beeman 吴联乐
นาย สมลักษณ์ (ลักษณวงศ์) วงศ์สมาโนดน์

พิษณุ แสงรัศมี <ตอนที่ ๒>


จากเด็กที่เรียนเก่ง กลายเป็นคนที่เกเร ไปเรียนที่ไหนก็ถูกเชิญออก มีจุดเปลี่ยนอย่างไรจึงได้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กร

    ต่อจาก <ตอนที่ ๑>

    ตอนเรียนอยู่ ป.๒ ฎ.  เด็กชายบีแมนเรียนอยู่ฝั่งหญิง (สหศึกษา) จำได้ว่า ผมสอบไล่ได้ที่ ๕ ซึ่งนับว่าเก่งที่สุดในเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิงครองอันดับ ๑-๔ คนที่ไ้ด้ที่ ๑ และ ที่ ๒ ชื่อ ปาจรีย์ และอำนวย แต่จำนามสกุลไม่ได้แล้ว

    ป.๓ ย้ายมาอยู่ฝั่งชายล้วน อยู่ห้องสุดท้ายคือ ป.๓ จ. ผมก็เริ่มสอบได้ที่ ๑ (ไม่มีผู้หญิงซึ่งเรียนเก่งกว่าแล้ว), ผมค่อยๆ เลื่อนไปอยู่ห้องต้นๆ ไปอยู่ห้อง ป.๔ ค. ก็สอบได้ที่ ๑ อีก

    พอปีต่อมาเลื่อนไปอยู่ห้องป.๕ ข. ซึ่งมีเด็กเก่งเยอะ  จำได้ว่าพวกเด็กเก่ง มีประสาธน์ เฉียบแหลม, เจษฎา ใยสุ่น, และมนต์ชัย รัตนาวิบูลย์ และคิดว่าได้รู้จักพิษณุแล้ว แต่เมื่อพิษณุยืนยันว่าอยู่ห้อง ก. มาโดยตลอด ผมก็คงได้พบกับพิษณุตอนป.๖  แม้ว่ามาพบเด็กเก่ง ตอนป.๕ สอบไล่ ผมก็ยังได้ที่ ๑ อยู่อีก (ตอนสอบกลางเทอมอาจจะไม่ได้ที่ ๑ แต่ก็ไม่เกินที่ ๒)

    บีแมนขึ้นป.๖ มาอยู่ป.๖ ก. อยู่ห้องเดียวกับพิษณุ มีเด็กเก่งเพิ่มขึ้นอีก ๒-๓ คน อย่างซ้ง แซ่ลิ้ม กับศุภกิจ วิริยะไพบูลย์ และพิษณุ แสงรัศมี..ผมกดดันเล็กน้อย แต่สุดท้ายผมก็สอบได้ที่ ๑ ทั้งสองเทอม ผมจำได้ว่าครูสมชาย บุญปลอดประกาศผลปลายปี บอกว่า "ที่ ๑ ตลอดกาลได้แก่ เด็กชายสมลักษณ์ "

    ตอนครูประกาศผลสอบและแจกสมุดพก ผมก็ไม่ได้ขอเพื่อนดูว่าใครได้ที่เท่าไร แต่พิษณุเล่าแย้งตอนนี้ว่า ที่ ๑ มีแผนกภาษาไทย และภาษาอังกฤษ พิษณุบอกว่า เขาได้ที่ ๑ ภาษาอังกฤษ และเดี๋ยวนี้เขาก็ยังภาคภูิมิใจที่เขาเก่งภาษาอังกฤษ

    เพิ่มเติม ถัดมาอีก ๑ ปี เข้าใจว่าบีแมนเรียนจบ ป.๗ แล้ว ได้ข่าวว่า ครูสมชาย บุญปลอด ซึ่งเป็นครูประจำชั้นป.๖ และเป็นครูสอนภาษาอังกฤษด้วย ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง..

   ขึ้นป. ๗  ผมยังอยู่ห้องก. กับพิษณุ และเพื่อนคนอื่น ๆ (จากห้องป.๖ ก.) ในปีนี้ ผมก็ยังสอบได้ที่ ๑ อีกเหมือนเดิม แต่พิษณุ เล่าว่า ที่ป.๖ และ ป.๗ เขาไม่ได้ที่ ๑ เพราะเขาเริ่มเกเร ไม่ค่อยรักเรียนเหมือนแต่ก่อน ซึ่งความจริงเริ่มเกเรมาตั้งแต่ป.๕ แล้ว. ที่เป็นเช่นนี้เพราะปัญหาครอบครัวทางบ้าน.. ตอนนั้นพ่อแม่ของพิษณุแยกทางกันแล้ว พิษณุอยู่กับแม่ มีพี่สาว ๑ คน และน้องชายอีก ๑ คน (เรื่องนี้ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้รับทราบ เพิ่งมารับทราบหลังจากนั้นอีก 41 ปีต่อมา)

