สตรีวัยทอง

 

เกิดอะไร กับสตรีวัยหมดระดู

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า คุณสุภาพสตรีเมื่อมีอายุมากก็จะมีวัยหนึ่งที่เรียกว่า เลือดจะไปลมจะมา ซึ่งผู้พูดคงจะให้ความหมายของคำว่าเลือดจะไปก็คือสตรีวัยที่เลือดประจำเดือนหรือเลือดระดูกำลังจะหมดไปส่วนลมจะมาก็คืออารมณ์ที่แปรปรวน (ไปในทางลบ)ในขณะที่ประจำเดือนเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอาจมาไม่สม่ำเสมอและลดน้อยลง
 
ตัวผมเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้มากเท่าใดนัก แต่จากการได้พูดคุยกับ  ศ.นพ.นิมิต เตชไกรชนะ หัวหน้าหน่วยวิจัยสตรีวัยหมดระดูภาควิชาสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรายการสุขภาพดี 4 วัย ซึ่งผมรับหน้าที่เป็นพิธีกรอยู่นั้นได้ความรู้ที่มีประโยชน์มากมาย จึงนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังครับ
   
คุณหมอนิมิตอธิบายว่า คุณสุภาพสตรีที่เข้าใกล้วัยหมดระดูหรือหมดประจำเดือนก็จะเริ่มมีประจำเดือนไม่ปกติที่เป็นเหตุนั้นก็เพราะฮอร์โมนในร่างกายเริ่มแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆช่วงนี้เองจะทำให้คุณผู้หญิงเริ่มมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยปกติบางคนก็อาจจะมีอาการร้อนวูบวาบในตอนกลางคืน บ้างก็หลับ ๆ ตื่น ๆทำให้ในตอนเช้าอาจจะมีสมาธิไม่ค่อยดี หลง ๆ ลืม ๆ อารมณ์ไม่ค่อยมั่นคงและโกรธง่าย โมโหง่าย เป็นต้น
 
ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว คุณผู้หญิงนั้นจะมีช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนผ่านอยู่ 3 ช่วงด้วยกัน

ช่วงแรก คือ ช่วงเริ่มเข้าวัยสาวเริ่มมีประจำเดือนตอนนั้นฮอร์โมนก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง

                   ในระยะนั้นอารมณ์ก็จะไม่ค่อยคงเส้นคงวา
 
ช่วงที่ 2  คือ ระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกก็จะเริ่มมีอารมณ์หวั่นไหวง่ายพอหลังคลอดฮอร์โมนลดลง

                    ก็จะมีอาการซึมเศร้าก็เป็นระยะที่อารมณ์หวั่นไหวอีกช่วงหนึ่ง
 
ช่วงที่ 3
คือ เข้าวัยทอง เป็นช่วงที่ฮอร์โมนขึ้น ๆ ลง ๆ ประจำเดือนค่อย ๆ ลดลงจนหมด

                  ก็เป็นอีกระยะหนึ่งที่อาจมีปัญหาได้
 
เพราะฉะนั้นใครที่พูดว่าผู้หญิงนั้นเจ้าอารมณ์ผมคงต้องบอกว่าเขาไม่ได้แกล้งทำนะครับ แต่เพราะฮอร์โมนทำให้เป็นเช่นนั้นเมื่อเป็นแบบนี้แล้วผู้อยู่ใกล้ชิดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจครับเพราะแต่ละคนก็มีความเครียดและมีเรื่องเข้ามากระทบตลอดเวลาซึ่งในสถานการณ์ปกติเขาจะสามารถรับมือและจัดการกับมันได้เพียงแต่ในช่วงที่ฮอร์โมนร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความรู้สึกเปราะบางและควบคุมตัวเองได้ยากขึ้นตรงนี้ถ้าคนที่อยู่รอบข้างเข้าใจก็จะรู้ว่ามันเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่ทำให้ควบคุมตัวเองได้ยาก

แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด คือเจ้าตัวจะต้องรู้ตัวเองว่ากำลังไม่ปกติ สามารถจับอารมณ์ตัวเองได้รู้ตัวเองว่ากำลังจะโมโหหรือแสดงอารมณ์ออกมามากเกินไปหรือไม่แบบนี้จะทำให้สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้นส่งผลกระทบกับบุคคลใกล้ตัวน้อยลง
 
การที่ฮอร์โมนลดลงส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ถึง 4 ระบบด้วยกัน คือ
 
1. ระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นต้น
 
2. ระบบที่มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ เช่น อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่ายคุมตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าอยู่คนเดียว บางครั้งผุดลุกผุดนั่ง วิตกกังวลบางรายอาจมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ไปบ้าง เพราะในช่วงกลางคืนมีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆทำให้เช้าขึ้นมามีสมาธิที่ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่าย พานให้หลง ๆ ลืม ๆไปได้ชั่วขณะซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์แต่อย่างใด
 
3. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ คือจะมีช่องคลอดแห้ง หรืออาจติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย
 
4. กลุ่มอาการทั่ว ๆ ไป เช่น มือเท้าชา ผิวแห้ง เหมือนแมลงไต่ตามตัว

 


 
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมถึงผลในระยะยาวที่ได้ยินกันบ่อยและกลัวกันมากก็คือเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” ครับ ศ.นพ.นิมิต ให้ความเห็นทั้งนี้เนื่องจากในร่างกายคนเราจะมีกระบวนการสลายกระดูกเก่าโดยใช้เวลาประมาณ 3– 6 สัปดาห์จากนั้นจะมีเซลล์อีกหนึ่งตัวที่มาช่วยเสริมสร้างกระดูกใหม่ซึ่งการสร้างนี้ใช้เวลา 3–6 เดือน ในช่วงอายุน้อย ๆการสร้างกระดูกจะมากกว่าการสลาย ทำให้มวลกระดูกของคนเราค่อย ๆเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 30 ปีจะมีมวลกระดูกสูงที่สุด จากนั้นจะค่อย ๆลดลง

ซึ่งในผู้หญิงวัยสาวร่างกายจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวยับยั้งไม่ให้เซลล์สลายกระดูกทำงานถี่เกินไปจึงช่วยรักษาสมดุลระหว่างการสลายกระดูกเก่าและเสริมสร้างกระดูกใหม่แต่เมื่อเข้าวัยทองร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนเซลล์สลายกระดูกก็จะทำงานเร็วขึ้น การสร้างกระดูกไม่ทันผลก็คือโรคกระดูกพรุนถามหาครับ
 
แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าสู่วัยทองจะต้องมีโรคกระดูกพรุนนะครับ อันนี้ขึ้นกับพฤติกรรมสุขภาพ เช่นถ้าในวัยสาวเรามีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี สามารถสะสมมวลกระดูกได้สูงเมื่อเข้าวัยทองสูญเสียมวลกระดูกช้า ๆ โอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนก็จะน้อยแต่ถ้าสาว ๆ ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่นสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่ออกกำลังกาย ไม่โดนแดดบ้างก็จะทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นน้อย และพอเข้าวัยทองมีการสูญเสียมวลกระดูกเร็วก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง
     
ในเรื่องการรักษาอาการของสตรีวัยทอง ทั้งอาการทางอารมณ์ และอาการทางกายอย่างโรคกระดูกพรุนนั้น คุณหมอนิมิตอธิบายให้ฟังว่า 


