๑  มิถุนายน  ๒๕๕๖

เรียน  เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

วันจันทร์ที่ ๒๗  พฤษภาคม ๒๕๕๖  เต้ยมารับ ออกจากบ้านพักแต่เช้ามืด เดินทางไปมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ใช้ถนนรัตนาธิเบศร์ไปขึ้นทางด่วนที่งามวงศ์วาน ต่อเชื่อมด้วยถนนบูรพาวิถี ไปลงทางเลี่ยงเมืองชลบุรี ถึงมหาวิทยาลัยก่อนเวลาประะชุมเล็กน้อย ขึ้นไปที่หอประชุมธำรง  บัวศรี ชั้น ๒ เป็นห้องประชุมแบบเธียร์เตอร์ ที่นั่งลดหลั่นแบบอัฒจันทร์ วันนี้ สพฐ.สั่งให้ ผอ.เขต และ ผอ.รร.มัธยมในภาคกลางเข้าประชุมรับฟังนโยบายป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษาจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเสริมศักดิ์  พงษ์พานิชย์ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เริ่มรายการด้วยรองเลขาธิการ ปปส. มาเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบัน ต่อด้วยการอภิปรายของผู้แทนกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ท้ายสุดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้มอบนโยบาย  โดย กล่าวว่า ยาเสพติดก่อให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ประกาศสงครามกับยาเสพติดเพื่อให้ ทุกหน่วยงานเร่งรัดแก้ปัญหา ทั้งในกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสพ กลุ่มติด และกลุ่มค้า พร้อมทั้งเร่งรัดการบำบัดรักษาให้ได้ ๓ แสนคน ภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ นี้ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการบำบัดไปแล้วจำนวน ๑.๓ แสนคน  กระทรวงศึกษาธิการในฐานะเป็นผู้ดูแลเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษาจึงต้องมอบหมายให้ครูประจำชั้นซึ่งเป็นคนที่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุดสำรวจและx-rayจำนวนนักเรียนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ภายใน ๑ สัปดาห์หลังจากเปิดภาคเรียน ทั้งนี้ภายในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ละจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำร่องการบำบัดรักษาผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดตามสภาพหนักเบา พร้อมทั้งทำความเข้าใจกับผู้ปกครองให้ส่งบุตรหลานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟู เพื่อคืนคนดีสู่สังคมต่อไป หากงบประมาณไม่เพียงพอจะประสานของบประมาณให้เพราะถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการให้เกิดผลอย่างจริงจัง   “การประเมินโรงเรียนสีขาวนั้น ขณะนี้กำลังตั้งคณะทำงานเพื่อหารือการแต่งตั้งคณะกรรมการในการประเมินโดยจะนำคณะกรรมการจากหน่วยงานอื่นมาตัดสินเพื่อให้เกิดความโปร่งใส พร้อมทั้งมีการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด หากโรงเรียนใดได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนที่ปลอดยาเสพติด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการป้องกันแก้ปัญหายาเสพติดจะได้รับการพิจารณาในเรื่องของขวัญและกำลังใจเพิ่มเติมนอกจากสองขั้นยาเสพติดด้วย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว จบรายการและเลิกประชุมเวลา ๑๒.๓๐ น.  เข้าเมืองมากินข้าวกลางวันที่ร้านท่าเกวียน ซอยวัดต้นสน ในอดีตเป็นร้านที่ผู้คนซึ่งผ่านชลบุรีจะต้องแวะกินกัน อาหารขึ้นชื่อ คือ ปลาคก  เป็ดพะโล้ ผัดพริกซี่โครงหมู ต้มจืดผักกาดดอง   และอีกสารพัดอาหารจีนที่ปรุงเสร็จวางเป็นถาดเป็นหม้อให้เลือกตามใจชอบ  อิ่มแล้วเดินทางกลับใช้ถนนเลียบทะเล วันนี้น้ำลงจนแห้งสนิท หากใครไม่เคยผ่านก็จะไม่ทราบว่ามันคือทะเล  ได้รับการแจ้งจากคุณรุณฤดี เลาหะพันธ์ เจ้าหน้าที่สำนักนโยบายและแผน สพฐ. ว่าได้รับมอบหมายให้ไปออกรายการบ่ายนี้มีคำตอบที่โมเดิร์นไนน์ทีวี หรือทีวีช่อง ๙ นั่นเองในวันพรุ่งนี้เวลา ๑๓.๓๐ น. รายละเอียดจะส่งเมลมาให้  ขณะเดียวกันสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้เชิญไปเป็นผู้ร่วมอภิปรายเรื่องโรงเรียนนิติบุคคล ที่โรงแรมริเวอร์ไซด์  จึงต้องยกเลิกรายการหลังไป ถึงที่พักจึงต้องเตรียมศึกษาข้อมูลการเดินทางไปสถานีโทรทัศน์ โดยใช้เบาะแสชื่อสี่แยก อสมท.เป็นต้นทาง อีกทั้งมีความกังวลพอสมควรกับประเด็นที่จะพูด คือโรงเรียนขนาดเล็กยุบหรือไม่ยุบ เพราะเป็นประเด็นร้อนเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่สุจริต มีสิทธิบาดเจ็บล้มตายและเสียสรรเสริญได้ในพริบตา ตกลงใจจะพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ตามพุทธวาจาก็แล้วกัน

