คำสารภาพของศิษย์ผู้พี่

คำสารภาพของศิษย์ผู้พี่

       กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนูปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีส่วนทำให้น้องเป็นแบบนี้และพอได้รับโอกาสให้ลงมือแก้ไขก็ยังทำไม่เต็มที่ พลาดแล้ว พลาดอีก 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลวงปู่มอบหมายให้ สอนหนังสือน้อง แต่หนูก็ไม่ค่อยเอาใจใส่ ผลการเรียนน้องออกมาจัดว่า ต้องปรับปรุงด่วน

ตอนสอนก็ประมาณว่า กว่าจะไล่ให้มานั่งเรียนนั่งสอนกันได้ก็ต้องออกแรง สารพัดจะอ้าง

สุดท้ายกิเลสหนูด้วย กิเลสน้องด้วยเลยไม่เกิดผลสัมฤทธิ์

ไม่มุ่งมั่นสอนน้องตามที่หลวงปู่และครูมอบหมาย สุดท้าย จิตหนูก็รับกรรม

      เมื่อวันเวลาเคลื่อนไปพอเขามีอาการดื้อดึง หรือ ทำผิด บางทีหนูก็เพิกเฉย ไม่บอกไม่สอน

เพราะเห็นแก่ตัว คิดว่า เราก็ทำผิดแบบน้องนะบางที จะไปว่าน้องมันก็ยาก 

นี่คือ จิตที่เห็นแก่ตัว แทนที่จะเตือนน้องเพื่อให้จิตตนได้เตือนตน และเตือนกันและกันเมื่อขาดสติ

จิตหนูเห็นแก่ตัว คิดซ้ำ ๆ แต่ว่า หนูยังมีกิเลส ไม่มีความสามารถไปบอกใครสอนใครได้

สุดท้ายก็ถูกกิเลสเอาไปกิน ดีชั่ว มันก็พอรู้อยู่ เห็นอยู่ อะไรเป็นศีล ไม่เป็นศีล ก็รู้แต่ก็ไม่เอ่ยปาก

     นิสัย "ขี้เกียจยุ่ง" สมควรแก่เวลาในการเลิกได้แล้ว คำนี้ประจักษ์กับตัวหนูเอง 

หนูต้องเรียนรู้อยู่กับครูในความดูแลของครู ภารกิจของครู คือ สอนคนให้เกิดปัญญา

หนูจะมาทำหน้ามึน ไม่รู้ไม่เห็น ไม่สน ไม่แคร์เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ 

มันต้องสมควรแก่เวลาในการเปลี่ยนแล้ว

ให้หัดสังเกต ทำความรู้ใจตน รู้จักตน รู้จักคน รู้จักสิ่งแวดล้อม 

แต่สิ่งสำคัญต้องไม่ลืมใจตนเอง

หลัก ๆ ที่ต้องมีคือ ข้อวัตร ที่หนูไม่ฝึกไม่หัด ไม่ขัดกับตนเองเสียที 

พอจะไปบอกน้องสอนน้องมันเลยฝืด 

เพราะตนเองยังสอนตนเองไม่ได้ มันน่าอายที่จะไปสอนคน

ถ้ามันทำไม่ได้ไม่ควรค่า ก็ทำให้มันควรค่าซิ 

นี่คือ คำพูดของพี่ที่ทำงานที่ประทับลงในจิต

ทำดี ทำได้ และมีโอกาสทำประโยชน์ได้มากกว่าใคร ๆ 

แต่มันชอบหนี ชอบหลบ 

ชอบสงสัย ว่าทำไมต้องเป็นเรา

หันมองแต่คนอื่นว่า เขาสบาย 

คิดง่าย ๆ ว่าถ้าเป็นเขาเอาจริง ๆ มันก็ไม่สบายหรอก 

เกิดมาเป็นคน ทุกข์ ทั้งนั้น มีทุกข์มากันตั้งแต่วันมาเกิด เพราะมีเชื้อของกิเลสโลภ โกรธ หลง พามาให้เกิด

       มาถึงตรงนี้ต้องถอนหายใจกับตนเอง เป็นไงหล่ะ ช่วยน้องไม่เต็มที่

แค่น้องหลบ หาไม่เจอตั้งแต่เย็นวันศุกร์ใจก็ขุ่น ดีที่ครูเมตตาให้ได้ทำความสะอาดกุฏิ ใจถึงสงบและเย็นลง

พอไปกราบหลวงปู่ ท่านกำลังบวชเณร ท่านเทศน์สอนเรื่อง การบวช

บวชมาต้องมีอุปัชฌาย์ หน้าที่ ๆลูกศิษย์ พึงปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์ คือ อุปฐากดูแล ซักผ้า กวาดถูกุฏิ ท่านบอกท่านสอนก็ให้เชื่อฟัง มาบวชนั้น มาฝึกมาหัด ขัดกิเลส จะมาตามใจตัวเองไม่ได้

     พอพิธีบวชเสร็จท่านก็เมตตาหันมารับฟัง ถามถึงผลวิเคราะห์น้ำและหนังสือ แล้วท่านก็เมตตาเทศน์สอน 

ยังไม่ทันขาดคำ กิเลสน้องแสกหน้าใส่ไฟ 

ใจได้ฟังก็รู้สึกสลดหดหู่ เบื่อหน่าย 

หาทางช่วย กลับฟุ้งซ่านกลัวไปหมด ว่าร้าย อวดอ้างตนเอง

หนูได้เห็นตนเองชัด ๆ และชัดมาก ณ จุดนั้น

 แทบจะเลิกแล้วก็ถอยออกมา

แต่ด้วยรับคำครู ก็พยายามทำถอดบทเรียนผ่านตนเองกับหลวงปู่

เล่าถึงจิตชั่วที่เพ่งโทษครูแล้วได้คิด เชื่อครูทำให้ประจักษ์ในจิตได้แก้ไขกับตนเอง

หลวงปู่ยิ้มเมตตาเป็นรางวัลให้กำลังใจ

แต่ยังไม่ทันจะพูดเสร็จ น้องก็กราบเรียนแย้งขึ้นมา

นี่แหละหนอ กิเลส หนูอดทนไม่พอ สติไม่แน่น แน่วแน่ ไม่พอ ทำภารกิจ ไม่สำเร็จ

ครานี้จัดว่า สอบตก 


สุดท้ายครูเมตตาออกแรงลงมือเอง

แล้วตลอดเวลาครูก็เมตตาปกป้องหนูด้วย


รู้กับตนเองว่า ทำไม่พอ

แต่ลึก ๆ ก็เชื่อว่า เขาจะกลับมา

แต่จะแบบไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง 


หน้าที่ต่อไป อาจจะทำได้แค่ ผ่อนหนักให้เป็นเบา ก็เท่านั้น

เข้าใจครูมาก ๆ กับคำว่า

"ช่วยคนที่เขาไม่อยากให้ช่วยนี่มันเหนื่อย"

เป็นแบบนี้นี่เอง 

แต่ครูก็ไม่เคยหยุดที่จะช่วยหนู

นี่คือ เส้นทางที่ประจักษ์ในจิต 

ทำได้เพียงน้อมรับ และอยากจะบอกว่า

"พี่ขอโทษ ที่ปฏิบัติต่อน้องได้ดีไม่พอ"

แต่ก็เชื่อว่า หากพยาม แก้ไขตนเอง น้องต้องมีโอกาสผ่านได้สักวัน สู้ ๆนะ


Note ทะยอยเขียนตะกอนที่อยู่ในใจ ทำความรู้กับตนเอง 

หนูเชื่อว่า การเขียนบันทึก กำลังช่วยเยียวยา จิตใจหนู 

แบบที่ครูเมตตาบ่มเพาะ

ให้ทำความเข้าใจและรู้จักตนเองมากขึ้น 

วันนี้เป็นวันเดินทาง ที่ได้ทบทวนกับตนเอง แบบเต็มที่ ช่างดีจริง ๆ



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้ชีวิต



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ติดตามมาเรียนรู้วิธีดูใจตัวเองครับ...

เขียนเมื่อ 

บางสิ่งบางอย่าง บางครั้ง ก็เดินสวนกันนะคะ