ตอนที่ ๑ ใบมะพร้าวแปลงร่าง
โรงเรียนบ้านพุตะแบก เป็นโรงเรียนต้นแบบด้าน "เศรษฐกิจพอเพียง" การจัดการเรียนรู้ในชั่วโมงเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งออกเป็นสามฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ผลิต-สร้างรายได้ สืบสานวัฒนธรรมไทย และ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุล
สิ่งที่เน้นมากในฐาน ใส่ใจสิ่งแวดล้อมสมดุล คือ เรื่อง "มะพร้าวบ้านเรา"เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า "มะพร้าวทับสะแก" มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนมากเพียงใด เด็ก ๆ ควรจะได้รับการปลูกฝังให้ รักมะพร้าว เรียนรู้เรื่องของมะพร้าว
วันนี้...เด็ก ๆ จะได้ฝึกหัดการสานตะกร้อและปลาตะเพียน ด้วยใบมะพร้าว ซึ่งเด็ก ๆ จะไ้ด้เห็นคุณค่าของใบมะพร้าว ว่า สามารถใช้ทำเป็นของเล่นได้ เป็นการฝึกสมาธิ ฝึกความอดทน ความรอบคอบ โชคดี ... ท่าน ผอ.เ็ฌอมาร์ศ เห็นเด็ก ๆ กำลังสานปลาตะเพียน จึงช่วยสอนด้วยอีกแรง
นักเรียนคนที่สามารถสานปลาตะเพียน หรือ ตะกร้อได้แล้ว ก็มีน้ำใจช่วยเหลือคุณครูสอนเพื่อน ๆ ด้วยค่ะ
เด็ก ๆ ตั้งใจทำกิจกรรมนี้ด้วยความสุข พี่ช่วยน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน บางคนก็ทำหลาย ๆ ชิ้น บอกว่าจะนำไปฝากน้องเล็ก ๆ ที่บ้าน วันนี้เด็ก ๆ จึงได้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่หลายคนในยุคปัจจุบันมองข้าม แต่..ครูอิงไม่อาจมองข้ามไปได้ เพราะจริง ๆ แล้ว การสานตะกร้อ สานปลาตะเพียนเป็นวิถีชีวิตของครูอิงสมัยเด็ก ๆ เลยหละค่ะ เพราะบ้านที่สงขลาก็อยู่ในสวนมะพร้าวเช่นกันค่ะ
เด็ก ๆ ทุกคน มีความสุข ที่เขาได้ของเล่นชิ้นใหม่ มีความภูมิใจในผลงานของตนเอง ชนิดที่บอกกับคุณครูว่า สัปดาห์หน้าขอสานอีกนะครับ ทำเอา เด็ก ๆ ที่ไม่ได้เรียนในฐานการเรียนรู้นี้ รู้สึกอยากอยู่ฐานนี้ขึ้นมาบ้าง ต้องบอกเด็ก ๆ ว่า เดือนหน้า นักเรียนก็จะได้เรียนแล้ว
----------------------------------------------------------------
ตอนที่ ๒ สมุดมือสองน้องทำมือ
วันนี้รู้สึกเหนื่อยมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูพอดีชั้นเรียน แต่ก็ไม่ธรรมดาเลย เมื่อครูคนใดคนหนึ่งต้องไปราชการ (อบรม...) อย่างเช่นวันนี้ ครูอิงต้องสอนควบ 2 ห้องเรียน(คงต้องเป็น 4 ห้องสิ เพราะห้องละ 2 โรงเรียน คริ คริ) เกือบทุกชั่วโมง จึงเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และโอกาสนั้นต้องเป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์ และเด็ก ๆ ต้องชอบ อยากทำ และต้องทำด้วยความสุข
ในขณะที่อีกห้องหนึ่งเรียน อีกห้องที่เหลือ ครูอิงให้ทำหนังสือมือสอง ซึ่ง เมื่อปลายปีการศึกษา 2555 ครูอิงเรียกเก็บสมุดภาษาไทยทั้งหมดของนักเรียนทุกคน โดยบอกนักเรียนว่า ครูจะให้คะแนนสมุดงาน จึงได้จำนวนสมุดเยอะมาก ๆ เกือบ 100 เล่ม แบ่งกลุ่มนักเรียนโดยพิจารณาความเหมาะสม กลุ่มหนึ่ง ทำหน้าที่ ดึงหน้าสมุดที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาเป็นคู่ ๆ ส่วนอีกกลุ่ม ดึงกระดาษที่ยังไม่ได้ใช้ แต่ไม่เป็นคู่ ให้นักเรียนแยกไว้เป็นกอง ๆ
อีกกลุ่มที่ตัวโตหน่อย มีแรงเยอะหน่อย และน่าจะรู้จักการใช้อุปกรณ์มีคมได้อย่างปลอดภัย ทำหน้าที่ตัดกระดาษส่วนที่ไม่ต้องการออกไป โดยตัดหน้าสมุดออกเป็นสองส่วน (สมุด 1 เล่ม ตัดแบ่งเป็นสองเล่มเล็ก ๆ) เด็ก ๆ ช่วยกันอย่างขมีขมัน ทำเอาห้องที่กำลังเรียนนึกสนุกอยากทำบ้าง และเมื่อเด็ก ๆ เห็นครูนำกล้องถ่ายรูปขึ้นมากด แชะ แชะ หล่ะก็ ยิ่งกุลีกุจอช่วยกันเป็นการใหญ่ "อยากมีรูปในเน็ตครับ.....