             

วันอังคารที่ ๒๘  พฤษภาคม  ๒๕๕๖  หลังกาแฟเช้าที่สโมสร ขี้นไปเซ็นงานที่ห้องทำงานชั้น ๓ จน ๑๐.๓๐ น. เดินทางไปสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี มีจำลองเป็นคนขับรถ วิภาวรรณ เป็นช่างภาพ ถึงห้องรับรองของสถานี เขาเลี้ยงข้าวกล่องเป็นอาหารกลางวัน จนเที่ยงกว่า ๆ คณะจาก สพฐ. นำโดยท่านรองเลขาธิการ ดร.กมล  รอดคล้าย มาถึง ทักทายกันแต่ไม่ได้เตรียมกันล่วงหน้าอะไร นอกจากแต่งหน้า เขียนคิว ทาปากนิดหน่อย ได้เวลาพิธีกร ๒ ท่าน คือคุณวิศาล ดิลกวณิช และ คุณนีรชา หลิมสมบูรณ์ ได้เชิญเข้าห้องส่ง ดำเนินการการตามที่กำหนดเวลาไว้ คำถามและคำตอบไม่ได้เตี้ยมกันล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยเท่าที่ความจำและกำลังปัญญาจะมี แต่ก็สามารถผ่านเวลาอันเคร่งเครียดจนจบรายการ ท่านรองเลขาธิการ ดร.กมล  รอดคล้าย บอกหลังการออกรายการแล้วว่า กลัวผมจะคัดค้านนโยบายนี้จนวงแตกเหมือนกัน กลับสำนักงานมีแฟ้มรออยู่พอสมควร  มิตรรักแฟน ๆ ที่ติดตามรายการโทร.มาบอกว่าได้ดูทีวี วันนี้ชัดดี คือ ทีวีชัด ส่วนประเด็นที่พูดจะชัดเจนหรือเปล่าไม่ทราบเหมือนกัน  การออกรายการสื่อสาธารณะ เคยตั้งใจว่าจะไม่อีกแล้ว แต่ชะตากรรมก็ทำให้หนีไม่ออกเพราะเราเป็นข้าราชการเมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายก็ต้องทำ และในฐานะผู้นำองค์การก็ต้องทำเหมือนกันก่อนที่คนอื่นจะแย่งซีนไปทำแทนให้ต้องตามชี้แจงภายหลัง

               

