4. พระแจ๊สบวชได้หรือไม่ จากพระไตรปิฎก เล่ม 4 ข้อ 125 พระพุทธองค์ทรงบัญญัติห้าม บุคคลที่ต้องห้าม ท่านเรียกว่า "อภัพบุคคล" ไม่ให้บวช โดยเด็ดขาด หากพลัดบวชเข้ามาได้ ถ้ารู้เมื่อไหร่ ก็ต้องให้สึก ออกไปทันที มีดังต่อไปนี้
- ไม่ใช่มนุษย์ (นาค) 2.คนฆ่ามารดา3.ฆ่าบิดา 4.เป็นคนฆ่าพระอรหันต์ 5.ประทุษร้ายนางพระภิกษุณี6.คนลักเพศ
7.อุภโตพยัญชนก (คนมี ๒ เพศ)8บัณเฑาะก์ 9.ไปเข้ารีดเดียรถีย์ 10เคยต้องปาราชิกไปแล้ว11เป็นผู้ก่อสังฆเภท และ12 ทำร้ายพระศาสดาจน
ถึงห้อพระโลหิต
คราวนี้บุคคลข้อ 7 และ 8 บวชได้หรือไม่ เรื่องนี้เคยมีอยู่ในครั้งพุทธกาล มีอยู่ดังนี้
มูลเหตุที่ห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท ก็โดยสมัยนั้นแล บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ. เธอเข้าไปหาภิกษุหนุ่มๆ แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิด ท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า (ชวนร่วมเพศ น่าจะเป็นพวกมาโซคิสม์ หรือผู้มีจริตไปในทางราคะอย่างยิ่ง) ภิกษุทั้งหลายพูด รุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์ จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกภิกษุพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกสามเณรโค่งผู้มีร่างล่ำสัน แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิด ท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. สุดท้ายแล้วไปขอให้นพวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้าต่างโพนทะนาติเตียนอยู่ ดังนั้นพระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึง ให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย.
สำหรับมูลเหตุห้ามอุปสมบทอุภโตพยัญชนก(คนมี 2 เพศ) มีดังนี้ก็โดยสมัยนั้นแล อุภโตพยัญชนกคนหนึ่งได้บวชในสำนักภิกษุ. เธอเสพเมถุนธรรม ในสตรีทั้งหลาย ด้วยปุริสนิมิต (อวัยวะของบุรุษ) ของตนบ้าง ให้บุรุษอื่น เสพเมถุนธรรม ในอิตถีนิมิต (อวัยวะของสตรี) ของตนบ้าง.ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อุภโตพยัญชนก ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย.
ทีนี้มาดูกะเทยในภาษาสมัยใหม่ดูบ้าง
1. กะเทยแท้ (true hermaphrodite) อ่านว่า “ทรู เฮอร์แมพโฟรไดท์” คือ กะเทยผู้มีทั้งรังไข่และลูกอัณฑะในคนเดียวกัน และรูปลักษณะร่างกายภายนอกมีทั้งลักษณะของชายและหญิงปนกัน (อุภโตพยัญชนกะ)
2. กะเทยเทียม (false hermaphrodite) อ่านว่า “ฟอลซ์ เฮอร์แมพโฟรไดท์” คือ กะเทยผู้มีอวัยวะเพศอย่างหนึ่ง
แต่มีรูปลักษณะร่างกายภายนอกเป็นอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่
- กะเทยหญิง (female
hermaphrodite) อ่านว่า “ฟีเมล
เฮอร์แมพโฟรไดท์” คือ กะเทยผู้มีรังไข่ แต่รูปลักษณะร่างกายภายนอกเป็นชาย
- กะเทยชาย (male
hermaphrodite) อ่านว่า “เมล เฮอร์แมพโฟรไดท์”
คือ กะเทยผู้มีลูกอัณฑะ แต่รูปลักษณะร่างกายภายนอกเป็นหญิง
3. กะเทยไม่มีเพศ (neuter or neutral hermaphrodite) อ่านว่า
“นูเทอร์ ออร์ นูเทริล เฮอร์แมพโฟรไดท์” คือ กะเทยผู้ไม่มีทั้งลูกอัณฑะและรังไข่
แต่รูปลักษณะร่างกายภายนอกมักไม่ชัดเจนว่าเป็นเพศใด
4. กะเทยแต่ง (transvestite) อ่านว่า “ทรานสเวสไทต์” คือ
กะเทยผู้ชอบแต่งกายและทำตนในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับเพศที่แท้จริงของตนนั่น คือ
ชายทำตนเป็นหญิงหรือหญิงทำตนเป็นชายเรียกว่า “กะเทยแต่ง”