   ความจริงพิษณุบอกว่า เขามีปัญหามีตั้งแต่แรกๆ แล้ว พอจำความได้ตอน 4 ขวบ เขายังไม่เข้าเรียน เขาเริ่มคิดเป็นแล้ว พ่อของเขามีอาชีพขับแท๊กซี่ ได้ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่สามเสนใน ติดต่อกับซอยแม่เนี้ยว ซึ่งตอนนั้นยังเป็นท้องนาอยู่

   มีญาติผู้ใหญ่ของพิษณุหลายๆ คน หนึ่งในนั้นเป็นลุงของเขาซึ่งเป็นตำรวจดับเพลิง หน้าตลาดห้วยขวาง บอกว่า พิษณุเป็นเด็กไม่สมประกอบ เป็นเพราะไม่พูด.... ที่พิษณุไม่ค่อยพูดเพราะเริ่มคิดเป็นแล้ว.. เห็นว่าทางบ้านอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี พ่อแม่ทะเลาะกัน (แม่กับยายเล่าว่า สมัยก่อนยายนั้นมีเชื้อเจ้าย้ายออกมาจากวัง..)

   ตัวอย่างที่ทำให้เด็กชายพิษณุ ไม่ค่อยพูด เช่น แม่ถามว่าหิวหรือเปล่า พิษณุจะไม่เคยตอบว่าหิว แต่จะตอบว่าเฉยๆ หรือแม่ถามว่า อยากได้ของเล่นหรืออยากได้ของอื่นๆ ไหม...เด็กชายพิษณุจะไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น เพราะทราบดีว่า ครอบครัวฐานะไม่ดี.. ถึงตอบว่าอยากได้ หรือ หิว ก็จะไม่ได้ของหรือได้กินตามที่อยาก-เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่พูดดีกว่า

   เมื่อเข้าเรียนแล้ว ตั้งแต่ป.๑ ถึง ป.๔ พิษณุก็สอบได้ที่ ๑ แสดงว่า ที่ญาติผู้ใหญ่บอกว่าเขาไม่สมประกอบนั้น ไม่เป็นความจริง เขาแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นเด็กที่มีความจำเป็นเลิศ เพราะจำได้ว่าไม่เคยอ่านหนังสือ แต่ก็สอบได้ที่ ๑

   ความจริง จะบอกว่าไม่เคยอ่านหนังสือก็คงไม่ถูกนัก หนังสือเรียนก็คงอ่านบ้าง แต่อ่านเฉพาะที่โรงเรียน และเนื่องจากความจำดี ก็เลยจำเรื่องราวที่ครูสอนได้เป็นส่วนใหญ่

   ตอนบีแมนเรียนชั้นประถม ตอนเช้าเดินมาโรงเรียน พอเลิกเรียนก็เดินกลับบ้านทุกวัน บ้านบีแมนอยู่ซ.กรุณา ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร... ตั้งแต่เรียนป.๓ โรงเรียนเลิกบ่าย ๓ โมง บีแมนจะอยู่ที่โรงเรียนทำการบ้านอ่านหนังสือ ประมาณ ๑ ชั่วโมง และนำไปส่งครูประจำชั้นที่ห้อง เพราะครูจะต้องกลับบ้านตามเวลาเลิกงานในตอนเย็น

    พอ ๔ โมงเย็น แดดร่มลมตก (สมัยก่อนอากาศไม่ร้อนเท่าทุกวันนี้) บีแมนก็เดินกลับบ้าน พอถึงบ้านวางกระเป๋าสวัสดีแม่ แล้วก็ไปเล่นหนังยางหรือลูกหินกับเพื่อน จะกลับบ้านเมื่อแม่ไปเรียกกินข้าวตอนเย็น ก่อน ๖ โมง..พี่ๆ ที่บ้าน (บีแมนเป็นคนสุดท้อง) จะไม่ีเคยมีใครเห็นบีแมนเปิดกระเป๋าหยิบหนังสือมาอ่านเลย..

    พอใกล้ๆ สอบ พี่จะบังคับให้บีแมนอ่านหนังสือ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ.. จนวันที่นำสมุดพก (สมุดประจำตัวนักเรียน) มาให้ดู พอเห็นว่าได้ที่ ๑ ก็ไม่ได้ว่าอะไร (แต่ถ้าสอบได้อันดับน้อยกว่านั้นคงต้องถูกไม่เรียวแน่ๆ)  นี่แสดงถึงการเป็นเด็กที่มีความจำดี (การเรียนสมัยก่อนเน้นที่ความจำ ไม่เน้นความคิด.)