วันพุธที่ ๒๙  พฤษภาคม  ๒๕๕๖  เช้านี้มีปัญหาให้ต้องติดตามเกี่ยวกับโรงเรียน ๒- ๓ แห่ง เรื่องแรกเป็นความพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องเด็กเกเรของผู้อำนวยการโรงเรียนขยายโอกาส โดยจะจัดหาโรงเรียนใหม่ที่เหมาะสมให้ไปเรียนเพื่อดัดนิสัย แต่ความไม่ลงตัวทำให้ผู้ปกครองเดือดร้อนวิตกกังวล จนต้องบอกกล่าวมายังเขต เรื่องทำนองนี้ได้พูดในที่ประชุมผู้บริหารบ่อยครั้งว่า ความหวังดีจะต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่ก็มีคนเข้าใจน้อย เว้นแต่จะพบปัญหากับตัวเอง อย่างกรณีนี้ นักเรียนอยู่ในเกณฑ์การศีกษาภาคบังคับ การผลักไสไล่ส่งจึงผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง โดยเฉพาะการโยนไปโยนมาจนนักเรียนไม่ได้เรียนเผลอ ๆ มีกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มาร่วมแจมด้วย จึงต้องจัดลำดับความชอบด้วยกฎหมายให้มาอันดับแรกว่าเป็นเรื่องที่ต้องกระทำ นอกนั้นจะเป็นเรื่องที่ควรกระทำซึ่งเป็นลำดับรองลงไป   เรื่องที่สอง ฟ้องว่าผู้บริหารโรงเรียนไม่อยู่โรงเรียนเพราะไปรับงานข้างนอกด้วยจบดอกเตอร์ แต่วางครูเป็นตัวแทนคอยสอดส่องคอยฟ้องเวลากลับเข้าโรงเรียน ใช้อำนาจบาทใหญ่ด่าครูตลอดเวลา บังคับครูและนักเรียนไปทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่คำนึงว่าเขามีครอบครัว วันหยุดก็ไม่ได้หยุด สั่งห้ามครูไปกินข้าวนอกโรงเรียน ตัวเองและพวกพ้องไปกินกันทุกวัน บังคับครูลาออก จัดเวรไม่เป็นธรรม และอีกสารพัดแย่ที่เขาเขียนมา จะเรียกเจ้าตัวมาชี้แจงว่าเป็นตัวตนแท้จริงตามฟ้องหรือเปล่า ในเบื้องต้นแม้อาจได้รับการปฏิเสธแต่ตัวเองย่อมทราบดีที่สุดว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่รีบแก้ไขโรงเรียนก็จะเป็น sick organization   อีกรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าหนักไปทางคอรัปชั่น บอกว่ากินงบซ่อมแซม    งบซื้อวัสดุในโรงเรียน ค่าพาหนะครู พูดจาไม่สุภาพ กริยามารยาทเลวทราม นำรถโรงเรียนไปใช้ส่วนตัวแกล้งคนไม่ใช่พวกให้สอนมาก ๆ รายนี้เป็นผู้ชาย  สัปดาห์นี้มากันเกือบครบทุกอำเภอ ขาดแต่อำเภอลาดหลุมแก้วที่ไม่มีเรื่องเข้ามา บ่ายเข้ากระทรวงเพื่อดำเนินการตามยั้นตอน ในฐานะที่เป็นประธานกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ได้รับแต่งตั้ง

             

