วันนี้ 14 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของข้าพเจ้า

อาจเป็นวันที่สมมุติว่าเพื่อนๆควรให้ความสำคัญแก่ข้าพเจ้า หรือข้าพเจ้าควรได้รับของขวัญ
หรือควรมีคนร้องเพลงวันเกิดให้ฟัง หรือข้าพเจ้าควรไปทำบุญตักบาตร

และให้ข้าพเจ้าได้ตระหนักว่าข้าพเจ้า อายุกี่ปีแล้ว......

และยังไม่ได้ทำอะไร ให้รีบทำ ไม่มีอะไรให้รีบมี ตามสมควรแต่วัย

วันเกิด เป็นแค่คำนิยามเสมือนว่าสำคัญ ..... แต่ส่วนจะสำคัญหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าได้ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาในวันนั้นไปอย่างคุ้มค่าไหม
ถ้าวันเกิดเป็นวันสำคัญ...เราก็น่าจะลองนิยามให้ทุกวันเป็นวันเกิดของเราดีไหม
การได้ลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน มีร่างกายที่แข็งแรง มีพลัง นั่นก็ถือว่าเป็นวันเกิดแล้ว  
การได้ใช้ชีวิต ทำตนให้มีคุณค่ากับผู้อื่น ในหนึ่งวัน นั่นก็ถือว่าเป็นวัน ที่น่ายินดียิ่งแล้ว


จะว่าไปข้าพเจ้าไม่คุ้นชินกับการได้รับของขวัญมาตั้งแต่เด็กๆ
คุณแม่ของข้าพเจ้ามักจะพาข้าพเจ้าไปทำบุญตักบาตรที่วัด สวดมนต์ ฟังธรรม...ตลอดทุกปี
ตอนเด็กข้าพเจ้ารู้สึกน้อยใจ...อยู่เหมือนกันที่คุณแม่ไม่จัดงานวันเกิดให้เลยสักครั้ง ...ไม่ได้เคยได้ตุ๊กตาหมีตัวโต
แต่ในตอนนี้กลับรู้สึกว่า...ของขวัญวันเกิดที่ได้รับในสมัยเด็กๆนั้น เป็นของขวัญที่พิเศษและเรียบง่ายที่สุด ^ ____ ^


อารมณ์ของข้าพเจ้าจึงออกจะเฉื่อยๆ เฉยๆ กับการฉลองวันเกิดไปสักหน่อย เพราะคิดว่ามันให้คุณค่าน้อย แต่หากการกินเลี้ยงฉลองทำให้คนรอบๆตัวมีความสุขก็พอกล้อมแกล้มไปได้บ้าง ตามวัฒนธรรมองกร์ (ถ้าเปลี่ยนได้ก็จะขอเป็นความจริงใจ ความชัดเจน และความเอื้อเฟื้อในการทำงานร่วมกันในทุกๆวัน แทนเค้ก และงานเลี้ยงที่จะจัดให้ได้ไหม)

ในวันเกิดปีนี้ข้าพเจ้า เลือกที่จะเขียนบันทึกเพื่อทบทวน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นช่วงก่อนหน้านี้
อาจสืบเนื่องมาจาก เหตุการณ์ต่างๆ ที่ข้าพเจ้า ได้รับรู้ภายในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกัน


6 เมษายน 2556 เป็นวันที่พี่สะไภ้ให้กำเนิดหลานสาว พี่ชายของข้าพเจ้าขอให้ข้าพเจ้าตั้งชื่อให้ว่า สุรัมภา แปลว่านางฟ้าที่ดี
สอดคล้องกับชื่อพี่สะไภ้ที่ชื่อสุภาพร
  เมื่อนึกถึงพี่สะไภ้ ข้าพเจ้ารู้สึกนับถือ ความอดทน ความเสียสละ ความรัก และความมุ่งมั่นในการดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด เป็นผู้หญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นแม่โดยแท้ ไม่ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกเลย


16 เมษายน  เป็นวันที่หลานชายประสบอุบัติเหตุถูกรถชน  อาการโคม่าและเสียชีวิตลงใน 3 วันต่อมา

  ในวันที่หลานชายประสบอุบัติเหตุ ข้าพเจ้าและญาติๆ ได้เดินทางตามไปที่โรงพยาบาล ภาพที่ข้าพเจ้าจำติดตา คือภาพของเด็กชายวัยย่าง 15 ปี ผอม สูง ผิวพรรณดี ร่างกายเปรอะคราบเลือด สวมหน้ากากออกซิเจน มีเลือดไหลออกทางจมูก
นอนอยู่บนเตียง ในรถฉุกเฉิน ผู้เป็นพ่อกุมมือลูกชาย แล้วร้องไห้ คร่ำครวญเรียกชื่อลูกชาย อยู่ข้างๆ เตียง ส่วนผู้เป็นแม่น้ำตาไหลอย่างไม่มีเสียงใดๆ ใช้มือนวดขาลูกชายเบาๆ เหมือนไร้เรี่ยวแรง เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นน้ำตาของน้าเขย....ข้าพเจ้าเหลือบมองดูสายคล้องกล้องบนไหล่ขวาของตัวเองพลางนึกถึงบรรยากาศตอนเช้าที่ไปถ่ายรูปครอบครัวอาดูมีความสุขกันอยู่เลย ...ตอนสายต้องมาเห็นภาพที่ไม่คาดฝัน และไม่คิดจะถ่ายเก็บไว้ในเมมโมรี่กล้อง แต่ก็นั่นแหละอยู่ในเมมโมรี่ของข้าพเจ้าไปเรียบร้อย


และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงอดีต
(หวนระลึกไปถึงเพื่อนสนิทสมัยเยาว์วัย ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตวันที่ 16 เมษายน เช่นกัน แต่เมื่อ 3 ปีก่อน) ช่วงนั้นข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จำได้ว่ากลับไปเยี่ยมบ้านที่น่าน และได้ทักทายเพื่อนเก่าตามประสา แต่คุยกันไม่ถึง 5 นาทีก็แยกย้ายไปทำธุระ ของตัวเอง เย็นวันนั้นข้าพเจ้าเดินทางกลับไปทำงานโดยไม่รู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาข้าพเจ้าจะได้รับทราบข่าวว่าเพื่อนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปแล้ว....ข้าพเจ้าได้ข่าวว่าแม่ของเพื่อนจัดพิธีฌาปนกิจศพให้กับลูกสาวอย่างดี.........ด้วยหัวใจของคนเป็นแม่....และทุกครั้งที่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไหว้ทักทายคุณแม่ของอดีตเพื่อนเก่า...ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านคงอดคิดถึงอดีตลูกสาวท่านไปไม่ได้

เพราะความประมาท......เพราะการขาดสติ......เพราะความคิดว่าไม่เป็นไรหรอก.....ของคนบางคน
เพียงแค่นาทีเดียวก็สามารถสร้างความสูญเสีย......ที่ไม่อาจมีสิ่งใดๆในโลกจะมาทดแทนได้ แม้แต่เงินทองที่หามาทั้งชีวิต

 
4 พฤษภาคม  เป็นวันที่ เพื่อนร่วมงานคนสนิทสูญเสียแม่อันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ

เริ่มแรกปวดท้องอย่างไม่ทราบสาเหตุ หลังจากการตรวจ พบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 4 แล้วหมอไม่สามารถผ่าตัด หรือรักษาโดยเคมีได้ หมอให้ความหวังไว้แค่ 2 เดือน แต่คุณแม่ต่อสู้อยู่ให้ลูกๆ ได้ดูแลทดแทนบุญคุณ เป็นระยะเวลา 4 เดือน 25 วัน
 ระหว่างการรักษาคุณแม่ของเพื่อนร่วมงานคนสนิท ........สิ่งที่มองเห็นคือความรักทำให้ผู้เป็นลูกพยายาม ที่จะต่อสู้กับภาระงานที่ประดังเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน (ในช่วงที่โรงเรียนกำลังเตรียมพร้อมรับการประเมินจากสมศ รอบที่ 3) เพื่อเคลียร์งานให้เสร็จเร็วๆ เห็นความเข้มแข็งของเพื่อนที่ทั้งทำงานหนัก ทั้งขับรถออกต่างจังหวัด อย่างน้อย 8 ชั่วโมง  ทั้งๆที่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แต่มีความกล้าที่จะเดินทางไปเยี่ยมคุณแม่ให้ได้  ในช่วงเวลานั้นเพื่อนได้พยายามทำเรื่องย้าย เพื่อไปดูแลคุณแม่ แต่ได้รับการพิจารณาให้ชะลอ น้องสาวของเพื่อนจึงลาออกจากงานเพื่อมาดูแลคุณแม่ ทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ข้าพเจ้านับถือในความรักที่่มีต่อแม่ของทุกคนในครอบครัวนี้.....ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นในวันฌาปนกิจศพ .... ลูกคนหนึ่งมองจากเบื้องล่างขึ้นไปด้านบนขณะที่ญาติกำลังเคลื่อนโลงเข้าเมน ลูกคนนั้นยืนปาดน้ำตา เสมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งร้องไห้ พูดปนสะอึกสะอื้น  ว่าไม่มีอีกแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับจริงๆ พูดซ้ำประโยดเดิมๆ ยืนอยู่ที่เดิม ข้าพเจ้าถึงกับอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เดินเข้าไปกอดเพื่อนแล้วร้องไห้โฮ

( ฉันเข้าใจเธอดีเพื่อน คุณแม่ของฉัน ก็เป็นมะเร็งระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน และฉันจะต้องดูแลแม่ของฉันอย่างดีที่สุด ฉันไม่อยากมีวันนี้ ฉันคงทำใจไม่ได้ ขอเวลาที่มีค่านั้นให้กับฉันอยู่กับแม่นานๆ หน่อยนะ) ข้าพเจ้าร้องไห้จนหน้าชา......เสมือนสัญญาณเตือน.....ว่าข้าพเจ้าเองก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าคงมีเวลาอีกไม่นานเท่าไหร่ ......จากนี้ต่อไปข้าพเจ้าต้องต่อสู้อย่างสุดกำลัง....เพื่อผู้หญิงที่ข้าพเจ้ารักมากที่สุด.....เพื่อผู้หญิงที่ให้ชีวิตนี้แก่ข้าพเจ้ามา.......

14 พฤษภาคม 2527  15 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด วันเกิดของข้าพเจ้า
แด่ผู้หญิงที่ อดทนต่อความเจ็บปวดแทบสิ้นลม เพื่อให้ชีวิต แก่ข้าพเจ้า
แด่ผู้หญิงที่ พยายาม ต่อสู้ กับความยากลำบาก อันยาวนาน เพื่อให้ข้าพเจ้ามีชีวิตที่ดี
ต่อจากนี้ ลูกคนนี้ จะใช้ความรักของลูกปกป้องดูแลแม่เอง ค่ะ