   เผลอออกนอกเรื่องไปหน่อย แต่ก็เสริมเรื่องเล่าของพิษณุ...กลับมาเล่าเรื่องของพิษณุต่อที่ว่า เขาเริ่มเกเรตั้งแต่ชั้นป.๕ เป็นต้นมา เพราะเริ่มมีความคิดเป็นของตนเองแล้ว ความคิดเริ่มเขว จากปัญหาของครอบครัว..แต่ตอนนั้นบีแมนยังเป็นเด็กอยู่ ไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติอันนี้..

   เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ แล้ว เพื่อนหลายคนไปสอบเรียนต่อที่อื่น มีบางคนที่เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนพร้อมพรรณ..พิษณุนั้นอยากไปสอบเข้าที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แต่แม่กลัวว่าเขาจะสอบไม่ได้ (เขาว่าถ้าเขาไปสอบต้องได้แน่ๆ) จึงชวนไปสอบที่โรงเรียนโยธินบูรณะ สี่แยกเกียกกาย (ผมคิดอยู่นานว่าจะเอ่ยชื่อโรงเรียนดีไหม ทีแรกกลัวโรงเรียนจะเสียชื่อ แต่ใคร่ครวญดูแล้ว เห็นว่าโรงเรียนไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะในโรงเรียนทุกโรงเรียนย่อมมีทั้งเด็กเรียน และเด็กเกเร ปนอยู่ด้วยกัน) เนื่องจากคุณแม่รู้จักคุณครูที่โรงเรียนนี้

    พิษณุสอบได้อยู่ห้อง ม.ศ.๑ ก. (ห้องเดียวกับนพ.ประเสริฐ เจียประเสริฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาลพิษณุเวช โรงพยาบาลเอกชนของหมอสุเทพ ในเมืองพิษณุโลก)

    ช่วงม.ศ.๑ - ม.ศ.๓ นี้ เป็นช่วงเข้าชีวิตวัยรุ่น ซึ่งเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต พิษณุคบเพื่อนที่เกเร และทำทุกเรื่องที่เด็กเกเรสมัยนั้นพึงกระทำ ทั้งทะเลาะวิวาท ยกพวกตีกัน... บีแมนซึ่งช่วงวัยรุ่นไม่ได้สร้างวีรกรรมอันใด เนื่องจากเป็นเด็กเรียน ฟังเรื่องราวที่พิษณุเล่าแล้ว จึงเข้าใจชีวิตของเด็กเกเรพวกหนึ่งว่าเกิดจากปัญหาครอบครัวที่แตกแยก..

    ตอนเรียนอยู่ม.ศ.๓ พิษณุถูกพักการเรียน เพราะดันไปทำระเบิดขวด..แต่ทางโรงเรียนก็ยังผ่อนผันให้ไปสอบไล่ได้.ผลออกมาคือพิษณุสอบไล่ผ่าน แต่ทางโรงเรียนไม่ให้สิทธิ์เรียนต่อชั้นมัธยมปลาย

    ช่วงปิดเทอมม.ศ.๓ พิษณุ เกเรสุดๆ มีหน่วยงานบางหน่วย จ้างให้ทำระเบิดขวด มีสูตรมาให้เสร็จ ถ้าดังจะได้ 300 บาท แต่ถ้ามีคนเจ็บด้วยจะได้ค่าจ้าง 500 บาท ถึงเวลาจะมีคนมารับ..นอกจากนั้นก็จ้างให้ไปตีพวกนักศึกษาที่ชุมนุมกันเิกิน 5 คน (ช่วงนั้นเป็นปี 2518 ต่อปี 2519)

   หลังจากนั้นมีคนมาชวนไปเรียนที่ กสด.(ก่อช่างดุสิต) ซึ่งสมัยนั้นเป็นโรงเรียนช่างกลที่ดังมาก ขอให้ไปสอบอย่างเดียว ที่เหลือจะจัดการให้หมด..แต่แม่ที่เป็นห่วงว่าพิษณุจะเกเรมากกว่านี้จนเสียอนาคต จึงไม่ให้ไปเรียน และขอร้องให้ไปสอบเข้าปกศ.ต้น ที่วิทยาลัยครูจันทร์เกษม..

   สมัยนั้น ป.กศ.ต้นนี้เทียบเท่ากับ ม.ศ.๔-ม.ศ.๕ เรียนแค่ ๒ ปี จากนั้นก็เรียนต่อป.กศ.สูงอีก 4 ปี ก็จะเทียบเท่าปริญญาตรี แต่ถ้าเรียนป.กศ.สูง เพียง ๒ ปี ก็จะได้อนุปริญญา(ตรี)....

   เรื่องราวของพิษณุจะเป็นอย่างไรต่อไป เชิญอ่านต่อได้ใน ตอนที่ ๓ ครับ

หมายเลขบันทึก: 539207เขียนเมื่อ 13 มิถุนายน 2013 19:03 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 กรกฎาคม 2013 20:42 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี