เตือนสติไว้.. “ความตาย”... ยุติธรรม สำหรับทุกคน..



เสียงรับโทรศัพท์ปลายสาย..เล่าพลางพร้อมยินเสียงสะอื้น กล่าวถึงการจากไปของคุณพ่อ..ของพี่/..เพื่อนผู้ร่วมงาน    ฉันรับฟังด้วยขนลุกซู่เป็นระยะๆ   นึกถึงภาพการเจอกัน ดูแลกันเป็นครั้งสุดท้ายของผู้ที่รัก/พ่อผู้ให้กำเนิด ที่พี่เล่าให้ได้รับทราบ  ....บ่ายวันรุ่งชึ้น เราร่วมพิธีรดน้ำขอขมาเป็นครั้งสุดท้าย  และแจ้งการเป็นเจ้าภาพร่วมในการบำเพ็ญพิธีตามศาสนาในคืนแรกของพิธีทางสงฆ์


โยม....“ความตาย”... ยุติธรรม สำหรับทุกคน..วันนี้เป็นของผู้อื่น ของคนใกล้ชิด ซึ่งแน่นอนไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น  ต่อไปใครจะรู้ว่าเป็นเวลาของท่าน และมีเพียงครั้งเดียว....เสียงพระคุณเจ้าเตือนสติ ..ชวนคิดในค่ำนี้


วิถีเปลี่ยนไป  ท่ามกลางสถานการณ์คุกคาม....พิธีกรรมทางสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนของที่นี่ ถูกปรับเปลี่ยนไป พระรับทำพิธีสวดบำเพ็ญกุศลให้ผู้ล่วงลับ และญาติโยม  ช่่่วงเวลาเลือกได้เป็นสองช่วงๆ ตั้งแต่ ๑๓-๑๕ น. ( เว้นเวลาสี่โมงเย็นเพราะมีกิจสงฆ์ทำวัตร)...และตั้งแต่เวลา ๑๗-๑๘ .... วันนี้พิธีเริ่ม ๑๘: ๐๐ น. เสร็จสิ้นราว ๑๘: ๓๐ น.  รวบสองเตียงสวดครั้งเดียว    ในขณะที่การสวดบำเพ็ญกุศลเช่นนี้   ในที่อื่นๆ จะเริ่มก็ประมาณทุ่ม หรือทุ่มเศษๆ แต่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ปลายด้ามขวานไทย ที่มีภัยคุกคามไม่เว้นแต่ละวัน..


คืนแรกของการสวดในพิธีกรรม.. เราแจ้งความจำนงว่าจะเป็นเจ้าภาพร่วม

พร้อมกับญาติ และลูก หลาน... ฉันถูกเอ่ยนามในฐานะหัวหน้าหน่วยงานเล็กๆ ให้เป็นประธานเชิญจุดธูปเทียน เริ่มพิธีทางสงฆ์ จากนั้นตามด้วยการถวายปัจจัย และกรวดน้ำก่อนสิ้นสุดพิธีค่ำนี้    การทำหน้าที่เช่นนี้เคยถูกฝึกไว้ เมื่อครั้้้้งคุณป้าแท้ๆถึงแก่กรรม  ไม่มีลูกมีแต่หลาน  งานนั้นมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ  พ่อ-แม่ที่บ้านจึงเห็นเป็นโอกาสให้ลูกๆเรียนรู้ฝึกปฏิบัติไว้  เพื่อสักวันหนึ่งต้องทำหน้าที่เหล่านี้ได้    และวันนั้นก็มาถึง ... ฉันซึ่งไม่ค่อยถนัดนักและมักจะให้พี่/น้องผู้ชายทำแทน   แต่งานนี้มิอาจปฏิเสธได้จึงปฏิบัติภารกิจไปตามบทบาท    วันนี้เรา..หน่วยงานเล็กๆ ๑๐ ชีวิต  ร่วมรวมพลังในฐานะกัลยาณมิตร เป็นขวัญกำลังใจ มอบให้แก่พี่/เพื่อนผู้ร่วมงาน ที่อยู่ในภาวะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก  ...กำลังทุกข์ใจ...."ที่ไหนมีรักที่นั่นมีทุกข์" ..ดังคำกล่าวที่เราต่างทราบกัน .. ส่วนใครจะรู้ซึ้งแค่ไหน ปรับใจให้อยู่กับทุกข์และรู้ทุกข์ได้อย่างไร  อยู่ที่ประสบการณ์และการฝึกฝนปัญญา..ฉันก็กำลังเดินอยู่ในเส้นทางนี้... 


