ภาพรถไฟฟ้ากำลังวิ่งผ่าน ถ่ายจากตึกภปร.ขณะที่ฝนตกหนัก...

   วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้หยุดงานเพื่อไปเจาะเลือดตามที่หมอนัดไว้ เพื่อดูเม็ดเลือดขาวที่ต่ำกว่าปกติ โดยมีผลจากการใช้ยา เพรคอินตรอน ที่ฉีดติดต่อกันมาเป็นเข็มที่ 42 แล้ว 

    หมอบอกยาทำให้เม็ดเลือดซีดลง แต่ก็ยังไม่ต่ำมากจนถึงต้องลดการใช้ยา ซึ่งหากลดยาลง ก็มีผลต่อการรักษาซึ่งใกล้จะครบปีแล้ว 

    ด้วยการที่เจาะเลือดอย่างเดียว โดยไม่ต้องพบหมอ ทำให้ผู้เขียนคิดที่จะขับรถไป รพ. แทนการนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้าอย่างเคย และรู้สึกสบายใจที่ภรรยามาเป็นเพื่อนด้วย

    ยังไม่ทันจะถึงด่านเก็บเงินรถก็ติดกันเป็นแพยาวเหยียดแล้ว และนับแต่นั้นผู้เขียนก็เริ่มลืมตัว พยายามย้อนกลับไปหาเหตุผลว่ามีอะไรดลใจให้ขับรถมาวันนี้ "หากนั่งรถไฟฟ้าป่านนี้ถึงไหนแล้ว" ผู้เขียนเริ่มบ่น  

     พอถึง รพ. หลังใช้เวลาอยู่บ่นทางด่วนที่ไม่ด่วนนั้นเกือบสองชั่วโมง จอดรถให้คุณแม่บ้านลงไปหยิบใบคิวก่อน แล้วขับวนอยู่สองรอบก็ยังหาที่จอดไม่เจอ กะจะขับออกเพื่อไปจอดด้านหน้าสวนลุมฯ ก็ออกไม่ได้เพราะแม่บ้านหยิบบัตรลงไปด้วย เลยต้องวนอีกรอบเพื่อจะได้เจอแม่บ้านและนำบัตรจอดรถออกจากรพ. ถึงตอนนั้นสติของผู้เขียนใกล้จะแตกแล้ว บ่นอยู่คนเดียวที่คิดผิดที่ขับรถมา 

   แม่บ้านคงได้บัตรคิวแล้วมายืนดักรออยู่ด้านหน้าตึก ผู้เขียนกวักมือเรียก

 "เอาบัตรไปด้วยทำไม ออกก็ออกไม่ได้" ผู้เขียนพูดโดยไม่ทันยั้งคิด 

 "ก็ไม่รู้ เผลอหยิบออกมาด้วย ใครจะไปรู้ว่าจะออก" แม่บ้านพยายามอธิบาย 

 "แล้วจะไปจอดไหนล่ะ" แม่บ้านถาม ผู้เขียนไม่ตอบ พยายามข่มอารมณ์ไว้ ขณะแม่บ้านขึ้นมานั่งข้าง

    ผู้เขียนกำลังขับออกประตูหน้า ก็มีรถคันหนึ่งถอยมาขวาง นั่นยิ่งทำให้อารมณ์ร้อนขึ้นมาอีก "เอ้า เชิญไปกันให้หมด " ผู้เขียนบ่น ขณะขับรถออกจาก รพ. มุ่งหน้าเพื่อจะไปจอดหน้าสวนลุมฯ

 "ใจเย็นๆสิ ค่อยๆคิด" แม่บ้านเตือนด้วยเสียงห้วนๆ และนั่นทำให้สติผู้เขียนเริ่มกลับคืนมา

 ................ 

    หลังจากจอดรถเสร็จแล้วก็เดินกลับมา ลืมใบนัดเจาะเลือด ทำไง แม่บ้านถาม ไม่ตอบ 

 เดินขึ้นชั้น3 หาคุณปู ใจคิด 

 เป็นบุญจริงเจอคุณปูจริงๆ ทำงานอยู่คนเดียวในห้องนั้น 

 บอกเรื่องราวที่มาวันนี้ คุณปูส่ายหัว แต่แววตายังใจดี 

 คุณปูเขียนใบนัดเจาะเลือดให้ใหม่ พร้อมเจาะเลือดให้เสร็จสรรพ 

................. 

 มารอคูปองข้างล่าง เรียกถึงคิว ห้าร้อยกว่า ได้คิว เจ็ดร้อยกว่า 

 ระหว่างนั้นฝนตกหนักมาก

 แม่บ้านเดินไปซื้อขนมปังพร้อมน้ำมาให้ 

 ขอบคุณที่เธอมาเป็นเพื่อน 

 อภัยให้ด้วยนะที่รัก อารมณ์หงุดหงิดโง่ๆที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้

 .................. 

    หลังเสร็จธุระส่งเลือดแล้ว ฝนยังตกหนักอยู่ 

 ไปกินข้าวกลางวันในเวลาบ่ายกว่าๆที่ชั้น11

 เดินตากฝนที่เริ่มจะหยุดบ้างแต่ก็ยังปรอยๆอยู่ 

 ปล่อยให้โดนฝนบ้าง 

 " อย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ " บทเพลงเก่าๆคอยย้ำเตือน

 แม่บ้านเดินตามมาข้างหลังเอากระเป๋าวางไว้บนหัว

 ............... 

 ขอบคุณสายฝนที่โปรยปรายลงมา 

ลูบไล้ให้ใจเย็นลงตามเม็ดฝนอันบริสุทธ์นั้น 

 ขอบคุณคุณแม่บ้านข้างกาย 

ที่ให้กำลังใจ 

ให้คำเตือน ด้วยความอดทน ต่ออารมณ์อันไม่พึงประสงค์นั้น 

 ขอบคุณบุญอันน้อยนิดที่เหลือพอจะให้ยั้งคิดกับอารฒณ์รอบๆกาย 

 ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน 

รอบกาย ในโลกใบนี้ที่เตือนผู้เขียนให้มองเห็นความทุกข์ และเข้าใจในความทุกข์

พร้อมจะอภัยในความทุกข์นั้น โดยไม่หวังจะได้ความสุข

 ............. 

 ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้ 

 ในค่ำคืนที่ฝนยังคงโปรยปราย

 16 มิถุนายน 2556 

 พ.แจ่มจำรัส