และเขาเหล่านี้ชอบร่วมประเวณี (ร่วมเพศ) กับเพศเดียวกัน
ถือว่าพวกรักร่วมเพศก็ไม่ผิด (homosexual) พวกที่เรียกตนเองว่า
เกย์ (gay) ก็จัดอยู่ในคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย
5. กะเทยแปลง (transsexual) อ่านว่า “ทรานส์เซ็กซ่วน” คือ
กะเทยผู้ตัดหรือถูกตัดอวัยวะเพศของตนทิ้ง
และตัดแต่งให้ร่างกายภายนอกมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายเพศตรงข้าม
แต่จะไม่สามารถทำให้มีอวัยวะเพศที่แท้จริง คือ มีรังไข่หรือมีลูกอัณฑะได้
ผู้ที่ตัดรังไข่หรือลูกอัณฑะทิ้งไป จึงไม่สามารถมีบุตรที่เป็นเชื้อสายของตนได้
ดังนั้นจึงเรียกว่า กะเทยแต่ง
ในความคิดของผม ซึ่งผมเป็นคนที่มีและเชื่อในเรื่องความหลากหลายในเรื่องทางเพศ ผมสมควรกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างเพศ เพศสภาพ และเพศวิถีสักเล็กน้อยครับ 1. เพศ (sex) คือการกำหนดว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงโดยดูที่อวัยวะเพศเป็นหลัก ดังนั้นถ้าเป็นชายต้องมีอัณฑะ และเป็นหญิงก็ต้องมีช่องคลอด 2. เพศสภาพ (gender) คือ สภาวะทางเพศที่ถูกประกอบสร้างทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความเป็นชาย และความเป็นหญิงนั่นเอง โดยมากแล้วคนเราจะกำหนดเพศสภาพจากเพศที่มาจากอวัยวะในร่างกาย ดังนั้นถ้าคนที่มีอัณฑะก็ต้องแข็งแรงอดทน บึกบึน ร้องไห้ยาก เป็นต้น และคนที่มีช่องคลอดก็ต้องใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ร้องไห้เก่ง ฯลฯ แต่ถ้าหากสังคมไทยกำหนดเพศสภาพจากแหล่งอื่นนอกจากเหนือจากเพศที่เป็นอวัยวะแล้ว เราก็อาจมีเกย์ ทอม ตุ๊ด ดี้ ฯลฯ ต่างๆมากขึ้น 3. เพศวิถี (sexuality) หมายถึง วิถีชีวิตทางเพศซึ่งถูกหล่อหลอมสร้างจากสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ระบบวิธีคิด วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความปรารถนา และการแสดงออกทางเพศ ความคิดเกี่ยวกับคู่รัก คู่ชีวิตในอุดมคติและกามกิจ
อย่างไรก็ตามผมได้ไปค้นคว้าเรื่องบันเฑาก์และอุพโตพยัญชนะมาจำนวนมากพบว่าในอรรถกถาชื่อกุรุนทีแก้ว่า ในบัณเฑาะก์ 5 ชนิดนั้น อาสิตตบัณเฑาะก์ (กล่าวคือพวกชอบ oral sex) และอุสุยยบัณเฑาะก์ (พวกชอบดูคนอื่นเขามีเพศสัมพันธ์กัน) ไม่ห้ามบรรพชา, 3 ชนิดนอกนี้ห้าม แม้ในบัณเฑาะก์ 3 ชนิดนั้น สำหรับปักขบัณเฑาะก์ ห้ามบรรพชาแก่เขาเฉพาะปักข์ที่เป็นบัณเฑาะก์เท่านั้น. ก็ในบัณเฑาะก์ 3 ชนิดนี้ บัณเฑาะก์ใดทรงห้ามบรรพชา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาบัณเฑาะก์นั้นฯ
ดังนั้นโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ากะเทยแท้ กะเทยเทียม กะเทยไม่มีเพศ และกะเทยแปลงไม่สามารถบวชได้ เพราะเขาขาดองคชาติไป หรือเป็นสองเพศอยู่ในร่างเดียวกัน และผมเห็นว่าพวกกะเทย พวกเกย์สามารถบวชได้ ที่ได้กล่าวไว้ในอรรถกถากรุนที แต่อุปัชฌาย์ควรจะดูให้ดีว่าพอบวชเสร็จแล้วจะมีอาการชอบผู้ชายหรือไม่ ทำให้พระศาสนามัวหมองหรือไม่ หากเขาตัดได้ก็สามารถบวชได้ครับ เพราะเราที่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็เป็นอาสิตตบัณเฑาะก์ และอุสุยยบัณเฑาะก์กันทั้งนั้น แต่พระแจ๊สเสริมนมและเอานมออกก่อนบวช แต่มีองคชาติครบถ้วนบริบูรณ์ พระแจ๊สมิใช่เป็นมิใช่บัณเฑาะก์มาแต่กำเนิด โดยสรุปพระแจ๊สมิใช่อุภโตพยัญชนะ อย่างน้อยผมขออนุโมทนาบุญกับพระแจ๊สด้วยนะครับ (วันหลังค่อยมาต่อแนวคิดรักร่่วมเพศในแนวทางพระพุทธศาสนากันต่อนะครับ)
ดูข่าวเหมือนกันค่ะ