เมื่อได้รูปเล่มพอดีแล้ว แผนกออกแบบปกก็กลับมาจากห้องคอมพิวเตอร์พอดี ทุกคนจึงได้สนุกสนานกับการสร้างสรรค์ภาพบนปก....เป็นอย่างมาก เด็ก ๆ ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข รู้จักแบ่งปัน มีน้ำใจ ใช้สีร่วมกัน ใช้อุปกรณ์ร่วมกัน แม้ว่าจะมาจากต่างโรงเรียนบ้าง คนละห้องเรียนกันบ้าง แต่เด็ก ๆ ก็ไม่สร้างปัญหาหนักใจให้กับคุณครูเลย
หลายคนทำงานรวดเร็วและได้ภาพปกที่สวยงาม เด็ก ๆ ถามว่าคุณครูจะให้บันทึกอะไรที่ข้างในหนังสือ ครูอิงจึงอธิบายให้ฟังว่า ตั้งแต่เปิดภาคเรียนมานี้ คุณครูได้วิเคราะห์นักเรียนเป็นรายบุคคล จากผลการเรียนวิขาภาษาไทย จากข้อมูลส่งต่อที่คุณครูประจำขชั้นเดิมส่งมาให้ และจากการสังเกตการใช้ภาษาไทย ตลอดจนจากการปรารภของผู้บริหารบ้าง ของคุณครูท่านอื่น ๆ บ้าง พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังมีความบกพร่องด้านการเขียน แม้จะเป็นคำง่าย ๆ ยังเขียนผิด เช่น ได้ เขียนผิดเป็น ใด้ เช้า เขียนผิดเป็น เฉ้า และอื่น ๆ มากมายที่นักเรีัยนเขียนผิดในชั่วโมงเรียนที่ไม่ใช่วิชาภาษาไทยกับคุณครู ดังนั้นต่อไปนี่คุณครูขอให้นักเรียนพก "สมุดบันทึกการเขียนคำผิด" ติดตัวเสมอ เมื่อเขียนผิดคำใด ให้ครูผู้สอนชี้แจงนักเรียนในทันทีว่า นักเรียนเขียนผิด และให้แก้ไขให้ถูกต้องทันทีเช่นกัน โดยคุณครูจะขอความร่วมมือจากคุณครูท่านอื่น ๆ ในที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่นักเรียนจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น คือ ....นักเรียนเขียนสรุปความไม่เป็น ดังนั้นต่อไปนี้ คุณครูจะให้นักเรียนมีสมุดอีก 1 เล่ม (ที่เราทำกันนี่แหละ) เพื่อบันทึกคำสั่งสอนต่าง ๆ ที่คุณครูได้อบรมในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าเสาธงหรือที่อื่น ๆ โดยให้ชื่อว่า "สมุดบันทึกโอวาท" เด็ก ๆ พยักหน้าแสดงถึงความเข้าใจ และทุกคนสัญญาว่าจะทำตามข้อเสนอแนะของครู โดยส่งให้คุณครูตรวจทุก ๆ วันศุกร์
-------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ ๓ ล้อมรั้วล้อมรักด้วยผักสวนครัว
เปิดภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา เป็นที่ทราบกันดีว่า เข้าสู่หน้าฝนปัจจัยเรื่อง ดินฟ้าอากาศก็ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะกลุ่มสาระการเรียน รู้การงานอาชีพฯ ที่ระบุเนื้อหาด้านการเกษตรเอาไว้ด้วย ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนมใน กลุ่มสาระการเรียนรู้นี้จึงต้องเริ่มที่ "งานเกษตร" ในต้นปีการศึกษา
