ในสมัยก่อนตามท้องทุ่งนาภาคอีสานหน้าแล้งในยามเช้าตรู่จะเห็นฝูงคนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ หรือพวกผู้หญิงถือครุถัง (ถังตักน้ำ) หรือตระกร้าไม้ไผ่ใบเล็กๆ และเสียมน้อยเดินลงไปในทุ่ง บ้างก็สาละวนกับผืนนาที่มีแหล่งอาหารสำคัญ บ้างก็วิ่งกรูกัยเพื่อแย่งแหล่งอาหารกองใหม่ที่เพิ่งค้นพบด้วยความสนุกสนาน เมื่อแต่ละคนได้ตัวกุดจี่มากพอสมควร ก็จะเอียงภาชนะที่ใส่มาอวดกันว่าใครได้มากได้น้อยขนาดไหน มีบางคนที่ได้มากก็จะแบ่งปันให้ผู้ที่อับโชคเดินไปไม่ได้

ค่อยพบขุมทรัพย์เป็นการแสดงน้ำใจที่ประเสริฐ แล้วก็พากันเดินกลับบ้านให้ทันกินงาย (หรืออาหารเช้า ที่คนอีสานมักจะกินกันตอนสายๆ ส่วนมื้อกลางวันจะกินกันตอนบ่าย ๒ หรือ ๓ โมง เรียกว่ากินข้าวสวย และมื้อเย็นจะกินเอาตอน ๑ - ๓ ทุ่ม เรียกว่า ข้าวแลง)

ที่บางหมู่บ้านมีที่นาตีนบ้าน (หรือที่นาที่อยู่ติดหมู่บ้าน) วัวควายไม่มากนัก แน่นอน ขุมทรัพย์ที่ว่าย่อมจะมีจำกัด พอตอนเย็นที่จะไล่วัวควายเข้าหมู่บ้าน เด็กๆจะพากันเอาไม้ไปปักที่ขี้ควายไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยใช้ไม้ที่มีลักษณะที่เจ้าของจดจำได้ เรียกว่า ปักหมายจองเอาไว้ก่อน รุ่งเช้าอีกวันจึงออกไปหากุดจี่ตามที่ตนเองได้ทำหมายจองเองไว้ ซึ่งคนอื่นๆจะเคารพสิทธิ์อันนี้ ไม่ไปแอบเอากุดจี่ก่อนผู้จอง ก็นับว่าเป็นความซื่อสัตย์อีกแบบหนึ่งของคนชนบท

การนำกุดจี่ขี้ควายมากินนั้น ก่อนอื่นต้องนำมาล้างน้ำให้สะอาดและแช่น้ำทิ้งไว้ ๑-๒ ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ถ้าจะให้ดีต้องแช่ทิ้งไว้ ๑ วัน หรือ ๑ วันกับอีก ๑ คืน เพื่อให้กุดจี่ถ่ายมูลออกให้หมดก่อน จึงนำมาประกอบอาหาร ซึ่งทำได้ทั้งคั่วใส่เกลือ จี่หรือเผาไฟพอให้สุก ทอด ป่น ลาบ หรือกินเมี่ยง

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า คนอีสานไม่รังเกียจขี้วัว ขี้ควาย เพราะถือว่าเป็นสัตว์ที่กินสะอาด เพราะกินแต่หญ้า ฟางข้าว หรือ ใบไม้ยอดไม้ และผลไม้ตามป่าที่ไม่มีพิษ บางอย่างเป็นยาสมุนไพรเสียด้วยซ้ำ จะเห็นว่าคนอีสานกินเพลี้ย ซึ่งเป็นอาหารในลำไส้เล็กของวัวควายซึ่งผ่านการย่อยแล้วมีน้ำดี (ซึ่งเป็นน้ำย่อยอย่างหนึ่ง) คลุกเคล้าอยู่ทำให้มีรสขม บางทีเพลี้ยในลำไส้ไม่พอก็จะบีบเอาน้ำขมจากกระเพาะ (คนอีสานเรียกว่า “โพ่น” ) นอกจากนี้ขี้วัวขี้ควายไปใช้ทาลาน (ผืนดินที่ทำให้เรียบเพื่อการนวดข้าว) นำไปโบกหรือยาไม้ไผ่ทาสานขัดแตะทำเป็นฝาเรือน หรือภาชนะสำหรับใส่ผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆอีกโดยไม่มีความรังเกียจ

จากส่วนหนึ่งในผลงาน ควายกับฅน ของ เรืองศักดิ์ ละทัยนิล ที่ตั้งใจทำขึ้นด้วยความสำนึกในคุณค่า และแรงศรัทธาที่มีต่อ ควายไทย