วันที่ ๒๔ กันยายน ไปเที่ยวที่พระราชวัง Chateau de Versailles เราต้องขึ้นรถไฟใต้ดินแล้วไปต่อรถไฟ RER ที่พระราชวังแห่งนี้เราต้องใช้เวลาต่อแถวซื้อบัตรเข้าชมนานกว่าชั่วโมงครึ่ง นักท่องเที่ยวเยอะมาก เข้าใจว่าเขาคงกักไม่ให้คนข้างในแน่นเกินไป เขาจัดเส้นทางให้เดินชมเหมือน one way ต่างจากที่ Louvre ที่เลือกเดินตามสะดวก เราใช้หูฟังเพื่อจะได้รู้เรื่องราวของแต่ละห้อง ห้องเด่นๆ ได้แก่ Royal Chapel, Hall of Mirrors, Grand Apartments, King Chamber เขาว่ากันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ต้องการสร้างพระราชวัง Versailles ให้สวยที่สุด เราดูแล้วก็ว่าสวยแต่ยังอาจไม่ได้รับการดูแลเหมือนที่ Louvre เพราะมีกลิ่นความเก่าให้สัมผัสได้

 

 

Hall of Mirrors

 

Chamber

ออกจากอาคารจะเข้าสวนก็ต้องเสียเงินอีก เราขึ้นรถไฟเล็กๆ คิดว่าจะพาชมรอบๆ เสียเงินอีก รถจอด ๓ จุด แต่ละจุดถ้าจะเข้าชมอาคารต้องเสียเงิน เราจึงไม่เข้าที่ไหนจนถึงจุดสุดท้ายที่ Grand Canal  เราเดินกลับผ่านสวนที่จัดอย่างสวยงาม มีน้ำพุหลายจุด

 

น้ำพุใหญ่

 

ช่วงเวลานี้ดอกไม้เริ่มโรยแล้ว เดิมตั้งใจกันว่าจะเที่ยวที่นี่เพียงครึ่งวัน เอาเข้าจริงใช้เวลาหมดทั้งวันเลย จ่ายเงินค่าตั๋ว ๓ จุด ทั้ง ๔ คนรวม ๑๐๕.๒๐ ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็มากอยู่ ถ้าเที่ยวชมครบทุกจุดคงต้องเสียเงินอีกหลายยูโร

 

ส่วนหนึ่งของสวน

วันที่ ๒๕ กันยายน เป็นวันจันทร์บรรดาพิพิธภัณฑ์ปิด เราจึงไปเที่ยวย่าน La Defense แวะที่สะพาน Pont Alexandre III ที่มีรูปปั้นและโคมไฟสวยงาม ทางเดินกว้างมากๆ มองเห็นโดมสีทองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Les Invalides ที่ว่าเป็นสถานที่เก็บศพของนโปเลียนที่ ๑ และครอบครัว

มุมหนึ่งของสะพาน Pont Alexandre III

ที่ La Defense มีประตูชัยของเมืองใหม่ Grand Arche de La Defense ตั้งอยู่ในแนวเดียวกับประตูชัยเก่า Arc de Triomphe มองเห็นประตูชัยเก่าอยู่ไกลๆ

 

Grand Arche de La Defense

เราช็อบปิ้งที่ร้านแถบนี้ มี supermarket ใหญ่ชื่อ Au Chan คล้ายพวก Carrefour เวลาซื้อของไม่มีถุงให้ ถ้าไม่ได้เอาถุงมาเองก็ต้องซื้อ หอบหิ้วของกลับที่พักโดยรถไฟใต้ดิน ๒ ต่อ พักเท้าด้วยการทำอาหารเย็นรับประทาน เสร็จแล้วออกมาเดินที่ Avenue des Champs-Elysees เสียหน่อย ข้ามถนนไปร้าน Louis Viton ด้วย กระเป๋าแพงจริงๆ ไม่รู้คนซื้อใช้ได้อย่างไร พนักงานขายแต่งสูทโก้และพูดอังกฤษได้ดี ลูกค้าที่กำลังซื้อของอยู่ดูแล้วไม่แน่ใจว่าเป็นญี่ปุ่นหรือจีน แต่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาว ค่ำนี้เรากลับที่พักจัดข้าวของเพื่อเตรียมตัวที่จะเดินทางต่อไปเนเธอร์แลนด์พรุ่งนี้

