ถอดภารกิจสีเขียวในเมืองใหญ่

จากเชียงใหม่ถึงลอนดอน เมื่อการกินมีความหมายมากกว่าที่เห็น  แนวคิดของการสร้างพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เมืองเพื่อจุดประสงค์ของการนำไปบริโภคจริงนับวันยิ่งเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้นที่เป็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน แต่การทำเกษตรในเขตเมืองยังเป็นการแสดงออกถึงวิธีคิด พฤติกรรม ค่านิยม ฯลฯ ที่บรรดาเหล่าคนเมืองจะมีต่อวงจรในระบบอาหาร  ในกิจกรรม เกษตรในเมือง: ทางเลือกทางรอดของอาหารคนเมือง” ที่จัดขึ้น ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนรถไฟ) สะท้อนถึงทัศนคติเรื่องการบริโภคอาหารของเหล่าคนเมืองได้ดี โดยเฉพาะการมี ตลาดแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ผัก ร่วมจุดประกายให้คนเมืองหันมาสำคัญเรื่องการกิน พัฒนาคุณภาพชีวิตแบบที่โครงการ “สวนผักคนเมือง” ซึ่งมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา


“กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา” รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หัวขบวนโครงการกินเปลี่ยนโลก อธิบายภาพกว้างของระบบอาหารในบ้านเราระหว่างร่วมเสวนาในหัวข้อ“เกษตรในเมือง: ทางเลือก ทางรอดของอาหารคนเมือง”ว่าจากการเก็บข้อมูลพบว่าระบบอาหารมีการผูกขาดทั้งในระดับผู้ผลิตและระบบจัดส่ง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่บริษัทซึ่งสามารถกำหนดทิศทางความต้องการของตลาดได้ ขณะที่เมื่อพิจารณาในส่วนพันธุ์พืชจะพบว่าทั้งๆที่มีพืชสามารถรับประทานได้ในประเทศนับหมื่นชนิด แต่เอาเข้าจริงกลับมีไม่กี่ชนิดที่ถูกนำมาบริโภค มีการเร่งเจริญเติบโตด้วยสารเคมี ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่าคนในสังคมแทบไม่มีทางเลือกในการบริโภคเพราะแม้จะมีรายได้ดีแต่ไม่ได้หมายความว่าจะหาซื้ออาหารที่มีคุณภาพได้

                               

“นอกจากต้องเร่งรีบผลิตแล้ว ระบบที่ผูกขาดยังทำลายผู้ผลิตรายย่อย กลายเป็นเพาะปลูกตามความต้องการของบริษัทใหญ่ที่กว้านซื้อไปส่งขายต่อ และต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อให้ผลผลิตดูสวยงาม ใบต้องสวย ไม่ก็ต้องปล่อยให้มีรูเล็กน้อยเพื่อให้มีคนมาซื้อ และเมื่อทำไม่กี่อย่างความหลากหลายทางชีวภาพหายไป ความรู้เรื่องอาหารในสังคมเมืองเริ่มน้อยลงทุกที เราจึงต้องหาวิธีการพึ่งพาตนเองที่ทำให้ทั้งคนกิน คนขาย เกษตรกรรายย่อย และระบบนิเวศอยู่รอด ซึ่งทางออกนั้นเริ่มจากที่คนเมืองจะสร้างทางเลือกของตัวเอง การลุกขึ้นมาสร้างทางเลือกให้กับตัวเองย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่าการนิ่งเฉยเป็นแน่”เธอว่า

                                

ตัวอย่างของการสร้างแบบอย่างที่ดีของการรวมเครือข่ายเพื่อพัฒนาระบบอาหารและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกันนั้น “วิเชียร ทาหล้า” ตัวแทนเครือข่ายเชียงใหม่ “เขียว สวย หอม” ซึ่งต่อยอดกิจกรรมมาจากโครงการสวนผักคนเมือง เล่าว่า พวกเขา เน้นงานรณรงค์เป็นหลัก โดยเริ่มจากการรวมตัวของเยาวชน คนชั้นกลางที่มีความตื่นตัวในเรื่องการบริโภคและสิ่งแวดล้อม จากนั้นก็พยายามออกแคมเปญที่มีความใกล้ชิดกับคนเมืองให้มากที่สุด ไล่ตั้งแต่ 1.แคมเปญกิจกรรม “เขียวกินได้” ซึ่งเน้นการอบรมปลูกผักในเมือง สร้างความเข้าใจเรื่องการปลอดภัยอาหาร ลดการใช้สารเคมี โดยแรกๆก็เน้นการปลูกทั่วไป ก่อนจะเริ่มปลูกตามความต้องการของตลาด เพื่อนำไปสร้างรายได้ อาทิ ผักสลัด ผักอินทรีย์ที่นิยมบริโภค เป็นต้น

                                 

2.แคมเปญ “เขียวถึงบ้าน”ซึ่งเชื่อมโยงแหล่งเพาะปลูกที่มีมาตรฐาน เข้ากับกับผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ โดยที่เครือข่ายจะเป็นตัวกลางส่งผักเหล่านั้นถึงบ้านผู้บริโภคในราคาย่อมเยา 3.“เขียวทันควัน” ซึ่งเน้นเรื่องการให้ความรู้ ปลุกจิตสำนึกให้คนเชียงใหม่หันมาสนใจเรื่องหมอกควัน เพราะหมอกควันเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่หาคนเผยเพื่อดำเนินคดีเท่านั้น แต่ต้องส่งเสริมให้จัดการหมอกควัน โดยการลดการเผา “คนเชียงใหม่ ไม่ได้สนใจที่มาของอาหาร ไม่ได้สนใจว่าผักที่เขาจะกินมาจากอะไร แต่ดูราคาที่เหมาะสม เราจึงต้องดึงจุดนี้มาใช้