งานเกษตร ของโรงเรียนบ้านพุตะแบก นอกจากคนตัวเล็ก ๆ จะได้เรียนในสาระการเรียนรู้การงานอาชีพแล้ว "งานเกษตร" ยังได้ถูกกำหนดอย่างเป็นรูปธรรมในศูนย์การเรียนรู้ "เศรษฐกิจพอเพียง" ของโรงเรียนอีกด้วย พื้นที่อันน้อยนิด ที่ดูเหมือนจะพอเหมาะกับนักเรียนจำนวนน้อยของโรงเรียน นักเรียน 4 คน รับผิดชอบแปลงเกษตร 1 แปลง จุดเน้นของโรงเรียนอยู่ที่กระบวนการทำงาน ไม่เน้นผลสำเร็จมากนัก แต่ต้องการฝึกเจ้าตัวเล็ก ให้รู้จัก "การถากหญ้า" "การจับจอบ" รู้จักอาชีพที่บรรพบุรุษใช้เป็นอาชีพในการเลี้ยงชีพมาเนิ่นนาน ซึ่งนับวันเด็กรุ่นใหม่จะไม่ใส่ใจ และดูถูกดูแคลนอาชีพอันเป็นรากเหง้าของตัวเอง เราจึงต้อง "ปลูกจิตสำนึก" กันใหม่
เจ้าตัวเล็ก ๆ จะปลูกผักแบบหมุนเวียนกันไป ผักชีบ้าง ผักกาดขาวบ้าง ต้นหอม ผักบุ้ง มะเขือยาว แต่ดูเหมือนว่าผักยอดนิยมของเด็ก ๆ คือ "ผักบุ้ง" เพราะปลูกง่าย ได้ผลเร็ว นักเรียนสามารถแบ่งผลผลิตกันได้อย่างลงตัว ส่วนผักชีนั้นดูแลยาก ใบมักจะหยิก ผักบุ้งสวยงามและเป็นผักยอดนิยมที่สุดค่ะ
ส่วนผักริมรั้ว ต้องยกให้เจ้า "ถั่วพู" ถั่วพูออกฝักเร็วมาก โตเร็ว เก็บได้ทุกวัน แม้วันละไม่มากนัก แต่ก็พอสำหรับเป็นผักจิ้มน้ำพริกให้กับคุณครูในมื้ออาหารกลางวัน หรือนักเรียนคนใดอยากนำกลับบ้าน ก็จะหมุนเวียนกันไป ที่สำคัญ "ถั่วพู" ถือเป็นผักริมรั้วที่ให้ความงดงาม เย็นตาเย็นใจ ดอกสีม่วงงดงามมากค่ะ
-------------------------------------------------------
ตอนที่ ๔ หอมกลิ่นเตย
|
|
เตยหอมข้างโรงอาหารของโรงเรียน นับเป็นแหล่งเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้เป็นอย่างดีสำหรับ คนตัวเล็ก ๆ ประโยชน์ของใบเตยมีมากมายเหลือเกิน ยามใดมีแข่งกีฬา ครูอย่างฉันก็ต้มน้ำใบเตยให้เด็กดื่ม เด็กบอกว่าหอมชื่นใจ คุณครูหลายคนนใบเตยไปไว้ในรถยนต์ก็จะได้กลิ่นหอมขณะขับรถ วันดีคืนดี ใบเตยก็จะถูกแปลงร่างเป็นดอกกุหลาบงาม ด้วยฝีมือของคนเล็ก ๆที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณครูประจำศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
|
|
แม้ว่าใบเตยกุหลาบฝีมือคนเล็ก ๆ บางดอกไม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าช่อในครั้งแรกที่ฝึกทำ แต่ครั้งต่อ ๆ มา คนตัวเล็ก ๆ ก็สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ดังนั้น กุหลาบใบเตยจึงได้อวดความสวยงามและส่งกลิ่นหอมอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นในห้องน้ำ หรือบนโต๊ะทำงานคุณครูและหลายครั้งที่คุณครูต้องจัดตกแต่งตะกร้าของที่ระลึก ใบเตยก็ยังคงเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ของคุณครูเสมอ และก็มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้รับทุกคน