จริง ๆแล้วอาการทางอารมณ์ของสตรีวัยทองที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเรื่องของฮอร์โมนที่เริ่มแกว่ง ในกลุ่มนี้ถ้าจะไปพบจิตแพทย์เพื่อการบำบัดก็ไม่ได้ช่วยมากนักดังนั้นในช่วงแรกแพทย์ต้องดูว่าจะใช้ฮอร์โมนเพื่อช่วยปรับให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่แกว่งมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลา 1–2 เดือนฮอร์โมนก็จะเข้าที่จากนั้นถ้าคนไข้สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นและนิ่งขึ้นได้ใน 3 เดือนก็จะเข้าสู่การรักษาขั้นที่ 2 คือการจัดการกับความเครียดเพราะสิ่งที่มากระทบจิตใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จะสั่งให้ไม่เครียดก็คงไม่ได้

แต่วิธีการที่ดีและง่ายที่สุดก็คือการออกกำลังกาย ส่วนขั้นที่ 3 ซึ่งยากที่สุดก็คือการให้คนไข้ปรับบุคลิกภาพและการมองโลก เพราะการมองโลกในแง่ลบนั้นมีผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกเป็นอย่างมากส่งผลให้อาการวัยทองเป็นมากขึ้นได้...การจัดการกับความเครียดหรือเปลี่ยนมุมมองนั้นอาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคนครับ

จึงมองว่าการทานยานั้นง่ายกว่า แต่ต้องบอกว่าถ้าจะรักษาที่ต้นตอของสาเหตุการหายจะถาวรกว่าเพราะผมไม่เชื่อว่าคนเราจะมีสุขภาพดีและแข็งแรงได้ถ้าอยู่กับยาไปตลอดชีวิตเพราะฉะนั้นการใช้ยาเป็นเพียงเครื่องมือในช่วงแรกที่ช่วยให้คนไข้กลับมาใกล้เคียงกับปกติได้ก่อนแต่หลังจากนั้นการฝึกตัวเองจะช่วยให้ควบคุมและอยู่กับอาการวัยทองไปจนตลอดรอดฝั่งได้”
 
ถึงตรงนี้หลายคนสงสัยว่าถ้าเกิดโรคกระดูกพรุนขึ้นแล้วจะรักษาอย่างไรสิ่งแรกเลยก็คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพครับ เช่น คนที่เคยสูบบุหรี่ดื่มสุรา หรือดื่มกาแฟมากเกินไป ไม่ออกกำลังกายไม่ออกไปสัมผัสกับแสงแดดบ้าง ก็ต้องปรับเปลี่ยนครับแต่ในรายที่กระดูกพรุนมาก ๆ แล้ว ก็จำเป็นต้องใช้ยาครับซึ่งข้อเสียของยาก็คือมีราคาแพง ต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว และมีผลข้างเคียงดังนั้นถ้าเป็นไปได้เริ่มต้นป้องกันตั้งแต่ก่อนกระดูกจะพรุนจะดีกว่าครับ
 
จริง ๆ แล้วถ้าคนเรามีความรู้ทางด้านสุขภาพพอประมาณเราก็สามารถเป็นหมอให้ตัวเองได้เพราะไม่มีหมอคนไหนรู้จักเราและรักเราเท่ากับตัวเราเองเพราะฉะนั้นการมีความรู้ด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพนั้นจะทำให้เราสามารถดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ต้นแต่ถ้าเราปล่อยจนเป็นโรคร้ายแรงแล้ว ตรงนั้นต้องไปหาหมอแล้วล่ะครับและต้องหาหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็จะสูงมากตามไปด้วยเพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการกินการอยู่การใช้ชีวิตถ้าเราเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ดีกว่ามารักษาในวันหน้าแน่นอนครับ

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

 

 

ขอบคุณบทความสตรีวัยทองโดยนพ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ จากคอลัมน์ชีวิตและสุขภาพ หนังสือพืมพ์เดลินิวส์

 

คนใกล้ตัวคนรู้ใจ คนในครอบครัว เมื่อมีผู้เป็นวัยทองอยู่ด้วยก็ต้องเข้าใจ ช่วยดูแลเอาใจใส่กันมากๆนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี  กานดา แสนมณี