ชาติ  ชรา  พยาธิ  มรณะ”.. ตาลปัตรของพระคุณเจ้า ๔ รูป เขียนไว้ให้ชวนคิด.. วัฏจักรชีวิต.. กฎแห่งธรรมชาติที่ทุกคนต้องเจอ..และไม่เป็นลำดับก่อนหลัง อาจจะสลับโยงใยที่ซับซ้อน .. ตามวิถีของคน ..


ขณะที่นั่งรอพระสวด. สังเกตเห็นและจำได้ว่า  พระคุณเจ้าหนึ่งในสี่รูป   (พระครูมงคล...) เมื่อก่อนโน้น...นั่งสามล้อมารับบิณฑบาตบริเวณใกล้ที่พัก  ท่านเดินทางจากวัดที่เมื่อก่อนรู้สึกว่าไกลๆๆ   กว่าจะเดินทางมายังแฟลตที่พักอาศัย  สมัยโน้นรู้สึกดีใจ ที่ได้มีโอกาสตักบาตร นำอาหารถวาย   เพราะมีเพียงพระหนึ่งรูปที่ออกรับบิณฑบาต "โปรดสัตว์" ในเส้นทางนั้น     วันนี้เห็นว่าท่านยังจำพรรษาที่วัดนี้ และดูสุขภาพดี แข็งแรงตามวัย..


ณ..ดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรมแห่งนี้.. ฉันได้เรียนรู้ความเป็นชีวิต..มากมาย การที่ได้มีโอกาสมาทำงานที่นี่ภาคใต้ตอนล่าง ..เมื่อครั้งยังไม่มีเหตุการณ์อย่างเช่นปัจจุบันนี้ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องที่เกี่ยวกับ..พระสงฆ์ ..ศูนย์รวมจิตใจและวิถีชาวบ้าน.. อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งมาอยู่ทำงานที่นี่ใหม่ๆ .


*เมื่อ ๒๐ ปีก่อนโน้น... เห็นพระสงฆ์นั่งรถสามล้อมารับบิณฑบาต  คงคล้ายๆกับพระนั่งเรือออกรับบิณฑบาต ..ได้โทรศัพท์บอกเล่ากับที่บ้าน เพราะเป็นสิ่งที่ต่างจากบ้านเกิดเมืองนอน ที่เราโตมากับการที่เห็นพระเดินเท้าเปล่า ออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้าตรู่   แต่ที่นี่...อาจเป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม การกระจายตัวในแหล่งอาศัยของพุทธศาสนิกชนอยู่กันเป็นหย่อมๆ  พระจึงต้องเดินทางไกล เพื่อไปรับบิณฑบาต  ขณะนั่งบนสามล้อ เมื่อเห็นฆราวาส..ซึ่งมักจะยืนรอรวมๆกันถวายอาหารใส่บาตร  คนปั่นก็หยุดรถ จากนั้นพระสงฆ์ลงจารรถไปรับข้าวของถวายพระ ..เสร็จแล้วก็สวดให้พร..ทำเช่นนี้ไปจนกว่าจะครบทุกจุดที่คนรออยู่ในเส้นทางนี้

* เมื่อสัก ๑๕ ปีถัดมา ..พระนั่งมาในรถกระบะ (สามล้อถีบ...หายไปจากวิถีที่นี่).. และรถจอดพักที่ใดที่หนึ่ง  เพื่อให้พระสงฆ์เดินบิณฑบาตเป็นแถว  ในเส้นทางถนนแต่ละสาย บริเวณใกล้ๆกัน

* เมื่อสัก ๑๐ ปี..การออกบิณฑบาตของพระ จะมีสุภาพบุรุษทหารหาญพร้อมอาวุธ เดินตามคุ้มกัน

* เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา  ช่วงเช้าพระสงฆ์นั่งรถยีเอ็มซี  มีทหารหาญ คอยพิทักษ์รถหยุดเป็นระยะๆ เพื่อให้พระแวะรับบิณฑบาต รายทาง...ความสูงของรถยีเอ็มซี  กับการก้าวลงจากรถของพระสงฆ์ก็ทุลักทุเล..และส่วนใหญ่พระแต่ละรูปก้มีอายุกันไม่น้อย...แต่ก็ดีที่มีทหารหาญช่วยเหลือ..

* ปัจจุบันนี้ พระส่วนหนึ่งไม่ออกบิณฑบาตในที่ไกลๆ  บริเวณใกล้ๆวัดในตลาด  จะเห็นพระออกมายืนเป็นแถวหน้าวัด โยมก็นำอาหาร คาวหวานมาถวายที่นั่น 

ในขณะที่พระสงฆ์อีกส่วนหนึ่งที่วัดอยู่ห่างไกลกับญาติโยม   พระก็จะนั่งรถทหาร  โดยสุภาพบุรุษทหารหาญจะขับไปส่งยังบริเวณหมู่บ้านที่แจ้งไว้   และหากวันใดพระเดินทางมาบิณฑบาต ไม่ได้เพราะทหารติดภารกิจ ในหน้าที่หลัก  จะได้รับโทรศัพท์มาบอกว่า พระไปรับบิณฑบาตไม่ได้  ญาติโยมก็นำอาหารไปถวายที่วัดแทน

ทั้งหมดนั้นเป็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวท่ามกลางสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ ที่คุกรุ่นทุกขณะ

ผู้คน.. ครอบครัวทำบุญตักบาตรที่หน้าวัด  บริเวณใกล้ตลาด


ถึงแม้วิถีชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนไป.. พระสงฆ์ก็ยังคงขอรับอาหารด้วยการออกบิณบาต  หรือเป็นศุนย์รวมจิตวิญญาณ สุดแล้วแต่จะเป็นวิธีใด ปรับให้เหมาะสมกับบริบทนั้นๆ



          ความเลื่อมใสในศาสนา ผู้คนถวายอาหารให้พระ..กระทำบนริมทางเดินเท้าหน้าวัด ใกล้ตลาด


..นึกถึงโอวาท หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ...."ถ้าปราศจากทาน..การให้แล้ว ศาสนาก็ไม่มีเครื่องหล่อเลี้ยง ทรงอยู่ไม่ได้ ต้องแตกสลายไป ดับไป หายไป   ทานนี่แหละ หล่อเลี้ยงพุทธศาสนาไว้ ภิกษุ, สามเณร, อุบาสก, อุบาสิกา ในพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ เพราะอาศัยทานการให้..." 


ค่ำนี้หลังจากพระท่านสวดเสร็จ ๑๘: ๓๐ น. .. เราก็ยังนั่งอ้อยสร้อยอยู่เป็นเพื่อนกับเจ้าภาพ  ทั้งๆที่ในบริเวณลานวัดก็จะมีทหารหาญคอยอารักขา อาวุธครบมือ และดูแลความเรียบร้อยทั่วไป  อีกทั้งด้านหน้าวัดมีด่านทหาร คอยตรวจตรารถที่ผ่านไปมา.. จนกระทั่งได้เวลาพอเหมาะทุ่มเศษๆเราทั้งหมดบอกลาญาติๆและเจ้าภาพ  ก่อนเดินทางแยกย้ายไปยังที่พักของแต่ละคน....


โยม...วันหนึ่งก็จะเป็นท่าน...ความตาย ยุติธรรม สำหรับทุกคน  ... เสียงนั้นยังก้องอยู่ในความคิด ....


๓ กรกฏาคม ๒๕๕๖

kitatanee

บันทึกไว้ เตือนตน ... ในวาระการจากไปไม่กลับ..พ่อของพี่ที่เคารพ .(๒กค.)