่ได้มาตรฐานนี้เป็นตัวอย่าง พระที่อยู่ในวัดด้วยกันเค้านับถือเราไม่ได้นี้แสดงว่าเป็นพระตกเกรด พระที่โยมเสื่อมใสเยอะแต่ว่าพระอยู่ในวัดไม่เลื่อมใสอย่างนี้พระตกเกรดนะ พระที่ดีคือเพื่อนสหธรรมิกที่อยู่ในวัดเคารพเลื่อมใสอย่างนี้ถึงว่าเป็นพระที่ดี

นี้แหละพระในวัดไม่ยอมรับมีแต่โยมนอกวัด สังคมต่าง ๆ ยอมรับอย่างนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ มันเผาตัวเอง เพราะว่าเราผิดศีล เราอ่อนธรรมวินัย หลงโลก หลงสิ่งที่ไม่ใช่พรหมจรรย์

พระเราไม่ต้องเก่งไม่ต้องฉลาดขอให้รักษาศีลได้ดีทุกอย่างมันก็ดีหมด... ศีลสังวรนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะได้สร้างรากฐานให้เราน่ะ

พระใหม่ ๆ ให้ตั้งอกตั้งใจอย่าได้เอาตัวอย่างพระที่มันไม่ดี ไม่ได้มาตรฐาน เค้าจะดัง  ก็ช่างมัน เค้าจะมีชื่อเสียงก็ช่างมัน เค้าจะมีเงินมีสตางค์ มีลาภยศมีสรรเสริญ มีนารีสีกามาก ก็ช่างเค้า ถือว่าอันนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  “พระองค์ไหนเณรองค์ไหนล่ะที่แต่ก่อนมีความคิดเหมือนพระนอกธรรมวินัยนั้นน่ะ  ต้องกลับลำกลับเนื้อกลับตัวนะ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้”

เรื่องบริโภคอาหาร เรื่องบริโภคปัจจัยนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านก็ว่าสำคัญ ให้รู้จักประมาณในการบริโภค ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยจนทิ้งศีลทิ้งธรรมทิ้งวินัยนะ ไม่ได้มาเน้นทางจิตทางใจแก้จิตแก้ใจ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเป็นคน  “โภชนีมัตตัญญุตา” อย่าไปลุ่มหลงในสิ่งที่เป็นวัตถุ สิ่งที่ไม่ให้เราได้พัฒนาจิตใจ  

อดเอาทนเอา ของเอร็ดอร่อยมันอยากมากต้องการมากเราก็เฉย ๆ ไว้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าในอนาคตต่อไปน่ะ พระเณรเราจะไปหลงในการอยู่การฉันในการบริโภคปัจจัย  ที่ดี ๆ อาหารอร่อย ๆ น่ะ แล้วจะลืมตัวไม่มีสติสัมปชัญญะยับยั้งช่างใจ ใจจะถูกเผา เร่าร้อนด้วยกิเลสตัณหาราคะต่าง ๆ “ต้องเบรกตัวเอง” ใครเค้าจะทำก็ช่างเค้า ใครเค้าจะลุ่มหลง  ก็ชั่งเค้า ต้องมีสติ  

ไม่เป็นไร... เราจะไม่อ้วนเท่าเค้าไม่เป็นไร เราอาจจะไม่ได้กินของดีเท่าเค้าก็ไม่เป็นไร อ้วนก็ต้องตายอยู่แล้ว ผอมก็ต้องตายอยู่แล้ว มีชื่อเสียงก็ต้องตายอยู่แล้ว สู้เราพัฒนาแก้จิตแก้ใจทำใจให้เรานิ่งไม่สงบไม่ได้ “เสียเวลาของเราเปล่า ๆ ที่เราจะมาหลงในขยะ มาหลงในสิ่งปฏิกูลของพรหมจรรย์นี้ไม่ได้”

ต้องรู้จักโภชนีมัตตัญญุตา... พระใหม่ ๆ นี้น่ะเราบวชระยะสั้นก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ  พระเก่า ๆ พระโหล ๆ ปฏิบัติไม่ดีเราไม่ต้องเอาเป็นตัวอย่าง พระอย่างนี้มันหาดูง่ายหรอก  แต่พระที่ดี ๆ มันหาลำบาก วัดที่มีชื่อเสียงก็ไม่ใช่ว่ามันจะมีพระดีหมดทุกองค์ พระปลอมมันก็มี มันผสมกันอยู่นั่นแหละ เราก็ไม่ต้องไปมองดูว่าใครดีใครชั่ว ถ้าเราไปมองว่าใครดีใครชั่วเราจะเป็นคนพาลเป็นอันธพาล ไปเอาดีเอาชั่ว เอาสิ่งที่ไม่มีสาระมาใส่จิตใสใจของเรา ไปเพ่งโทษคนอื่น เรื่องของเขาเราไม่เกี่ยว ช่างหัวมัน

ให้ตาผ้าขาวใหม่ ๆ ให้พระใหม่ ๆ เข้าใจนะ ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นคนพาลเป็นอันธพาลเอาสิ่งที่ไม่ดีมาใส่ใจแล้วหมดกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติใครจะทำชั่วก็เรื่องของเขา  เราจะทำดีเพื่อความเรทติ้งของเราในการประพฤติปฏิบัติธรรม

เราจะตั้งอกตั้งใจ... เพราะเราอยู่ทางบ้านทางครอบครัวมีแต่เรียนหนังสือมีแต่ทำงาน เมื่อเรามาอยู่วัดก็ตั้งอกตั้งใจทำข้อวัตรปฏิบัติให้มันเป๊ะ ๆ ๆ ตามเวลา เดินจงกรม ทำวัตรสวดมนต์ไม่บิณฑบาต พระที่ไม่บิณฑบาตโดยที่ไม่เจ็บป่วยถือว่าเป็นพระใช้ไม่ได้ เป็นพระตกเกรด เป็นพระที่ทำลายพระศาสนานะ เราอย่าเอาไปเป็นตัวอย่าง เรามองข้ามไปเฉย ๆ “กรรมใดใครก่อก็ช่างหัวเขาใครทำไม่ดีก็ช่างหัวเขา” พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น เพราะความสุขความดับทุกข์เราต้องสร้างของเรา เพราะทั้งตัวสติทั้งปัญญามันมีอยู่ในตัวเรานี้แหละ

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นธรรมะอันประเสริฐในวันนี้ก็ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ จงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทุกท่านทุกคนนั้นเข้าถึงพระนิพพาน มีปฏิปทาอันสวยสดงดงามเป็นกฎแห่งการทำความดีด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตามรอยธรรม ย้ำรอยครู



ความเห็น (0)