การพัฒนาต้องมาพร้อมกับการอนุรักษ์

การพังทลายของชายหาดจากสิ่งก่อสร้างริมทะเล

(Impact of Coastal Structures on Beach Erosion)

โดย รศ. ดร. สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์

คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

29 พ.ค. 2556

เสถียรภาพของชายฝั่งคืออะไร

ชายฝั่งเป็นบริเวณเขตน้ำตื้นที่คลื่นมีผลกระทบต่อท้องทะเล ทำให้ตะกอนฟุ้งกระจายและเคลื่อนย้าย กระแสน้ำที่เกิดจากคลื่นลมที่กระทำต่อชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชายฝั่งอยู่ใน “สภาวะสมดุลพลวัต (dynamic equilibrium)” ซึ่งหมายถึง สมดุลบนความเคลื่อนไหว ดังนั้นการพิจารณาเสถียรภาพของ ชายฝั่งจึงต้องมองภาพรวมเป็นฤดูกาล ปี หรือรอบของการคืนสภาพเดิม การเปลี่ยนแปลงสภาพของชายฝั่งด้วยสิ่งก่อสร้าง เช่น เขื่อนกันคลื่น เขื่อนกันทราย รอดักทราย กำแพงกันคลื่น ฯ จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสน้ำและการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปร่างชายฝั่งที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้การสร้างเขื่อนและฝายในแม่น้ำจะกีดขวางการไหลของตะกอนลงสู่ทะเล ทำให้ชายหาดขาดแคลนทรายที่มาหล่อเลี้ยง ผลลัพธ์ก็คือชายหาดจะหดสั้นลง และในที่สุดคลื่นก็สามารถเข้าถึงฝั่งและกัดเซาะซึ่งจะยากต่อการแก้ไข

รูปที่ 1 สัณฐานของชายหาดตามฤดูกาล

อะไรคือการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งตามธรรมชาติ (ดูรูปที่ 1 ประกอบ)

ชายฝั่งประกอบด้วยสันทราย (sand dunes) หาดทราย (beach) และสันดอนใต้น้ำ (sand bars) ซึ่งเป็นบริเวณที่คลื่นเริ่มแตก ในช่วงมรสุมที่คลื่นลมแรง สันทรายจะถูกกัดเซาะเป็นแนวตรงดิ่ง และทรายถูกพัดพาออกสู่ทะเลกลายเป็นสันดอนใต้น้ำ (เส้นทึบ) แต่เมื่อคลื่น ลมสงบคลื่นเดิ่งจะนำทรายนั้นถมกลับสู่ฝั่ง ก่อตัวเป็นชายหาดดังเดิม (เส้นปะ) ดังนั้นจะเห็นว่ารูปร่างชายหาดจะสมดุลด้วยตัวเองตามฤดูกาล

กระแสน้ำทำให้ชายหาดเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร (ดูรูปที่ 2 ประกอบ)

เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เป็นมุมเอียงเข้าหาฝั่งจะก่อให้เกิดกระแสน้ำที่ไหลลัดเลาะไปตามแนวชายฝั่ง (longshore current) และจะพัดพาทรายให้เคลื่อนที่ไปด้วย ถ้ากระแสน้ำนี้ถูกขัดขวางโดยสิ่งก่อสร้าง ทรายก็จะตกทับถมที่โครงสร้างนั้น ขณะที่อีกด้านหนึ่งจะไม่มีทรายไปหล่อเลี้ยง ก็จะเกิดการเสียสมดุลอย่างถาวร

เนื่องจากคลื่นแปรเปลี่ยนทิศทางไปตามฤดูกาล จึงทำให้การเคลื่อนของตะกอนเปลี่ยนไปมาด้วย ซึ่งเมื่อหักลบกันแล้วจะได้ค่าสุทธิ (net transport) ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนของทิศทางพายุทำให้ไม่สามารถ ประมาณการเคลื่อนที่ของตะกอนได้ถูกต้อง จะงอยสันทรายที่แหลมตะลุมพุกและอ่าวปัตตานี เป็นสิ่งบ่งบอกทิศทางการเคลื่อนที่สุทธิของตะกอนชายฝั่งได้เป็นอย่างดี


