ทิเบตเป็นประเทศในเขตหนาว มีภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เทือกเขาสูงที่เรียงซ้อนกัน มีหมอกปกคลุมยอดเขา มีที่ราบน้อย สูงกว่าระดับน้ำทะเล พื้นที่มีหญ้าปกคลุม เนื้อดินมีลักษณะแข็ง ด้วยเหตุผลว่าเนื้อดินแข็งนี่เองทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกต้นไม้ที่มีรากฝังลึกได้ ลักษณะการคมนาคมเส้นทางถนนจะเป็นถนนที่ลัดเลาะไปตามเชิงเขา ซึ่งอาจมีลำธารเล็กๆ ด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ที่ไม่สามารถขุดลงไปในพื้นดินทำได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเราจะไม่สามารถขุดดินให้ลึกพอได้ หรือแม้กระทั่งการเผาศพ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้ยากต่อการจุดไฟ สาเหตุนี้เมื่อมีผู้เสียชีวิตทำให้เป็นปัญหาอย่างมากในการจัดการกับศพ เพราะไม่มีพื้นที่ๆเหมาะต่อการเผาหรือฝังศพเลย ดังนั้นชาวทิเบตจึงต้องหากลวิธีอย่างอื่นในการจัดการกับศพแทน และวิธีที่ชาวทิเบตคิดว่าน่าจะเหมาะสมที่สุดคือการนำศพไปประกอบกิจกรรมที่เป็นการทำบุญครั้งสุดท้ายให้แก่ผู้ตาย ซึ่งนั่นก็คือ “การอุทิศร่างให้เป็นอาหารแก่นกแร้ง” ซึ่งชาวทิเบตมีความเชื่อว่า นกแร้งมีฐานะเทียบเท่ากับเทพบุตร เทพธิดา ภารกิจที่สำคัญของนกแร้งคือการนำวิญญาณผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์ และจะเป็นการทำบุญครั้งสุดท้ายของผู้ตาย การบินบนท้องฟ้าของนกแร้งก็มีลักษณะคล้ายการร่ายรำของเทพบุตร เทพธิดา

โดยการจัดการกับพิธีศพจะใช้เวลาในช่วงกลางวัน จะถูกจัดขึ้นที่วัดบนภูเขาสูง โดยมีพระทิเบตในการสวดประกอบพิธีกรรม แต่ผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในกิจกรรมนี้ก็คือสัปเหร่อ หรือที่ชาวทิเบตเรียกว่า “ดอมเด” โดยดอมเดจะเป็นนักบวช เมื่อมีคนเสียชีวิตลง ญาติจะนำศพมาไว้ที่บ้าก่อน แล้วจะมอบให้ดอมเดนำไปจัดการ โดยดอมเดจะเป็นผู้จัดการทั้งหมด ญาติพี่น้องจะไม่ได้เข้าไปร่วมกิจกรรม หรืออาจจะต้องคอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างดอมเดกับนกแร้ง ดอมเดจะมีหน้าที่ในการจัดการฝึกและควบคุมนกแร้งที่เป็นจ่าฝูง เพื่อให้จ่าฝูงไปควบคุมนกแร้งในฝูง โดยการสื่อสารกับนกแร้งนั้นดอมเดจะสื่อสารโดยภาษากายและภาษาพูด นกแร้งที่เป็นจ่าฝูงจะต้องเป็นนกที่มีประสบการณ์ โดยมันจะไม่จิกกินศพที่ฉีดยา หรือศพถูกยาพิษมา เพราะนั่นหมายถึงอันตรายแก่นกแร้งทั้งฝูงหากจิกกินศพที่มียาพิษ

ศพของผู้เสียชีวิตจะถูกผูกติดกับหลักที่ตอกไว้ที่พื้นดิน โดยผูกยึดร่างของศพกับหลัก ร่างกายของศพจะถูกถอดเสื้อผ้าออกจนหมด ดอมเดจะใช้มีดกรีดไปตามร่างกายของผู้ตายจนถึงชั้นกล้ามเนื้อตั้งแต่ลำคอจนถึงเท้า โดยศพจะคว่ำหน้า เมื่อทุกอย่างพร้อมดอมเดจะเรียกนกแร้งให้ลงมาจิกกินศพ เพื่อเป็นการทำบุญครั้งสุดท้ายของศพที่จะอุทิศร่างกายของตนเองเป็นอาหารให้แก่นกแร้งตามนิกายที่ผู้ตายนับถือ ซึ่งก็คือ “นิกายวชิรญาณ” ที่มีแนวคิดว่า เมื่อสิ้นลมแล้วไม่ให้ยึดติดกับสังขาร ไม่เกิดความห่วงใยในสังขาร และมีความเชื่อว่าเมื่อได้ทำบุญอุทิศร่างกายแล้วจะมีความสุขในโลกหน้า เมื่อนกแร้งจิกกินเนื้อของผู้ตายไปส่วนหนึ่งแล้วสิ่งที่จะเหลือก็คือกระดูก หน้าที่ต่อไปของดอมเดก็คือการสับหรือทุบกระดูกให้เป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยขวานหรือค้อน และการทุบกะโหลกศีรษะเพื่อเปิดกะโหลกศีรษะให้เห็นสมอง แล้วเรียกให้นกแร้งกลับลงมากินอีกครั้ง ส่วนเสื้อผ้าของผู้ตายและผ้าห่อศพจะถูกเผาบริเวณใกล้ๆ แต่บางครั้งไฟอาจจะเผาไหม้ไม่หมดเพราะความกดอากาศต่ำ

แต่พิธีกรรมนี้จะยกเว้นและไม่กระทำในชนชั้นสูงหรือพระผู้ใหญ่ของทิเบต เพราะบุคคลเหล่านี้เมื่อเสียชีวิตลงจะมีขั้นตอนในการทำพิธีที่ค่อนข้างมาก อีกทั้งได้รับความสนใจจากประชาชน รวมทั้งบุคคลกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ดังนั้น เมื่อเสียชีวิตลง จึงต้องดำเนินพิธีกรรมโดยการนำร่างไปใส่ในสถูปเพื่อเป็นการส่งวิญญาณแทน

แน่นอน สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ชาวทิเบตการดำเนินพิธีกรรมนี้อาจจะดูเป็นสิ่งที่สร้างความไม่สบายใจนัก แต่สำหรับคนทิเบตแล้ว พิธีกรรมนี้เป็นวิธีส่งวิญญาณที่พวกเขาคิดว่าเหมาะสม และเกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้ตายและผู้ที่เกี่ยวข้อง