ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับองค์ประกอบอื่นๆ

     การกระจัดกระจายเป็นอนุภาคแห่งอำนาจ อำนาจมีลักษณะของการกระจายตัวเป็นอนุภาคเล็ก ๆ แผ่ขยายครอบคลุมในทุกพื้นที่และทุกความสัมพันธ์ของสังคม อำนาจเป็นเสมือนเส้นใยที่ถักทอเป็นผ้าผืนใหญ่ของสังคม จึงมีทั้งการประสานและการตัดกันของเส้นใยอำนาจ มนุษย์ในสังคมจึงไม่สามารถเห็นได้ว่าอำนาจอยู่ตรงไหน แม้จะทราบดีว่าอำนาจเป็นสิ่งที่มีอยู่ หากอำนาจสามารถปกปิดซ่อนเร้นกลไกของตนเองไว้ได้มากเพียงใดก็จะยิ่งส่งผลให้อำนาจมีความสำเร็จมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น ฉะนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจจึงควรกระทำให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับลักษณะของอำนาจ นั่นคือ จะต้องหลีกเลี่ยงการให้ความสำคัญเฉพาะกับอำนาจที่มีรูปแบบที่ชัดเจนเป็นทางการอันเป็นอำนาจที่เกิดจากสถาบันในสังคม แต่ควรจะต้องมุ่งเน้นในการให้ความสำคัญกับอำนาจที่กระจัดกระจายอยู่ในสังคม ซึ่งอำนาจเหล่านี้จะมีปฏิบัติการแห่งอำนาจที่เลื่อนไหล แตกต่าง และเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละปรากฏการณ์ จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นปฏิบัติการที่ปราศจากรูปแบบที่แน่นอนชัดเจน

     อำนาจมาจากและมีอยู่ในทุกหนแห่ง อำนาจไม่ใช่สิ่งของหรือสินค้าที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดจะสามารถครอบครอง หยิบฉวย และใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าไปครอบงำหรือควบคุมบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของตนเองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในลักษณะของการผูกขาดอำนาจ เพื่อจะทำให้ตนหรือกลุ่มของตนเป็นผู้ได้รับการจัดสรรผลประโยชน์และเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องตกเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ในฐานะที่ถูกอำนาจเข้ากระทำ แต่อำนาจจะแสดงตัวออกมาในรูปของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากภายใน เช่น ความรู้ เศรษฐกิจ และเรื่องเพศ อำนาจจึงมีอยู่ทุกหนแห่ง แต่การแทรกซึมและดำรงอยู่ในทุกหนแห่งของอำนาจไม่ใช่เป็นเพราะว่ามันครอบคลุมทุกสิ่ง แต่เป็นเพราะอำนาจมาจากทุกหนทุกแห่งจนเกินกว่าที่จะระบุตำแหน่งแห่งที่เฉพาะของอำนาจได้ นั่นคือ อำนาจมิได้ “เกิดจาก” หรือ “เป็นของ” สถาบันหรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม อีกทั้งไม่ได้กระจุกรวมอยู่ที่ใดที่หนึ่งแต่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ในสังคม อำนาจจึงมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละจุดของพื้นที่ที่มีอำนาจแสดงปฏิบัติการอยู่  

     การวิเคราะห์อำนาจที่ปฏิบัติการแห่งอำนาจ เมื่อวาทกรรมมีลักษณะเป็น “พหุลักษณ์” มีความแตกต่างหลากหลายไปในแต่ละพื้นที่ความสัมพันธ์ในสังคม การกวาดรวมหรือลดทอนความจริงทั้งหมดให้มาอยู่ภายใต้ระบบการวิเคราะห์และอธิบายที่มีลักษณะทั่วไปเป็นสากลจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้การศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจขาดความครอบคลุมและไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้นการวิเคราะห์วาทกรรมที่อยู่ในระดับที่แตกต่างกันจึงต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกัน อีกทั้งจะก่อให้เกิดปัญหาในการหาคำตอบ หากการศึกษานั้นตั้งอยู่บนคำถามที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการตัดสินใจในการใช้อำนาจ เพราะท้ายที่สุดแล้วการศึกษานั้นจะนำไปสู่ปัญหาการไม่สามารถสลัดให้หลุดพ้นไปจากการเพียรค้นหาคำตอบว่าใครเป็นผู้มีอำนาจและผู้มีอำนาจนั้นมีจุดประสงค์ในการใช้อำนาจนั้นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า แม้จะสามารถหาคำตอบต่อคำถามเหล่านั้นได้แต่ก็จะเป็นคำตอบที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความถูกต้อง อย่างแท้จริง เพราะเนื้อแท้แห่งอำนาจไม่ได้เป็นเอกสิทธิ์ของใครและ/หรือถูกยึดครองและจำหน่ายจ่ายแจกปฏิบัติการโดยบุคคลหรือสถาบันใดได้แต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้น การที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจถึงอำนาจได้จึงควรเป็นการศึกษาที่ปฏิบัติการแห่งอำนาจ มากกว่าที่จะให้ความสนใจในประเด็นอื่นที่กล่าวมาในตอนต้น

     วิเคราะห์ปฏิบัติการแห่งอำนาจที่ปลายสุดของอำนาจ เป็นประเด็นต่อเนื่องจากลักษณะของอำนาจที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือ การปฏิเสธการให้ความสำคัญกับศูนย์กลางแห่งอำนาจ เพราะเมื่ออำนาจมีลักษณะของการกระจัดกระจาย มิได้ถูกผูกขาดไว้กับสถาบันใดหรือกลุ่ม บุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่ทว่ามีการเลื่อนไหล แปรเปลี่ยน และถ่ายเทได้  ทำให้การอธิบายปรากฏการณ์ทางอำนาจโดยใช้ทฤษฎีมหภาค (Metanarrative) ที่มุ่งอธิบายปรากฏการณ์แบบองค์รวม (totality) ครอบคลุมทุกสิ่ง (totalizing) จึงเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่เป็นไปไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดการละทิ้งข้อเท็จจริงที่สำคัญในบางส่วนไป (marginalization) ปัญหาที่แฝงฝังอยู่ในวิธีการศึกษาประกอบกับความจริง (reality) ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานความคิดแบบเดิมทำให้สิ่งที่ได้จากทฤษฎีมหภาคไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์การศึกษาอำนาจจึงเป็นไปได้เพียงการอธิบายที่ครอบคลุมเฉพาะที่ (local) และในระดับภูมิภาค (region) เท่านั้น โดยมุ่งเน้นไปที่ปลายสุดของเส้นทางอำนาจ ซึ่งแม้จะ “ดูเหมือน” เป็นเพียงปลายทางของปฏิบัติการแห่งอำนาจที่ไม่น่าจะทำให้สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ แต่สิ่งที่ “ดูเหมือน” กลับตรงข้ามกับความเป็นจริง เพราะ ณจุดท้ายสุดของเส้นทางอำนาจกลับแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และปฏิบัติการแห่งอำนาจในระดับรากเหง้าของมนุษย์ที่เป็นกลไกในระดับจุลภาคของอำนาจ (themicro-mechanisms of power) ได้เป็นอย่างดี การศึกษาอำนาจที่ปลายสุดของเส้นทาง        อำนาจนี้นำไปสู่การให้ความสนใจกับร่างกายและอำนาจที่กระทำต่อร่างกายของมนุษย์ (bio-power)  ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว บนเรือนร่าง หรือว่าด้วยเรื่องเพศ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความสำคัญยิ่งในการศึกษาและทำความเข้าใจถึงกลไกของปฏิบัติการแห่งอำนาจ

     ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับความรู้ เมื่ออำนาจถูกใช้ผ่านในระดับกลไกแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อการสถาปนาอำนาจและการยึดครองพื้นที่ของอำนาจก็คือ การสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเพื่อรองรับกับอำนาจนั้น ๆ นั่นหมายความว่า ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นจากอำนาจเป็นความรู้ที่เกิดมาเพื่ออำนาจ และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจในชุดเดียวกัน ในขณะเดียวกัน ความรู้นั้นก็จะเข้าไปให้การรับรองความถูกต้องของชุดอำนาจที่ผลิตมันขึ้นมา อำนาจกับความรู้จึงเป็นเสมือนเหรียญสองหน้าที่ขาดหรือแยกจากกันไม่ได้ ทั้งสองส่วนล้วนแสดงตนในบทบาทของการสร้าง การส่งเสริมและการสนับสนุนซึ่งกันและกันในกรณีที่เป็นอำนาจและความรู้ในชุดเดียวกัน  แต่ถ้าเป็นความรู้และอำนาจในชุดที่แตกต่างตรงข้ามกัน ความรู้นั้นก็จะมีปฏิบัติการในลักษณะที่ตรงกันข้ามเพื่อเบียดไล่ ปิดทับ และเข้าแย่งยึดพื้นที่ของอำนาจ ความรู้จึงมิได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้ค้นพบความจริงอันดำรงอยู่ตามธรรมชาติ แต่ความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสร้างชุดตรรกะและ ความคิดของมนุษย์ในแต่ละยุค จากความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจ ทำให้เห็นได้ว่าอำนาจมิได้มีแต่บทบาทที่แสดงถึงปฏิบัติการที่เป็นด้านลบ (negative) เช่น การกดขี่ ปราบปราม หรือทำลายแต่เพียงอย่างเดียว แต่อำนาจยังมีอีกด้านที่แสดง ปฏิบัติการด้านบวก (positive) อีกด้วย ดังนั้นเราจึงไม่สามารถศึกษาอำนาจได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์จากเพียงเฉพาะในรูปแบบของการกดขี่ หรือการลดทอนอำนาจให้เป็นเพียงผลิตผลจากโครงสร้างทางกฎหมายและสังคม เพราะอำนาจมีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ การศึกษาอำนาจจึงต้องกระทำผ่านวาทกรรมที่ว่าด้วยความสัมพันธ์เหล่านั้น 

หนังสืออ้างอิง
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. วาทกรรมการพัฒนา:อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น. สำนักพิมพ์วิภาษา:กรุงเทพฯ

กฤษณ์  จันทร์ทับ.บทความวิเคราะห์ มิเเช็ล ฟูโกต์ :ร่างกายใต้บงการปฐมบทแห่งอำนาจในวิถีสมัยใหม่. http://www.artsedcenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539325313&Ntype=9  เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

WeerapongWorrawat. บทที่ 2 วาทกรรมกับการวิเคราะห์วาทกรรม.http://worrawat.exteen.com/20071128/2-discourse-and-discourse-analysis เข้าถึงเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Sila Phu-Chala. “วาทกรรม” คำนิยมร่วมสมัยของ Foucault.http://www.gotoknow.org/posts/469291  เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ถิรนัย อาป้อง. อำนาจ: ว่าด้วยมโนทัศน์ทางแนวคิดทฤษฎี.http://chornorpor.blogspot.com/2011/09/blog-post_22.htmlเข้าถึงเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร. มิเชล ฟูโกต์: วาทกรรม อำนาจ ความรู้.http://www.ajarnjak.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=67616&Ntype=4เข้าถึงเมื่อวันที่ 5มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไม่มีชื่อผู้เขียน.ทางบ้านไม่สอน "จรรยาบรรณ" TGT+ เสี่ยตาเรียกเรตติ้งฆ่า “เอมเมอรัล” ทั้งเป็นบนเวที

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9560000068959  เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไม่มีชื่อผู้เขียนสับเละ! กรณี 'สิทธัตถะ เอมเมอรัล'จริยธรรมรายการโชว์..อยู่ไหน?

http://www.mgronline.com/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000066730