รูปที่ 2 กระแสน้ำเลียบฝั่ง

จริงหรือที่..สิ่งก่อสร้างทำให้หาดทรายและชายฝั่งพังทลายรุนแรงและลุกลาม (ดูรูปที่ 3 ประกอบ)

สิ่งก่อสร้างชายฝั่งอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1) สร้างยื่นออกจากชายฝั่ง เช่น รอหรือคันดักทราย (groynes) และ เขื่อนกันทรายและคลื่น (jetty)

2) สร้างที่ชายฝั่งทะเลขนานกับแนวชายฝั่ง เช่น เขื่อนกันคลื่น (breakwater) ฯ และ

3) สร้างไว้บนชายหาด เช่น กำแพงกันคลื่น (seawall) แบบต่างๆ

กรณีของรอดักทรายและเขื่อนกันทรายฯ กระแสน้ำจะพาทรายมาทับถมด้านต้นน้ำ ขณะที่อีกด้านหนึ่งจะเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง จากนั้นจะลุกลามไปไม่สิ้นสุดเพราะชายฝั่งจะพยายามจะปรับตัวให้เข้ากับทิศทางใหม่ของคลื่น ชายฝั่งที่เสียสมดุลแล้วจะมีลักษณะลาดชันทำให้ง่ายต่อการพังทลาย แม้แต่ถนนที่มีการบดอัดอย่างดีก็พังทลายลงในพริบตา ลักษณะเช่นนี้จะเห็นได้ทั่วไปตลอดแนวชายฝั่งภาคใต้ตั้งแต่ จ.นราธิวาส ปัตตานี สงขลา และนครศรีธรรมราช ดังตัวอย่างการพังทลายของชายฝั่งที่บ้านบ่อคณที ต.ขนาบนาก อำเภอปากพนัง ที่ขณะนี้ลุกลามไปจนถึงแหลมตะลุมพุก ที่บ้านหน้าศาล อ.หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และที่บ้านนาทับ อ.เมืองสงขลา ฯลฯ

รูปที่ 3 (ก) รอดักทราย และ เขื่อนกันทรายและคลื่น

การพังทลายของหาดทรายและชายฝั่ง จากเขื่อนกันทรายและกันคลื่น ที่ ต.นาทับ อำเภอเมืองสงขลา (ภาพปี 2545)

ถนนและทรัพย์สินเสียหาย ที่ ต.นาทับ อำเภอเมืองสงขลา การพังทลายของหาดทรายและชายฝั่ง ผลกระทบจากเขื่อนริมชายฝั่ง (ภาพปี 2547)

การพังทลายของหาดทรายและชายฝั่ง จากเขื่อนกันทรายและกันคลื่น ที่ ต.ขนาบนาก อำเภอปากพนัง นครศรีธรรมราช (ภาพปี 2545)

ถ้ามีการสร้างคันดักทรายหลายๆตัว จะมีการทับถมที่คันดักทรายตัวแรกและกัดเซาะอย่างรุนแรงถัดจากคันดักทรายตัวสุดท้ายเสมอ


รูปที่ 3 (ข) คันดักทรายหลายตัว


รูปที่ 3 (ค) เขื่อนกันคลื่น


ชายหาดแสงจันทร์ จ.ระยอง ที่ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยเขื่อนหินชายฝั่ง

รูปที่ 3 (ก) การกัดเซาะชายฝั่งจากเขื่อนกันทราย (ข) การกัดเซาะชายฝั่งจากรอดักทรายหลายตัวและ (ค) การกัดเซาะชายฝั่งจากเขื่อนกันคลื่น

ในกรณีการสร้างเขื่อนกันคลื่นในทะเลขนานกับแนวชายฝั่ง ด้านหลังของเขื่อนจะมีทรายตกสะสม ขณะที่ชายฝั่งจะถูกกัดเซาะเว้าเป็นอ่าวรูปโค้ง (tombolo) และถัดจากเขื่อนตัวสุดท้ายจะเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างฉับพลัน ดังเช่น การสร้างเขื่อนกันคลื่นที่บ้านนาทับ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ทำให้ถนนที่แข็งแรงซึ่งห่างจากทะเลกว่า 80 เมตรพังทลาย และลุกลามทำลายบ้านเรือนที่บ้านบ่ออิฐที่อยู่ห่างออกไปกว่า 3 ก.ม.

