beeman 吴联乐
นาย สมลักษณ์ (ลักษณวงศ์) วงศ์สมาโนดน์

พิษณุ แสงรัศมี <ตอนที่ ๓>


จากเด็กที่เรียนเก่ง กลายเป็นคนที่เกเร ไปเรียนที่ไหนก็ถูกเชิญออก มีจุดเปลี่ยนอย่างไรจึงได้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กร

       ต่อจาก <ตอนที่ ๒> ความเดิมจากตอนที่แล้ว สมัยนั้น ป.กศ.ต้นนี้เทียบเท่ากับ ม.ศ.๔-ม.ศ.๕ เรียนแค่ ๒ ปี จากนั้นก็เรียนต่อป.กศ.สูงอีก ๔ ปี ก็จะเทียบเท่าปริญญาตรี แต่ถ้าเรียนป.กศ.สูง เพียง ๒ ปี ก็จะได้อนุปริญญา(ตรี)

       พิษณุ ไปสอบเข้าเรียนต่อป.กศ.ต้น หรือประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นต้นที่วิทยาลัยครูจันทเกษมตามที่แม่ขอร้อง และคนหัวดีอย่างพิษณุมีหรือที่จะสอบไม่ได้

       พิษณุ เมื่อมาเรียนที่วค.จันทร์เกษม ก็ย้ายจากบ้านมาอยู่หอพัก แม่ส่งค่าเรียนให้ แต่พิษณุหาค่าใช้จ่ายส่วนตัวเอง เอาทุกอย่างเล่นการพนัน เป็นเจ้ามือไฮโล

      ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของพิษณุ คือ การตีปิงปอง โดยเฉพาะลูกตัดอันลือชื่อ (เพื่อนๆ ชั้นประถม ถ้าพูดถึงพิษณุ ต้องพูดถึงเรื่องปิงปอง) โดยวิชาปิงปองนี้ เขาก็ไปให้หากินได้ โดยท้าพนันกับเพื่อน เขาจะต่อให้คนอื่น 3 ลูก แต่มีข้อแม้ว่า เขาจะต้องเป็นคนเสริฟคนเดียว ฝ่ายตรงข้ามรับ ใครถึง 5 คะแนนก่อนชนะ ได้เงินพนัน ซึ่งส่วนมากพิษณุเป็นฝ่ายชนะ. ถ้าไม่ต่อให้ก็ไม่มีคนเล่นด้วย

     ที่สนามฟุตบอล นักฟุตบอลรุ่นพี่ที่วค.จันทเกษม ที่พิษณุรู้จัก เช่น ฉลุ เนียมลาภเนื่อง (พี่พูนลาภ เนียมลาภเนื่องเพื่อนของพิษณุตอนชั้นประถม ห่างกัน 2 ปี)  ปรีชา กิจบุญ, สมพร จรรยาวิสูตร, วศิน มาศพงษ์ เป็นต้น ต่อมานักฟุตบอลเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปอยู่สโมสรราชประชา และต่อมาก็ได้ขึ้นชั้นเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ

    ตอนเย็นๆ จะมีการแบ่งข้างเล่นกัน เพื่อให้สนุกสนานก็จะมีการพนันกันด้วย พิษณุก็จะเป็นคนถือเงินพนัน ทีมไหนชนะก็มาเอาเงินได้ เพราะเขาอยู่แถวสนามฟุตบอล และหอพัก ตามตัวง่าย

   พิษณุทำผิดระเบียบของวค.จันทเกษมทุกข้อ อย่างการแต่งตัวไปเรียน พิษณุจะมีเสื้อยืดสีขาวอยู่ 1 ตัว ที่เขาใส่ไปเรียน ตอนเย็นๆ ก็ซักตากไว้ พอแห้งก็เอาไว้ใต้ที่นอน เพื่อให้เรียน พอจะไปเรียนก็ใส่ไป เป็นคนเดียวที่ครูฝ่ายปกครองเอือมระอา เวลาเดินเข้าไปที่วค. ครูปกครองจะโบกมือให้ผ่านไป ไม่อยากไปยุ่งด้วย พิษณุขาดเรียนจนหมดสิทธิ์สอบ 

   แต่ถึงเวลาก็ยังให้โอกาสพิษณุมาสอบ ด้วยความที่หัวดี เมื่อกสอบก็ผ่าน ที่วค.จันทเกษม ให้เกรด เป็น ก.ข.ค.ง.จ. เกรด ก.หรือข. ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีได้.. สุดท้ายเมื่อสอบผ่านป.กศ.ต้น ทางวค.ก็เชิญพิษณุออก ไม่ให้เรียนต่อป.กศ.สูง

   เมื่อเรียนได้แค่วุฒิ ป.กศ.ต้น (เทียบเท่าม.ศ.๕) ในปี 2521 อายุประมาณ 18 ปี พิษณุก็มาทำงานหลายอย่าง เช่น ไปอยู่ร้านอาหารจิตโภชนา เป็นต้น

   เขาเคยสอบเข้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย สอบไ้ด้ที่ ๑ ของรุ่น ไปทำงานเป็นช่างที่มักกะสัน แต่ว่าเขาปรับตัวกับระบบการทำงานของคนที่นี่ไม่ได้ เขาก็ไปขอลาออก อันที่จริงหัวหน้าก็ไม่อยากให้ออก เพราะได้ที่ ๑ ของรุ่น แต่สุดท้ายก็ต้องยอมให้ออก

