ไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) ช่วยรักษาโรค

  (บทความจาก นพ.นริศ  เจนวิริยะ ศัลยแพทย์)

  จากการอ่านบทความทำให้ดิฉันสนใจในเรื่องนี้ จึงคิดว่าหลายท่านอาจยังไม่รู้จักมากนัก จึงอยากจะนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันกัน และนำมาวิเคราะห์การให้เหตุผลทางคลินิกกับกิจกรรมบำบัด

  ไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) เป็นการรักษาอาการของโรคบางอย่างโดยการควบคุมทางจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสัญญาณชีพที่ส่งย้อนกลับมาให้เรารู้ เช่น เวลาที่เราโกรธ ถ้าจับชีพจรหรือได้ยินเสียงหัวใจเต้นจากเครื่องมอนิเตอร์ เราก็จะรู้ว่ามันเต้นเร็วและไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เมื่อเรารักษาโดยการควบคุมอารมณ์ เช่น การทำสมาธิให้อารมณ์เย็นลง ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ

  จากบทความสามารถสรุปประเด็นการให้เหตุผลทางคลินิกในทางกิจกรรมบำบัดได้ 3 ประเด็น คือ

1.  Scientific reasoning เป็นการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกล่าวถึงโรคที่สามารถรักษาด้วย  ไบโอฟีดแบ็ค เช่น เหตุจาก : ภาวะความเครียด ส่งผลให้สัญญาณชีพเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น และความดันโลหิตสูงขึ้น

2.  Practical reasoning ผู้บำบัดจะใช้เทคนิคการควบคุมอารมณ์กับผู้รับบริการ ได้แก่ การกำหนดลมหายใจเข้าออก การฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อสลับกับการเกร็งกล้ามเนื้อ และการกำจัดความคิดทางลบออกจากจิตใจ เป็นต้น ซึ่งเทคนิคเหล่านี้สามารถใช้บำบัดโรค ความดันโลหิตสูง ภาวะวิตกกังวล  อาการปวดหัว และปวดเรื้อรัง(ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่อ) ได้ผล

3.  Cultural Reasoningเป็นการให้เหตุผลเชิงวัฒนธรรม จากบทความได้กล่าวไว้ว่า ไบโอฟีดแบ็คไม่มีผลเสีย ไม่มีผลข้างเคียง และไม่ใช่ความงมงาย แต่สามารถใช้ได้กับการปฏิบัติธรรมกรรมฐานในพุทธศาสนาได้ เช่น การวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการพิจารณาจิตใจของตนเองและกำจัดความคิดที่เป็นลบออกจากจิตใจ

การรักษาโดยไบโอฟีดแบ็ค เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการรักษาโรคทางกาย/ทางจิต ด้วยการบำบัดทางด้านจิตใจ โดยไม่ต้องพึ่งยาในการรักษา ซึ่งนักกิจกรรมบำบัดสามารถมีบทบาทช่วยเหลือ ผู้รับบริการ หรือผู้คนทั่วไป โดยสามารถฝึกเทคนิคต่างๆ ให้นำกลับไปทำด้วยตนเองที่บ้านได้ นอกจากนี้ยังสามารถบอกเทคนิคกับคนในบ้านให้นำไปใช้ได้

ที่มา: บทความจากนิตยสาร “Health  Today” No.147 July 2013 (หน้า 32-33)