คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักสมุดนะคะ แต่ถ้าเป็น สมุดไทย เพื่อนๆ พอจะทราบไหมค่ะว่าหมายถึงอะไรและมีความแตกต่างจากสมุดที่เราใช้กันในปัจจุบันอย่างไร

สมุดไทย
สมุดไทย คือ
สมุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยกระดาษข่อยแผ่นยาวๆ
หน้าแคบ พับทางขวางทบกลับไปกลับมาคล้ายผ้าจีบ
มีทั้งชนิดกระดาษขาวและกระดาษดำ โดยมีชื่อเรียกต่างๆ กัน
เช่น สมุดข่อย สมุดไทย สมุดไทยดำ
สำหรับในภาคใต้เรียกว่าสมุดไทยว่า หนังสือบุด
คำว่า บุด
ในภาษาถิ่นใต้ อาจมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตว่า
ปุสตก และภาษาบาลีว่า โปตถก
ซึ่งหมายถึง คัมภีร์ใบลาน ผ้าเปลือกไม้
รูปปั้น ในภาษาชวา - มลายู
มีคำที่เกี่บวข้องกับหนังสือบุด คือคำว่า Pustaka
ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต หมายถึง หนังสือทุกประเภท
คำว่า Perpuswakaan หมายถึง
ห้องสมุด คำว่า Pustakawan หมายถึง
บรรณารักษ์
และมีคำภาษาสันสกฤตอีกคำหนึ่งว่าปุฎ หมายถึง
การพับ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับหนังสือบุดคือเป็นหนังสือพับเช่นเดียวกัน (
ในภาษาถิ่นใต้จะออกเสียงคำว่า สมุด เป็น
มุด จึงอาจกลายเป็น บุด
ในเวลาต่อมา)
สมุดไทย หรือ
หนังสือบุด ของภาคใต้โดยทั่วไปมีหลายขนาด
แต่ละขนาดจะสัมพันธ์กับเนื้อหาที่เขียน เช่น
ถ้าใช้บันทึกวรรณกรรมประเภทศาสนาจะเป็นหนังสือพระมาลัย
โดยจะบันทึกอักษรขอมบาลีหรือขอมไทย มีความกว้างประมาณ
15-20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร
สำหรับนิทานชาดก นิทานประโลมโลก ตำนาน
พงศาวดาร หรือตำราดูลักษณะเรือ
จะเป็นหนังสือบุดขนาดกลาง กว้างประมาณ 10-13
เซนติเมตร ยาวประมาณ 34-40 เซนติเมตร
และเรื่องตำรายาหรือคาถาอาคมจะนิยมบันทึกลงหนังสือบุดขนาดเล็ก
เป็นต้น
ในปัจจุบันสมุดไทย หรือ หนังสือบุด ได้ถูกทำลายหรือสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ท่านไหนสนใจหรืออยากเห็นหนังสือบุดสามารถมาชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ได้ทุกวันทำการค่ะ
เอกสารอ้างอิง
-
สถาบันทักษิณคดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา.
สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้
พ.ศ.2529 เล่ม 10. กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์,
2529.
