บทเรียนจาก Enron ฤาจะลืมเลือนหลังผ่านมา 10 ปี

อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

s [email protected]

วิกฤติการณ์ของ Enron เกิดขึ้นเมื่อปี 2002 หรือถอยหลังไป10 ปี หลายคนอาจจะยังจำชื่อของ Enron ได้ แต่หลายคนลืมประเด็นที่ทำ Enron สู่หายนะ และบทเรียนที่ควรเรียนรู้และจดจำ

ประเด็นที่ควรจะย้ำเตือนเพี่อให้ตำนานของ Enron ยังคงเป็นครูที่ใช้ในการเรียนรู้ของกิจการในรุ่นหลังๆ ต่อไป มีหลายประการด้วยกัน ได้แก่ 


 


 
 


 
 


 
 


 
 


 
 

ประการที่   1


 

ประเด็นการล่มสลายของ   Enron   เป็นตำนานที่ทำลายสถิติและประวัติศาสตร์การล่มสลายของกิจการในสหรัฐ   นับจากการล่มสลายของกิจการธนาคารในช่วงทศวรรษ 1980

เหตุการณ์ที่   Enron   กระทำการจนถึงวันที่ล่มสลาย ทำให้ทั่วโลกเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปมาตรฐานการบัญชีและแนวทางการกำกับดูแลที่ดี   ของบรรดากิจการต่างๆ ในสหรัฐ ควบคู่กับประเด็นด้านจริยธรรมทางธุรกิจ   วัฒนธรรมการดำเนินกิจกรรมที่ดี

ประการที่ 2


 

สาเหตุที่นำไปสู่การล่มสลายของ   Enron มีหลายประการ ซึ่งสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่

(1)  ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์   ของผู้สอบบัญชีและยังทำหน้าที่ที่ปรึกษา ราย Arthur  Andersen ทำให้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้สอบบัญชีได้อย่างเป็นอิสระ   และไม่กล้าตรวจสอบผลการดำเนินงานของ Enron ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ

(2)   ความหย่อนยานและละเลย   การกำกับดูแลและสอดส่องในภาพรวมอย่างครบถ้วนของคณะกรรมการของ Enron โดยเฉพาะรายการนอกงบการเงิน ที่ผู้บริหารของ Enron ได้สร้างเป็นภาระ ผูกพันกิจการต่างๆ เป็นจำนวนมากนับร้อย นับพันราย

(3)   การเจตนาปกปิดข้อมูลสถานะทางการเงิน   และสภาพความเสี่ยงจริงของกิจการ ที่ผู้บริหารของ Enron รับรู้   และสร้างรายการในทางบัญชีโดยไม่ได้มีธุรกรรมที่แท้จริงและไม่ใช่ธุรกรรมที่เรียกว่า   True Sale หรือการซื้อขายด้วยราคายุติธรรม

(4)  การสร้างวัฒนธรรม ปรัชญาธุรกิจ   แลละค่านิยมของกิจการที่ผิดๆ โดยเชื่อว่า Enron สามารถดำเนินงานและพัฒนาธุรกิจทุกอย่างได้ดีเลิศ   ไม่มีวันจะบกพร่องและยอมรับข้อบกพร่อง สถานการณ์ดำเนินงานที่ลดลงไม่ได้   ต้องเติบโตไปข้างหน้าและดีขึ้นเพียงอย่างเดียว 

แนวคิดแบบนี้   ทำให้ผู้บริหารต้องพยายามฝืนความจริงด้วยการทำให้เกิดความเข้าใจว่าสถานะและผลดำเนินงานทางธุรกิจของ   Enron   ยังคงดีอยู่เสมอ เพื่อให้ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของกิจการยังคงอยู่  

ขณะเดียวกัน   ผู้บริหารเองก็ต้องการให้ตนได้รับการยอมรับทั่วทั้งสหรัฐว่า   เป็นผู้บริหารที่ได้รับผลตอบแทนจากการบริหารดีที่สุดในประเทศด้วย

เมื่อสภาพการดำเนินงานจริงเริ่มแย่ลง  และปริมาณการค้าไม่สร้างผลตอบแทนตามที่มีการคาดหมาย   จึงต้องมีการปกปิดข้อมูลนี้ด้วยการสร้างรายการทางบัญชีที่บิดเบือนและเป็นเท็จ

