ตอนผมจากเมืองไทยมาศึกษาต่อที่เมืองนอก  พี่ชายตอนนั้นทำงานเป็นเสมียนศาล
สี่สิบปีต่อมาพี่ชายลางานมาศึกษาต่อ  เอาแต่ภาษาอังกฤษล้วนๆ  เพราะจะได้เอาไปใช้งานกับที่ทำงาน
จากคนที่ไม่ต้องทำอะไรเองมาเป็นเวลาสามสิบกว่าปี  ไม่ต้องซักผ้า ไม่ต้องหุงข้าวทำกับข้าว  มีคนทำให้เสร็จ
ก่อนมาเมืองนอก มีคนทำนายว่า กลับจากเมืองนอกแล้วจะเปลี่ยน  พี่ชายไม่เข้าใจว่าจะเปลี่ยนอย่างไร
มาอยู่ที่นี่ ต้องไปรอรถไฟตอนเช้า เพื่อที่จะไปมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง ไม่มีคนขับรถไปให้  หรือถึงจะมีรถก็ขับเองไม่ได้ เพราะรถที่นี่พวงมาลัยรถอยู่คนละข้างกับเมืองไทย  และถึงจะขับได้ก็ยังไมาชำนาญทางอยู่นั่นเอง  
ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการเดินทาง
พอลงรถไฟ แล้วต้องเดินอีกหนึ่งกิโล จากสถานีรถไฟไปถึงมหาวิทยาลัย ถ้าหนาวต้องเอาเสื้อหนาวไปเอง  ถ้าฝนตกต้องเอาร่มไปเอง 
ชีวิตหมุนหมุนเวียนกับไปสู่อดีตอีกครั้ง  ดีแต่ว่าพี่ชายเคยเป็นเด็กวัดมาก่อน
เคยปฏิบัติธรรมมาก็มาก  ไปอยู่ป่าช้าคนเดียวเป็นอาทิตย์ๆก็เคยมาแล้ว  

พอเวลาเดินไปมหาวิทยาลัยตอนเช้า  ถือโอกาสที่ไม่ได้มีมานานแล้วในเมืองไทย

คือเดินไปด้วยพิจารณาไปด้วย  มีสติอยู่ตลอดเวลา

จากชีวิตที่สับสนและวุ่นวาย  ไปสู่การเดินเงียบๆ  ไม่รู้จักใครสักคนระหว่าง  ถึงจะพูดเขาก็ไม่เข้าใจ

มาเป็นการพิจารณาความไม่แน่นอนของชีวิต

อายุหกสิบสี่แล้ว  ต้องกลายมาเป็นวัยรุ่น  สพายเป้ไปเรียนหนังสือ

อยู่เมืองไทยสมัยเป็นนักศึกษาต้องอาศัยพี่สาวส่งเงินให้เรียน

มาที่นี้ก็ต้องมาอาศัยบ้านพี่สาวหลับนอนอีก

ชีวิตกลับไปเหมือนเป็นลูกศิษย์วัดเมื่อคราวก่อน

แต่ตอนนี้เป็นอนาคาริก  เป็นผู้แสวงหา

พอแสวงหา ชีวิตก็มีความหวัง  เมื่อมีความหวัง  ชีวิตก็มีความสุข

สุขเพราะทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง  พี่ชายเล่าให้ฟังว่า

แม่สั่งว่าตราบใดที่ขายังดีอยู่  ให้เดิน ให้เดิน ให้เดิน

เพราะตอนสุดท้ายของชีวิตแม่  แม่เป็นมะเร็งกระดูก เดินไม่ได้เสียแล้ว เพราะมะเร็งกินกระดูกไปหมด

เดินไม่ได้

เดินมากก็เหนื่อย แต่มีความสุขมาก  เพราะชีวิตเป็นอิสระ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

คือมาเรียนหนังสือที่อเมริกา  มาทำการบ้านที่ห้องสมุด  ซักผ้าเอง  ทำอาหารไปกินเอง

เดินไป ได้อากาศดี ได้อาหารดี  

ได้ออกกำลังกาย ได้เรียนที่สิ่งอยากจะเรียน 
ได้ทำสิ่งที่อยากทำ
 
ชีวิตมีความสุขมากๆ
กลับไปเมืองไทย  คำพยากรณ์ก็ต้องเป็นความจริง
คุณจะต้องเปลี่ยนไป  เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