ชีวิตที่พอเพียง : ๑๙๒๖. โคม่าพาไปสวรรค์


          บทความเรื่อง Why a Near-Death Experience Isn’t Proof of Heaven? เขียนโดย Michael Shermer  ลงใน Scientific American  โต้แย้งหนังสือ Proof of Heaven : A Neurosurgeon’s Journey into the Afterlifeโดย Eben Alexander  ที่เล่าประสบการณ์ใกล้ตาย (NDE – near-death experience) ของตนเอง ในระหว่างโคม่าจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  ว่าไปพบนางฟ้า  โดยยืนยันว่าตอนนั้นสมองส่วนหน้า ของตนไม่ทำงานเลย

          บทความที่ถกเถียงกันอย่างนี้ ผมชอบ  เพราะมันประเทืองปัญญา  ได้เห็นแง่มุมที่เราเองนึกไม่ถึง  สำหรับเอาไว้ใช้ต่อได้ 

          รายละเอียดของการถกเถียงสนุกดีครับ  ใครสนใจโปรดอ่านเอง  ผมขอเล่าเพียงว่า ข้อสรุปคือปรากฏการณ์ NDE นี้เป็นของจริงแท้แน่นอน  แต่จะอธิบายด้วยหลักฐานอะไร และสรุปว่าเกิดจากอะไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ยังไม่มีข้อยุติ 

          คำอธิบายของ Eben Alexander คือเป็นสวรรค์ที่มีตัวตน  คืออธิบายแบบ super-natural เหนือธรรมชาติ  อีกแบบหนึ่งอธิบายด้วยธรรมชาติของสมองเอง  ความลำบากในขณะนี้คือเรายังไม่มีความรู้เรื่องของธรรมชาติ (ของสมอง) เพียงพอที่จะอธิบาย

          คำอธิบายว่าเป็นธรรมชาติของสมองเองคือ เกิดประสาทหลอน (hallucination)  โดยเขากระตุ้นสมองบางตำแหน่งให้เกิดประสาทหลอนบางแบบได้  ประสาทหลอนแบบทั่วไป พบได้เวลาเราเสพของมึนเมา  ตัวที่ใช้กันมากคือกัญชา  ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้คือชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาใต้  ตามคำเล่าประสบการณ์ของคุณเดชา ศิริภัทร ในหนังสือ จิตวิญญาณในเมล็ดข้าว   ตอนหนึ่งเล่าถึงหนังสือ DMT : The Spirit Molecule: A Doctor’s Revolutionary Research into the Biology of Near-Death and Mystical Experiences  จะเห็นว่า ความรู้เรื่องนี้ ที่ศึกษาผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ยังมีช่องทางอีกมาก  

          ผมเป็นคนไม่เชื่อในนรกสวรรค์แบบที่เป็นรูปธรรม  ผมเชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงแบบบุคลาธิษฐาน  คือเชื่อว่ามันมีอยู่ในใจเรานี่เอง  มีอยู่ในใจของคนจำนวนมากร่วมกัน ในรูปของความเชื่อและศรัทธา  ผมเชื่อว่ารูปแบบหนึ่งของการขึ้นสวรรค์คือการบรรลุศรัทธาในความดีงาม  หรือการบรรลุความเป็นคนระดับ ๖ ของ Lawrence Kohlberg นั่นเอง

          ที่จริงผมเองก็มีประสบการณ์ตรงกับสภาพใกล้ตายและการไปสวรรค์  เกิดเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว  ในวันอาทิตย์ ผมลุกขึ้นจากโซฟา ในห้องรับแขก ไปยืนถ่ายปัสสาวะ ที่โถปัสสาวะผู้ชายที่บ้านชั้นล่าง  แล้วรู้สึกหน้ามืด  แล้วหมดสติ

          สาวน้อยนั่งอยู่ในห้องรับแขกห่างออกไปไม่ถึง ๑๐ เมตร  ได้ยินเสียงหนักๆ ตกในห้องน้ำ จึงเดินไปดู  พบผมนอนหงายตาเหลือกอยู่  จึงเขย่าตัวเรียก  ความรู้สึกแรกของผมคือ เรานอนอยู่ที่ไหนนี่  ทำไมสบายจัง  แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่ากำลังยืนฉี่ แล้วหน้ามืด คงจะหมดสติและล้ม  โชคดีที่ตอนล้มศีรษะไม่ไปฟาดกับอ่างล้างหน้า  ผมนึกทันทีว่า คุณนิตยา พยาบาลที่ตึกอานันทราช เคยเล่าให้ผมฟังว่า  ตอนที่เธอตกเลือดจากการตั้งครรภ์ นอกมดลูก และช็อคไปนั้น   รู้สึกเบาสบายมาก  ผมเข้าใจว่า ตอนที่ผมเริ่มฟื้นนั้น  สมองส่วนที่รับรู้เรื่องยุ่งๆ (หนักสมอง) ยังไม่ทำงาน  จึงรู้สึกเบาสบาย

          อาการที่ผมเป็น เรียกว่า “เป็นลมระหว่างถ่ายปัสสาวะ” (micturition syncope)  คนแก่ๆ ที่ต้องเบ่งปัสสาวะเป็นกันมาก  เมื่อผมไปตรวจหาความผิดปกติ (ซึ่งไม่พบ) ที่ศิริราช  หมอที่นั่นเล่าว่า อาจารย์ของพวกเราท่านหนึ่ง คือ ศ. นพ. นุกูล ปริญญานุสรณ์ ไปนั่งถ่ายบนโถส้วมในห้องน้ำ แล้วหมดสติไป  ตื่นขึ้นมาจึงรู้ว่าตนหมดสติไปชั่วขณะ   


วิจารณ์ พานิช

๑๘ เม.ย. ๕๖



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

ขอบพระคุณครับ ผมอ่านแล้วนึกถึงหนังเรือง Flatliners ครับ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักศึกษาแพทย์กลุ่มหนึ่งต้องการทดลองชีวิตหลังความตาย โดยทดลองกันเองให้หัวใจหยุดเต้นหนึ่งนาทีก่อนจะ resuscitate กลับมา แต่ละคนก็พบประสบการณ์หลอนต่าง ๆ กันไป น่าจะคล้ายกับกรณีวิจัย DMT ครับ