ประการที่ 3


 

คณะกรรมการบริษัท   Enron   ไม่ได้แสดงความตั้งใจ   หรือแม้แต่ความพยายามที่จะปกป้องผลประโยชน์ของทั้ง (ก) บุคลากรในองค์กร และ (ข)   นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยกำหนดบทบาทของตนเองว่าเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางคน

(1)  ไม่สนใจผู้ถือหุ้นที่เป็นพนักงานที่ได้ใช้สิทธิซื้อหุ้น

(2)  ไม่สนใจนักลงทุนรายย่อยในตลาด

(3)  ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวแทนผู้ถือหุ้นที่ดี   ที่จะรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างที่ควร

นอกจากนั้น   ผู้บริหารระดับสูงได้ทำการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางธุรกิจของ Enron จนทำให้ Enron เปลี่ยนโฉมหน้าเป็นกิจการที่มีนวัตกรรมและมีความสามารถในการทำกำไรทางบัญชีสูงแบบก้าวกระโดด   ราคาหุ้นของ Enron ในตลาดก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สภาวการณ์ดังกล่าวทำให้คณะกรรมการบริษัทและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีประเด็นคำถามที่จะซักถามผู้บริหารของ   Enron   หรือคอยจับผิดผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมของทีมบริหาร

คณะกรรมบริษัทได้ละเลยประเด็นมากมายที่น่าสงสัยโดยเฉพาะรายการที่อยู่นอกงบการเงิน

แม้แต่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เอง   ยังมีเพียงไม่กี่แห่งที่แนะนำให้ลูกค้าของตนออกให้ห่างจากการเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นของ   Enron

ประการที่ 4


 

การกำกับดูแลกิจการที่ดีที่ควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงในกรณีที่เกิดพฤติกรรมของผู้บริหารอย่าง   Enron   คือ คณะกรรมการบริษัทควรจะสอดส่องภาพในองค์รวม เพื่อให้เห็นและเข้าใจใน

(1)  พฤติกรรมทุกเรื่องของผู้บริหาร

(2)  วิธีการ ในการพัฒนาธุรกิจ   และแสวงหารายได้ของกิจการ

นอกจากนั้น   บุคลากรคือตัวขับเคลื่อนมูลค่า(Value) ของกิจการในระยะยาว   จึงเป็นไปได้ยากที่กิจการจะมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี หากไม่สนใจบุคลากรในองค์กรอย่างเพียงพอไม่ให้ความสำคัญของพันธมิตร   Outsourcing และลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ประการที่ 5


 

Enron   เป็นตัวแทนของกิจการพันธุ์ใหม่ (New economy company) ที่ดี นวัตกรรมมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   มีการตื่นตัวในการปรับกลยุทธ์ และการพัฒนาธุรกิจอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งนักลงทุน   นักวิเคราะห์ หรือแม้แต่คณะกรรมการบริษัทส่วนใหญ่   หรือทั้งหมดไม่คุ้นเคยกับกิจการพันธุ์ใหม่เหล่านี้   และไม่พร้อมที่จะตั้งคำถามหรือสงสัยในโมเดลธุรกิจของกิจการว่า   จริงๆแล้วบริษัททำมาหากินได้อย่างไร ถึงทำกำไรได้มากมาย 

ประการที่ 6


 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน   จากการเป็น Underwriter   ด้วย จึงแนะนำนักลงทุนให้ “buy” หุ้นของ Enron   เพื่อสร้างกำไรให้แก่ตนเอง และวัฒนธรรมในยุคนั้นยังยกย่อง   ชื่นชมกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่สนใจวิเคราะห์กิจการพันธุ์ใหม่เป็นพิเศษ   จนเกิดเป็นพฤติกรรมเลียนแบบกัน

นักลงทุนจึงควรพิจารณาให้ดีว่า   นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ออกมาให้ความเห็นเหล่านั้นมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการให้ความเห็นของตนเกี่ยวกับหุ้นที่ควรซื้อด้วยหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อความเห็นนั้น 



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การบริหารความเสี่ยง มูลค่ากิจการ



ความเห็น (0)