มีสลึง พึงบรรจบให้ครบบาท

nobita
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
"มีสลึง พึงบรรจบ ให้ครบบาท อย่าให้ขาด สิ่งของ ต้องประสงค์ มีน้อย จ่ายน้อย ค่อยบรรจง อย่าจ่ายลง ให้มาก จะยากนาน"

           "มีสลึง พึงบรรจบ ให้ครบบาท

อย่าให้ขาด สิ่งของ ต้องประสงค์

มีน้อย จ่ายน้อย ค่อยบรรจง

อย่าจ่ายลง ให้มาก จะยากนาน"

          ผมจำบทท่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ และเดี๋ยวนี้ก็ยังคงท่องไว้อยู่ในใจ เพราะบางครั้งชีวิตที่ไม่ครบบาท ก็อาจจะทำให้ผมต้องเดินทางไกล แทนการขึ้นรถ  หรือ บางทีการขาดไปสักสลึง ก็อาจจะทำให้ผมหมดโอกาสนั่งเรือข้ามฟากได้เหมือนกัน...

          มูลเหตุของบันทึกนี้ มาจากการได้รับเช็คเป็นเงินปันผลของกองทุน และเงินปรับลดมูลค่าหน่วยลงทุน จำนวน ๒ ฉบับ มีมูลค่ารวมกันประมาณ ๔ บาทกว่า ๆ  (อย่างงนะครับ สี่บาทกว่า ๆ จริง ๆ)

          หลาย ๆ คนบอกว่า เสียดายจัง มูลค่าของเงินในเช็คแต่ละฉบับ ไม่คุ้มกับค่าเช็คและค่าดำเนินการเลย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ ทางบริษัทจัดการก็ต้องดำเนินการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนตามหน้าที่และระเบียบการ ส่วนผมเมื่อได้รับเช็คเงินปันผลแล้ว ก็ต้องนำเช็คทั้งสองฉบับ (ฉบับแรกสามบาทกว่า ๆ   ฉบับที่สองสี่สิบสตางค์กว่า ๆ ) นำไปฝากเข้าบัญชี  

          ทีแรกก็อายเจ้าหน้าที่ธนาคารเหมือนกัน คิดอยู่ในใจ เอ... เจ้าหน้าที่เขาจะว่าอะไรเรารึป่าวนะ กะแค่เช็คมูลค่าน้อย ๆ แบบนี้ยังนำมาฝากอีก  แต่ก็ยังจำได้ว่าเคยท่องว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท  หรือ ได้ยินมงคลชีวิตที่บอกไว้ว่า อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา  ก็เลยต้องนำเช็คไปฝากเข้าบัญชีเงินลงทุนที่เปิดไว้ให้เรียบร้อย  ซึ่งถือว่าเป็นไม่ละทิ้งเงินแม้จะเป็นจำนวนน้อยก็ตาม เพราะสักวันหนึ่งเงินสลึงก็อาจจะเพิ่มพูนเป็นเงินบาท เงินร้อย หรือเงินพันได้

          ที่สำคัญ ผมคิดว่า จุดเริ่มต้นมีการลงทุนออกเช็คมาแล้ว ถ้าเราไม่นำเช็คเข้าบัญชีต่อ ก็แสดงว่าการลงทุนออกเช็คมาก็สูญเปล่า ต้องเสียทั้งค่าดำเนินการ ค่าเช็ค และมูลค่าเงินในเช็ค  แต่ถ้าเรานำเงินเข้าบัญชีเรา อย่างน้อย ๆ เงินก็ยังเข้ามาหมุนในระบบต่อไปได้ ไม่สูญหายไปไหน

          แล้วอีกอย่าง การใช้ชีวิตในกรุงเทพ ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็คงจะมีโอกาสเจอเหรียญ ตั้งแต่เหรียญสลึง  เหรียญห้าสิบสตางค์  เหรียญบาท  และห้าบาทเป็นต้นไปบ่อย ๆ  หลาย ๆคน ถ้าเจอเหรียญเล็ก ๆ ก็เลือกที่จะไม่หยิบ ไม่เก็บไว้ ปล่อยให้วางไว้เฉย ๆ เดินข้ามไปเปล่า ๆ  คิดว่าไม่มีค่า ไม่สำคัญ อาย กับการจะเก็บเงินที่ตัวเองเจอ

          แต่จริง ๆ แล้ว ชีวิตในเมืองกรุง เงินมีค่าทุกบาท ทุกสตางค์  เพราะ  นั่งเรือข้ามฟาก ยังคงเก็บ ๓.๕๐ บาท  นั่งรถเมล์ ขสมก. ก็เก็บ ๖.๕๐ บาท  และการทอนเงิน ก็ยังคงทอนแบบเหรียญสลึง ๒ เหรียญด้วย  เห็นไหมว่า แค่เหรียญสลึงก็มีค่าสามารถใช้งานได้  หรือใครไม่อยากใช้ ก็เก็บสะสมเหรียญเหล่านี้ไว้จำนวนมาก ๆ แล้วนำไปแลกได้ที่ สำนักงานเหรียญกษาป หรือหน่วยงานที่รับแลกได้ อาจจะได้เงินในจำนวนที่คิดไม่ถึงก็ได้...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โนบิตะ คุง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยที่สุดค่ะ สมัยก่อนอยู่เวร ER (ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน) ทำหน้าที่ตั้งแต่ช่วยออกบัตรคนไข้, ตรวจ รักษา, จ่ายยา และเก็บตังค์ ตอนส่งเวรเงินหายไป ๑ บาท โอ้.. พระเจ้า.. ต้องนั่ง clear หารเงิน ๑ บาท.. ได้ลงเวรตีหนึ่งครึ่ง ฮ่าฮ่า

เขียนเมื่อ 

มาชื่นชมเยาวชนรุ่นใหม่ที่รู้จักอดออมค่ะ