                                   

“เขียวสวยหอมคือชื่อของพวกเรา ความหมายของสีเขียวคือการอนุรักษ์ ต้นไม่ใหญ่ที่มีน้อย ดูแลสิ่งแวดล้อม สวยคือการออกแบบ ที่ต้องดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังคงความเป็นท้องถิ่นให้ได้ ส่วนหอมคือเรื่องของกลิ่น เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดี จะไม่มีกลิ่นน่าอยู่ เหล่านี้คือเป้าหมายงานหลัก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆได้ เช่นกันทำสวนผักคนเมือง นั้นไม่ใช่แค่การปลูกผักในพื้นที่เมือง แต่คือการเชื่อมโยงให้เขาเห็นประโยชน์ และพร้อมจะมาร่วมกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ให้มันเกิดเป็นรูปธรรมที่แท้จริง”

                                  

ระหว่างที่คนเมืองรุ่นใหม่ในสังคมไทยกำลังตื่นตัว ในเมืองใหญ่อื่นๆทั่วโลกก็กำลังขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการกินอย่างเอาจริงเอาจังไม่ต่างกัน “ปิยะพงษ์ บุษบงก์” นักวิจัยโครงการบทบาทเกษตรในเมืองในการเพิ่มความยืดหยุ่นของเมืองแผนงานความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเมืองที่ยืดหยุ่น มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งทำการวิจัยในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ประเทศอังกฤษ และนิวยอร์คสหรัฐอเมริกา เล่าว่า ขณะนี้ในเมืองใหญ่กำลังโหมกระแสการสร้างพื้นที่สีเขียวสำหรับไว้บริโภคจริง บนความมุ่งหวังจะหลอมรวมพื้นที่พาณิชย์กับเกษตรกรรมเข้าด้วยกันเพราะได้ช่วยสร้างมูลค่าหลายประการ อาทิ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของคนเมือง ลดต้นทุนการจัดส่งลำเลียงอาหารจากชนบทสู่เมือง การได้อาหารที่สดใหม่ แถมยังถือว่าเป็นการขยายพื้นที่เมืองไปในตัว

                                 

“ปิยะพงษ์” บอกว่า ในเมืองลอนดอนนั้น ประชาชนในเมืองตื่นตัวกับการสร้างทางเลือกในการบริโภคเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคให้คุ้มค่า การซื้ออาหารให้พอดีกับความต้องการขณะที่นโยบายจากรัฐเองยังสร้างแรงจูงใจให้แก่พลเมือง สนับสนุนให้มีแปลงผักส่วนรวมจนทำให้มีแปลงผักกระจายไปในชุมชน ด้านผู้บริโภคเองก็พร้อมจะสร้างกระแสของการให้ความสำคัญของอาหาร เลือกที่จะบริโภคผักและอาหารที่มีคุณภาพ“บทเรียนหลายเมืองที่ประสบความสำเร็จพบว่ามักตั้งต้นมาจากการที่ในเมืองมีคนทำเกษตรอย่างโดดเด่น ขณะที่ความโดดเด่นตรงนั้นก็มาจากนโยบายที่ดี เปรียบเสมือนไก่กับไข่ไม่รู้อะไรมาก่อน แต่ต่างคนต่างไม่รอให้อีกฝ่ายทำก่อน ต่างคนต่างคิดในมิติใหม่ที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น ทั้งลอนดอนและนิวยอร์คมีจุดร่วมคือตรงนี้”

                                 

“ปิยะพงษ์” อธิบายว่า เมืองลอนดอนเองก็มีลักษณะที่คล้ายกับกรุงเทพคือความมีคนจนเมืองอาศัยอยู่ ซึ่งคนจนเมืองเหล่านี้จำเป็นต้องพัฒนาพื้นที่ขนาดเล็กที่มีอยู่ผลิตอาหารเพื่อลดค่าใช้จ่าย ฝ่ายเทศบาลก็จำเป็นที่จะมีนโยบายสนับสนุนในส่วนนี้หรือที่เรียกว่า Capital Growth มีสวนผักคนเมือง ฟาร์มชุมชน กระจายตัวเต็มไปหมด ทั้งในลักษณะพื้นที่เช่าและพื้นที่ว่างที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเพราะหลายคนมองว่าลอนดอนเต็มไปด้วยพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว“มันไม่ใช่การตอบมือจากฝ่ายรัฐแค่อย่างเดียว เพราะอัตราการเช่าพื้นที่มันก็เต็ม มันบอกว่าคนเองก็นิยมปลูกผักสวนครัวด้วย และรัฐก็พร้อมจะหนุนเสริมในทุกมิติ เช่นจัดตลาดให้ ให้เครดิตเงินกู้แก่ห้างร้านที่ปลูกผัก ในระดับดอกเบี้ยต่ำ หรือที่นิวยอร์คซึ่งไม่มีพื้นที่ มีแต่ตึกสูง ฝ่ายนโยบายก็จัดสรรพื้นที่ เช่น จัดสรรพื้นที่บนดาดฟ้า ยกเว้นให้สิทธิพิเศษแก่อาคารสูงเหล่านี้” ความเอาจริงเอาจังแบบที่ว่ามาจึงสะท้อนวิถีคิดของบรรดาเหล่าคนเมืองต่อวิถีการบริโภคได้เป็นอย่างดี

                                

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กระจายสุข



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

...... ผลิตอาหาร ..... ลดค่าใช้จ่าย .... และ ได้อาหารที่มีคุณค่า นะคะ