ในปารีสยังมีที่เราอยากจะไปเที่ยว แต่ไม่ได้ไป เช่น พิพิธภัณฑ์ Musee d’ Orsay ที่มีภาพเขียนแนว Impressionism ผลงานของจิตรกรชื่อดัง เช่น Monet, Van Gogh รวมทั้งยังมีปราสาทที่สวยงามนอกเมืองปารีสอีกหลายแห่ง ที่ถนน Avenue des Champs-Elysees มีระบำเปลือยอกที่ Lido ผู้คนซึ่งเข้าใจว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาชมกันจำนวนมาก ดึกขนาด ๒๓ น.แล้วยังมีคนเยอะมากมาต่อแถวรอเข้าชม บัตรมีราคาแพง

ความประทับใจที่ปารีส
๑. ความสวยงามอลังการของอาคารสถานที่เก่าแก่ ผลงานทางสถาปัตยกรรมและศิลปะต่างๆ มีให้เห็นมากมาย คนที่ชื่นชอบศิลปะคงจะเดินชมอาคารสถานที่ต่างๆ ได้ทั้งวันไม่รู้เบื่อ มีคนบอกว่าในเมืองปารีสร้านค้า ห้างสรรพสินค้าและ supermarket จะปิดทุกวันอาทิตย์ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้ซึมซับและเรียนรู้วัฒนธรรม
๒. ระบบรถไฟใต้ดิน มี ๑๔ สาย ทำให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็ว สถานีรถไฟใต้ดินแต่ละสถานีตกแต่งสวยงามและไม่เหมือนกัน ค่อนข้างสะอาด (แตกต่างจากที่เคยเห็นที่ New York ซึ่งดูสกปรก)
๓. ความประหยัด (เข้าใจเอาเอง) ชาวเมืองปารีสนิยมใช้รถยนต์คันเล็กๆ เช่นกัน เราชอบใจ Smart car ที่นั่งได้เพียง ๒ คน เหมาะกับการเดินทางในเมือง เราเห็นรถเบนซ์ถูกใช้เป็น Taxi ซื้อของใน supermarket ใหญ่ๆ เช่น Au Chan เขาไม่แจกถุงพลาสติก ถ้าไม่เอามาเองก็ต้องซื้อ ช่วยลดการใช้พลาสติกและขยะ บ้านเราใช้ถุงพลาสติกกันอย่างมากและฟุ่มเฟือย การซื้อผลไม้ใน supermarket เขาให้เราชั่งและติดสติกเกอร์ราคาเอง ลดการใช้คนและขั้นตอน ทำให้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันก็แสดงว่าคนของเขาไว้ใจได้
๔. ความฉลาดในการจัดการ เขตเมืองเก่าไม่มี supermarket ใหญ่ๆ มีแต่ร้านค้าที่คอยดูดเงินจากนักท่องเที่ยว แถวถนน Avenue des Champs-Elysees เป็นย่านช็อบปิ้งแห่งหนึ่ง บาทวิถีกว้างมากๆ และมีการทำความสะอาด (ใช้รถ) เป็นประจำ พนักงานขายมีมารยาทดี

สิ่งที่ไม่ค่อยประทับใจ
ปารีสเป็นเมืองที่มีประชากรจำนวนมาก คนเยอะโดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวและช็อบปิ้ง คนสูบบุหรี่กันมาก มีรถติดบ้างเหมือนกันแต่ไม่หนักเท่าบ้านเรา รถยนต์ที่นี่ไม่ค่อยเคารพสัญญาณไฟคนข้ามถนน ต่างจากที่ Nantes

วัลลา ตันตโยทัย