ทางเหนือเขาเรียก "ปั๊บสา" หรือ "พับสา" สา ก็ คือ กระดาษสา ปั๊บสา ก็คือ กระดาษสาที่นำมาพับเป็นเล่มคล้ายกับสมุดไทย
ส่วนสมุดไทยเข้าใจว่าแต่ก่อนเราไม่เรียกว่าสมุดไทย เข้าใจว่ามาเรียกสมุดไทย เมื่อมีสมุดแบบฝรั่งเข้ามา
หนังสือบุดของสุราษฎร์ธานี หนังสือบุดหรือหมุด คือหนังสือซึ่งทำด้วยกระดาษย่านปริหนา ซึ่งพับเป็นชั้น ๆ ภาคกลาง เรียกหนังสือชนิดนี้ว่า “สมุดไทย” หรือ “สมุดข่อย” ลักษณะตัวอักษรที่ใช้บันทึกมักเอนไปข้างหลัง หรือ ทางขวาประมาณ 30-40 องศา ที่เขียนด้วยตัวตรงนั้นพอ จะมีอยู่บ้างแต่น้อยกว่าการเขียนเอนไปข้างหลัง มักจะใช้บันทึกเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น นิทานเรื่องพระแสงสุริฉาย เล่ม 2 วรรณกรรมท้องถิ่นจากหนังสือบุดเรื่องพระแสงสุรีฉาย มีอายุประมาณ 100 กว่าปี แต่งขึ้น สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2438 เนื้อเรื่องกล่าวถึงฤาษีตนหนึ่งพบทารกน้อยนอนอยู่ใกล้แม่น้ำ จึงเก็บมาเลี้ยงและตั้งชื่อว่า อุบลวันนา เพราะว่านางถือกำเนิด มาจากดอกบัว ฤาษีและพระแสงสุรีฉายซึ่งเป็นศิษย์จึงช่วยกันเลี้ยงดูนาง นางอายุได้ 14 ปี ฤาษีจึงให้นางอภิเษกกับพระแสงสุรีฉาย แล้วเนรมิตปราสาทให้ทั้งสองครองคู่กัน ทุกวันทั้งสองจะออกหาผลไม้ให้พระฤาษีทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งพระแสงสุรีฉายออกเที่ยวป่า องค์เดียวเกิดหลงป่า หาทางกลับไม่ได้ จนค่ำก็พบช้างป่ามากมาย พระแสงสุรีฉายจึงแผงสรออกไป ทำให้สัตว์ทั้งหลายตกใจหนี ไปหมด เหลือแต่พญาช้างเผือกตัวเดียว พญาช้างเผือกเห็นพระแสงสุรีฉายจึงเกิดความรักใคร่ แล้วถามพระสุรีฉายว่าทำไมมาเดินป่า องค์เดียว พระแสงสุรีฉายตอบว่าตนหลงป่าให้พญาช้างสารช่วยบอกทาง กลับให้ที พญาช้างจึงให้พระแสงสุรีขี่หลังแล้วพาหายไป ขณะที่นั่งบนหลังพญาช้างพระแสงสุรีฉายได้กลิ่นหอมของดอกไม้ จึงถามพญาช้างว่ากลิ่นอะไร พญาช้างตอบว่าเป็นกลิ่นของ นางแสงแก้วธิดาของยักษ์วิจิตราช มีสิริโฉมงดงามมาก พระแสงสุรีฉายต้องการจะเห็นโฉมของนาง จึงให้พญาช้างพาไป พญาช้าง บอกว่าบิดาของนางดุร้ายมาก พระแสงสุรีฉายบอกว่าไม่กลัว พญาช้างจึงพาพระแสงสุรีฉายเหาะลงมาเมืองยักษ์พระแสงสุรีฉาย จึงได้ลักลอบเข้าในห้องของนางแสงแก้ว และได้นางแสงแก้วเป็นมเหสีอีกองค์หนึ่ง จนกระทั่งพ่อของนางแสงแก้วทราบเรื่อง จึงต่อสู้กับพระสุรีฉาย แต่สู้ไม่ได้จึงต้องยอมรับพระแสงสุรีฉาย หลังจากนั้นพระแสงสุรีฉายและนางแสงแก้วได้เดินทางกลับมายัง อาศรมฤาษีและเล่าความจริงให้นางอุบลวันนาฟัง พักอยู่กับฤาษี 15 วัน พระแสงสุรีฉายจึงลาฤาษีกลับเมืองและพานางแสงแก้วและ นางอุบลวันนากลับไปด้วย หนังสือบุดเล่มนี้ได้มาจาก นางเงิน อภัยสวัสดิ์ อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพของหนังสือข้อนข้างสมบูรณ์ ชำรุดหน้าปลายเล็กน้อย
อยากเห็นรูปแบบเต็มๆของหนังสือ และตักอักษรที่ใช้เขียนหนังสือ
ถ้าคุณน้องมีเวลาว่าง ลองแวะมาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร นะคะ