กำแพงกันคลื่นที่สร้างล้ำลงไปบนชายหาด (รูปที่ 4) จะก่อให้เกิดการสะท้อนของคลื่นที่ชายฝั่ง คลื่นจะเพิ่มขนาดขึ้นทวีคูณที่กำแพง ซึ่งนอกจากจะทำให้สิ่งก่อสร้างเสียหายแล้ว ยังทำให้หาดทรายหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะคลื่นสะท้อนนั้นจะหอบทรายออกสู่ทะเลอย่างถาวร ละอองน้ำเค็มที่เกิดจากคลื่นกระแทกกำแพงจะปลิวไปในอากาศ เกิดเป็นไอกรดที่กัดเซาะทุกอย่างให้ผุกร่อนเสียหาย นอกจากนี้ที่ปลายของกำแพงกันคลื่นยังทำให้เกิดการกัดเซาะหาดทรายและชายฝั่งในลักษณะเดียวกับรอดักทราย

รูปที่ 4 การสะท้อนของคลื่นที่กำแพงกันคลื่น ชายฝั่งบ้านหน้าศาล อำเภอหัวไทร นครศรีธรรมราช (ภาพปี 2555)

มีมาตรการใดบ้างช่วยฟื้นฟูชายหาดให้กลับคืนมา

จากการศึกษาและทำวิจัยการพังทลายของชายฝั่งภาคใต้ของไทยอย่างต่อเนื่อง พบว่าสัณฐานชายฝั่งตั้งแต่ จ.สงขลา ถึง นครศรีธรรมราช มีหาดทรายที่เป็นแนวยาวเรียบและตรง ซึ่งอ่อนไหวต่อการรุกล้ำของมนุษย์ การกระตุ้นด้วยสิ่งก่อสร้างที่ล่วงล้ำชายหาดทำให้ชายฝั่งต้องปรับตัวใหม่กับสิ่งแปลกปลอมนั้นและลุกลาม ชายฝั่งที่พังทลายไปแล้วไม่สามารถเยียวยาได้

ทางออกที่ดีคือการหามาตรการบรรเทาปัญหาและฟื้นฟูในบางแห่ง นั่นคือ สิ่งก่อสร้างชายฝั่งจำนวนมากที่ไม่ใช้ ประโยชน์แล้วต้องเร่งรื้อถอนออกไป เพื่อให้ชายฝั่งปรับตัวตามธรรมชาติโดยเร็ว การเพิ่มทรายและถ่ายเททรายให้กับชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะจะให้ผลดีที่สุด

การถ่ายเททรายจากที่ถูกดักเก็บไว้ในบริเวณเขื่อนกันทรายไปสู่ด้านที่ถูกกัดเซาะ จะลดปัญหาได้อย่างรวดเร็วและยังช่วยเสริมความมั่นคงให้กับชายหาดส่วนอื่นๆ

นอกจากนี้การลักลอบขุดทรายจากชายฝั่งก็เป็นสาเหตุ สำคัญที่ทำให้ชายฝั่งสูญเสียชายหาดถาวร จึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้มีการนำทรายออกไป

การเพิ่มเสถียรภาพให้ชายฝั่งโดยไม่สร้างกำแพงล่วงล้ำชายหาดและไม่เป็นกำแพงแนวดิ่ง การปลูกต้นไม้แนวชายฝั่งจะช่วยยึดทรายและลดการแพร่ของไอกรดลงได้เป็นอย่างดี

ต้องเร่งประเมินโครงการฯต่างๆที่ผ่านมาเพื่อเป็นบทเรียน และชดใช้ความเสียหายแก่บ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐฯโดยเร็ว การจัดการทรัพยากรชายฝั่งเป็นมาตรการที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ... o