วันพฤหัสบดีที่ ๓๐  พฤษภาคม  ๒๕๕๖  วันนี้มีประชุมหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการความมั่นคง และคณะกรรมการ ศตสจ. เริ่มจากประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่ชั้น ๕ ศาลากลางจังหวัด มีนายศิริพงษ์  ห่านตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ไม่มีระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเขตพื้นที่การศึกษา เลิกประชุมเวลา ๑๑ นาฬิกา ต่อด้วยการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงฯ จังหวัด มีวาระของตำรวจ อัยการ แรงงาน คุมประพฤติ ราชทัณฑ์ วัฒนธรรม และนายอำเภอ ของเขตพื้นที่จะมีเกี่ยวข้องอยู่บ้างเรื่องนักเรียนตีกัน เลิกประชุมเกือบบ่ายโมง ท่าน ผอ.เขต ๒ ชวนไปกินข้าวที่ร้านต้อยซีฟู๊ด หน้าวัดหงส์ปทุมาวาส รีบสั่งรีบกิน บ่ายโมงครึ่งกลับมาประชุมคณะกรรมการ ศตสจ.  ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานการประชุม มีเจ้าหน้าที่จาก ปปส.มาร่วมประชุมด้วย ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่ง ยังจัดหนักสำหรับงานในความรับผิดชอบของโรงเรียน โดยเฉพาะโครงการ ๒๒ กิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และรายงานไปแล้วว่าทำได้ครบตามเป้าหมายจนอยู่ในลำดับต้น ๆ ของจังหวัดที่มีผลงานดีในปีนี้  และท่านเองก็เป็นหัวหน้าทีมในเรื่องนี้ ประเด็นที่ติดใจคือนักเรียนปลอดยาเสพติดหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับรายงานกิจกรรมซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงปริมาณ ส่วนเป้าหมายเชิงคุณภาพก็ต้องดูกันต่อไป เห็นเปล่าประโยชน์ที่จะชี้แจงถกเถียงด้วย เพราะท่านเป็นหัวหน้าทีมอยู่แล้วก็ทำความเข้าใจเอาเองได้ ที่สำคัญประธานการประชุมไม่ได้ติดใจสงสัยประเด็นนี้ ท่านบอกว่าอย่าให้อยู่ลำดับสุดท้ายเหมือนปีที่ผ่านมาเพราะต้องชี้แจงนายกรัฐมนตรี เลิกประชุม ๑๕ นาฬิกา กลับมาเซ็นงานแฟ้มเอกสารอีกหนึ่งตั้งเป็นอันเสร็จภารกิจ

                       

วันศุกร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ภาคเช้ามีงานเข้าไปจัดการเรื่องเอกสารสำหรับการศึกษาดูงาน ที่ สกสค.  บ่ายนักศึกษาปริญญาเอก วิชาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มาขอสัมภาษณ์เรื่องการนำนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษา เล่าให้ฟังว่านโยบายปัจจุบันมาเร็วไปเร็ว และบางเรื่องกระทบต่อการเรียนการสอนของครูถึงห้องเรียน ผมเรียกว่านโยบายจร นโยบายจรมีอิทธิพลมากกว่านโยบายปกติ เพราะจะถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน จนแย่งเวลาและทรัพยากรจากเด็กและครูไปมาก ทั้งที่ครูรู้เส้นทางดีว่าทางไหนตรงและประหยัด  แต่ก็ต้องเดินตามเขาไปจนสุดซอย แล้วกลับมาตั้งต้นใหม่  การบริหารภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยอันถือได้ว่ามีระบบราชการที่ซับซ้อนมากที่สุดที่หนึ่งในโลกซึ่งมาจากหลายปัจจัย อาทิ การจัดโครงสร้างการบริหารงานส่วนต่างๆซึ่งแบ่งออกเป็นส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่นที่เชื่อมโยงถึงการทับซ้อนกันของอำนาจหน้าที่แต่ละหน่วยงานภายใต้พื้นที่เดียวกัน และฐานคติหรือประเพณีแบบไทยๆ ประกอบกับภายใต้สภาพการณ์ที่บริบทและเงื่อนไขทางการบริหารปกครองได้มีการปรับเปลี่ยนไปสู่สภาพการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากประเด็นปัญหาในเชิงโครงสร้างอันสะท้อนบริบทรอบตัวทางการเมืองและการบริหารของไทยอันมีตัวแสดงหน้าใหม่นอกเหนือจากภาครัฐมาปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่หรือกระบวนนโยบายหนึ่งๆอีกเป็นจำนวนมาก  ได้ก่อให้เกิดสภาพของการกระจัดกระจายทางการบริหารหรือที่เรียกว่า ‘การรวมศูนย์อำนาจแบบกระจัดกระจาย’ (fragmented centralization) ในการทำความเข้าใจสภาพการณ์หรือปัญหาของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติของไทย อาจมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้าใจขั้นตอนและโครงสร้างเหล่านี้อย่างถ่องแท้เนื่องจากมันส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ที่ผ่านมาในภาพรวม อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาเรื่องการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติมุ่งเน้นสนใจเฉพาะบางเรื่องหรือบางประเด็นมากกว่าการสร้างทฤษฎี/ตัวแบบในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติแบบเบ็ดเสร็จจึงทำให้ไม่มีกรอบทฤษฎีที่เด่นหรือตัวแบบที่มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะอธิบายถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติได้ แต่ต่อมาเมื่อมีนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยหรือตัวแบบที่ใช้อธิบายความสำเร็จและความล้มเหลวของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ก็ประสบกับปัญหาของการเหมารวมและไม่สามารถอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้ อย่างไรก็ดี โดยสรุป ปัญหาเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้น สัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ อย่างแยกไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบาย การจะบอกว่านโยบายหนึ่งๆ มีปัญหาตอนนำไปปฏิบัติหรือไม่ ถ้ามีนั้น มีอย่างไร ไม่สามารถอธิบายได้ในลักษณะเดียว แต่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีประกอบกับความเข้าใจในแนวคิดและกระบวนนโยบายตลอดจนโครงสร้างการบริหารงานรัฐไทยเป็นอย่างดี ตลอดจนบริบทที่เปลี่ยนไปอันรายล้อมการบริหารงานภาครัฐที่ไม่ได้มีเพียงรัฐอีกต่อไปที่มีบทบาทในการนำนโยบายไปปฏิบัติเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเพียงภาพสะท้อนบางส่วนที่พยายามกล่าวถึงถึงประเด็นปัญหาการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติผ่านมุมมองของคนที่ศึกษานโยบายสาธารณะในระดับปริญญาเอก  เป็นที่แน่นอนว่ารัฐไทยต้องปรับตัวให้ทันกับปัญหาดังกล่าวเพื่อรับมือและจัดทำบริการสาธารณะที่ดียิ่งขึ้น มิฉะนั้น การนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติของประเทศไทยก็ยังคงย่ำวนอยู่กับที่ปัญหาอันไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง

                                                              นายกำจัด  คงหนู

                           ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑



                                                               (ตัวอย่างคำสั่ง)


                                             คำสั่งโรงเรียน................................

                                                                  ที่........./๒๕๔๖

        เรื่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ถูกกล่าวหาว่า

เป็นผู้ขาด

คุณสมบัติทั่วไป ตามมาตรา ๓๐ (๗),(๑๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ 

                                                             ---------------------------


       ด้วยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา....... แจ้งว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา.............ในคราวประชุมครั้งที่.../๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ...................๒๕๔๖ ได้รับทราบและแจ้งผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗  กรณี ก.ค.ศ. ได้มีหนังสือ สำนักงาน ก.ค.ศ. ลับ ที่ ศธ ๐๒๐๖.๖/๕๕๙ ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ แจ้งว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รายงานผลการสอบสวนกรณีทุจริตการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ให้กระทรวงศึกษาธิการนำเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ว่า จากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๖ มีการทุจริตในการสอบ ก.ค.ศ.ในคราวประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ มีมติให้แจ้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการเพื่อให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ โดยกล่าวหาว่า นาย/นาง........................................ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย โรงเรียน.... .............................เป็นผู้กระทำการทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการ จึงเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๓๐ (๗),(๑๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการได้ และกรณีได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการไปแล้ว ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๓ ต้องสั่งให้ออกจากราชการโดยพลัน เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๓๐ (๗),(๑๓) ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕๓ และมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗และแก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยข้าราชการดังต่อไปนี้


               ๑. นาย............. ........... ตำแหน่ง ...........           ประธานกรรมการ

               ๒. นาย......................... ตำแหน่ง ...........                     กรรมการ

               ๓. นาย..........................ตำแหน่ง............    กรรมการและเลขานุการ


            ทั้งนี้  ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราช         บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณา  ดำเนินการต่อไป


             สั่ง  ณ   วันที่


                                                                     (นาย........................)

                                           ผู้อำนวยการโรงเรียน...........................................