|
|
ตอนที่ ๕ "ถุงกล้วยแขกคืนชีพปั๊บ แปลงร่างปุ๊บ"
ใครจะคิดบ้างมั้ยว่า "ถุงกล้วยแขก" เคยเป็นสื่อฝึกคนให้เป็นนักอ่าน สมัยก่อนตอนเป็นเด็กประถม หนังสือเล่มอย่างดีที่ได้อ่านก็มีเพียงหนังสือเรียน หนังสือพิมพ์นี้แทบจะไม่รู้จัก การขาดแคลนหนังสืออ่านนี้กระมัง ที่ทำให้ฉันเป็นคนขยันอ่าน อ่านทุกอย่างที่เจอ ถุงกล้วยแขกมักจะพับด้วยหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ดังนั้น เมื่อกล้วยแขกหมดถุง ถุงกล้วยแขกก็จะถูกแบออก กลายเป็นวรรณกรรมชั้นดีให้กับเด็กบ้านนอกอย่างฉันได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ

ต่อมาก็เกิดความคิดว่า เราน่าจะพับถุงขาย เพราะที่บ้านคุณพ่อเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างถุงปูนซิเมนต์สมัยนั้นเป็นกระดาษอย่างดี โดยลอกเอาเฉพาะชั้นนอก ๆ (สมัยนั้นถุงซีเมนต์มีหลายชั้น)ฉันจึงได้รับการเรียนรู้การพับถุงกระดาษมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเป็นครูก็หวนรำลึกว่าถ้าเราไม่สอนเด็ก ๆ ไว้ ต่อไปก็คงไม่มีใครพับถุงกล้วยแขกเป็น เพราะสมัยนี้เขาใช้ถุงหิ้วพลาสติกกันหมด จึงนำการพับถุงกระดาษสู่ "ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเด็ก ๆ ก็ให้ความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้กันมาก เด็ก ๆ บางคนพับถุงกระดาษได้สวยงาม เมื่อพับได้หลาย ๆ ถุง ฉันก็จะสอนให้เด็ก ๆเีรียงถุงเป็นมัด ๆ มัดละ 100 ลูก


เป็นของเล่นที่สร้างสรรค์ และไม่ต้องซื้อหามาด้วยราคาแพงๆ เลยค่ะ
จำได้ตอนเด็กๆ คุณครูสอนให้พับกระดาษ เป็นนก กบ ผีเสื้อ เรือ มากมาย ....
จะกลับไปพับเป็นอีกหรือเปล่าหนอ พอวัยมันเปลี่ยนไปค่ะ
สมัยเด็กๆ ผมเคยทำเป็น แต่เดี๋ยวนี้ลืมหมดแล้วครับ 555
...แวะมาชมการสานทางมะพร้าว...นอนหลับฝันดีนะคะ
พี่โอ๋ทำให้เด็กตื่นเต้นได้ทุกครั้งที่เจอทางมะพร้าวก็ด้วยสองอย่างนี้แหละค่ะ แปลกที่เห็นเมื่อไหร่ก็พลิกไปพลิกมาออกมาได้ ไม่ลืมเลย (แต่อาจจะต้องพลิกไปพลิกมานานหน่อย เพราะทำโดยอัตโนมัติมากกว่าการจำวิธีค่ะ)
แวะมาโหวต TBA2013 ให้ครับ และขอเป็นกำลังใจให้สร้างสรรค์บทความคุณภาพเช่นนี้ตลอดไป
http://www.thailandblogawards.com/entry/view/417
เป็นกิจกรรมที่ดีมากครับ ขอโหวตคะแนนTBA2013(46) ให้นะครับ ทั้งนี้หากมีโอกาสขออนุญาติเรียนเชิญแวะไปเยี่ยมชมบล๊อกสามก๊กวิทยาบ้างนะครับ
http://www.thailandblogawards.com/entry/view/416