   พิษณุวนเวียนอยู่กับการทำงานร้านอาหาร และงานบริการอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการโรงแรม เขารู้จักคนมาก และเขาเห็นรุ่นพี่คนหนึ่งจบเพียง ป.๔ แต่ได้เป็นผู้จัดการโรงแรมใหญ่ เป็นเบอร์ ๑ ขององค์กร

   รุ่นพี่คนนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของพิษณุ เขาคิดว่าพี่คนนี้จบเพียง ป.๔ ยังทำได้ขนาดนี้ เขาจบถึง ม.ศ.๕ มีความรู้มากกว่า น่าจะทำได้เหมือนกัน คือ พิษณุอยากเป็นเบอร์ ๑ ขององค์กรเหมือนกัน

   พิษณุเอาชีวิตของรุ่นพี่คนนี้มาวิเคราะห์ และสรุปว่า รุ่นพี่คนนี้ประสบความสำเร็จเป็นเบอร์ ๑ ขององค์กรได้ด้วย ปัจจัย 4 ประการ (ถึงตอนนี้บีแมน นึกว่า มันไปเกี่ยวอะไรกับปัจจัย ๔ ที่ว่าด้วย อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม,ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค) ปัจจัยสี่ประการของคนที่จะประสบความสำเร็จที่พิษณุสรุปเอาเองประกอบด้วย

  1. คนเราต้องมีความขยัน
  2. คนเราต้องรู้จักคิดในสิ่งที่ดี
  3. คนเราต้องหมั่นขวนขวายหาความรู้ใส่ตัว
  4. คนเราต้องรู้จักปรับปรุงตนเอง

  หลังจากสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองแล้ว พิษณุก็กลับมาเข้าเรียนปริญญาตรี ในปีพ.ศ.๒๕๒๙ ตอนอายุ 27 ปี ไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช (มสธ.) เรียนทางด้านบริหารธุรกิจ เน้นการท่องเที่ยวและการโรงแรม เรียนอยู่ 4 ปี ก็ได้รับปริญญาตรี จบปี พ.ศ.๒๕๓๓ อายุตอนจบปริญญาตรี 31 ปี (บีแมนเรียนจบปริญญาโทแล้วมาทำงานพิษณุโลกในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2530 เงินเดือน 4,700 บาท)

   หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีเพียงอายุ 30 ต้นๆ (น่าจะประมาณ 35 ปี พิษณุไม่ไ้ด้บอกอายุ บอกเพียง 30 ต้น ๆ) เขาก็ประสบความสำเร็จก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ ๑ (ลูกจ้าง) ขององค์กร (ในความหมายคงเป็นประมาณผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม) เขาวนเวียนทำงานอยู่ที่พัทยา, แม่ฮ่องสอน และพิษณุโลก

   ประมาณปี 2535 บีแมนเป็นอาจารย์ เพิ่งเงินเดือน 6 พันกว่าบาท พิษณุน่าจะได้รายได้เป็นหลักหมื่นขึ้นไปแล้ว เส้นทางชีวิตแล้วแต่ว่าใครจะเลือกเดิน ระหว่างทางเดินนั้นมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และทางเดินก็มิได้ราบเรียบตลอด

   พิษณุมาทำงานที่พิษณุโลกครั้งแรกในปี 2541 และครั้งหลังสุดมาอยู่ที่โรงแรมลาพาโลมาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 นี้เอง....

   ปัจจุบัน (พ.ศ.2556) พิษณุ เปลี่ยนชื่อ เป็นวราเวทย์ ครองตัวเป็นโสต แต่มีลูกบุญธรรม 1 คน คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ อายุ 82 ปี สร้างบ้านอยู่ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา..บีแมนก็ขอบจบเรื่องเล่าของพิษณุไว้ในตอนที่ ๓ เพียงเท่านี้..

    เรื่องเล่าชีวิตของพิษณุนี้ ทำให้บีแมน นึกถึง บุคคล 4 จำพวก หรือบุคคล 4 เหล่า ซึ่งคนเราทุกคนย่อมตกอยู่ในข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่า 1 ข้อก็ได้ ซึ่งพอผมนำไปเล่าให้นิสิตฟัง แล้วนิสิตชอบมาก จดบันทึกเอาไว้เป็นแง่คิดของชีวิตดังนี้

บุคคล 4 เหล่า

 1.  มืดมา มืดไป     พวกที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น เกิดมาทำอาชีพขอทานเขากิน และก็มีชีวิตอยู่เช่นนั้นตลอดไป

  2. มืดมา สว่างไป  บางคนเกิดมาเป็นคนยากจน กำพร้าบิดามารดา ต้องไปอาศัยอยู่กับหลวงตา แต่ก็หาช่องทางไปศึกษาหาความรู้ บางคนได้ไปเป็นผู้พิพากษา ก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ในสังคม

  3. สว่างมา มืดไป  บางคนเกิดมาในกองเงินกองทอง พ่อแม่เป็นเศรษฐี ลูกตกอยู่ในความประมาท คบเพื่อนชั่ว รับมรดกของพ่อแม่แล้วก็ผลาญไปหมด ในวันที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ก็มีตัวอย่างให้เห็น

  4. สว่างมา สว่างไป บางคนเกิดมาในตระกูลที่รำรวยมีอันจะกิน เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน และได้ทุนของรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศ กลับมาทำงานรับใช้ประเทศได้เป็นปลัดกระทรวงก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่หลายคน

หมายเลขบันทึก: 539673เขียนเมื่อ 18 มิถุนายน 2013 12:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มิถุนายน 2013 14:35 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี