"ยิ่งครูลดนักเรียนก็ยิ่งลด ยิ่งนักเรียนลดครูก็ยิ่งลด เป็นลูปวนอยู่อย่างนี้จนกว่าจะไม่มีครูไม่มีนักเรียนเหลือแต่อาคารเรียน"



ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องที่ฮ็อตฮิตที่สุดเป็น Talk of the townเรื่องหนึ่งคงไม่พ้นการที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมีโครงการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่าหนึ่งหมื่นโรงทั่วประเทศ มีผู้คนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากโดยเฉพาะในสังคม Social network ตอนแรกผมก็ดีใจครับว่ามีคนสนใจมากขนาดนี้คงถึงเวลารุ่งอรุณแห่งระบบการจัดการศึกษาของไทยเสียทีแต่พอเข้าไปอ่านบทความหรือคอมเม้นท์แล้วก็ปลงครับเพราะเกือบทั้งหมดออกมาเพื่อหลับหูหลับตา"ด่า"รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลโดยไม่มีสาระอะไร อีกทั้งยังไม่มีข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมอะไรที่เป็นไปได้จริงๆเลย ที่เหลือเป็นคนที่ออกมาให้ข้อเสนอแนะก็เป็นกลุ่มเดิมๆที่รู้ปัญหาและได้รับผลกระทบอยู่แล้ว กลุ่มนี้เขาได้ต่อสู้กับเรื่องนี้ตลอดมาซึ่งก็ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมายแต่อย่างใด

ก่อนที่ผมจะเข้าไปสัมผัสกับเรื่องของการจัดการศึกษา (ระดับขั้นพื้นฐาน) ในฐานะของหนึ่งในผู้ประเมินภายนอก (ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว) บอกตรงๆครับว่าไม่ได้คิดว่าปัญหาเรื่องคุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็กจะมากมายขนาดนี้จนเมื่อได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง รู้เลยครับว่าใครก็ตามที่ตั้งใจจะเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้ต้องมีทั้งความกล้าหาญ ความมุ่งมั่นและต้องพร้อมที่จะรับแรงต้านอย่างหนักจากหลายฝ่ายที่ต้องได้รับความกระทบกระเทือนทางสถานภาพจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ที่ผ่านมานักการเมืองที่เข้ามารับผิดชอบจึงใช้วิธีเตะถ่วงไปเรื่อยๆ "ปล่อยไปตามเวรตามกรรม" มากกว่าที่จะลงมือทำ

เมื่อพูดถึงโรงเรียนขนาดเล็กผู้คนมักจะจินตนาการถึงโรงเรียนยากจนในชนบทห่างไกล ภาพเด็กนักเรียนหน้าตามอมแมมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นเดิน Barefoot ไปตามถนนโคลนถนนฝุ่น นั่นก็ดูจะโรแมนติกเกินไปครับเพราะโรงเรียนขนาดเล็กที่เรากำลังพูดถึงนี่จำนวนมากเลยทีเดียวที่อยู่ในเขตเมืองและโรงเรียนพวกนี้แหละครับที่ประสบปัญหาเรื่องมีจำนวนนักเรียนน้อยจนเป็นปัญหากับเรื่องงบประมาณ(ไม่คุ้ม)อย่างที่เขาเรียกว่าต่ำร้อย ต่ำห้าสิบ ไปจนถึงต่ำสิบ(และจะน้อยลงทุกปีๆ)ในขณะที่โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลมีสภาพธุรกันดารทุรกันดารและขาดแคลนมักจะมีนักเรียนเป็นสัดส่วนกับอัตราการเกิดและจำนวนประชากรในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะมีจำนวนนักเรียนในระดับคงที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก

ปัญหาของโรงเรียนทั้งสองกลุ่มนี้จะต่างกัน กลุ่มเมืองจะมีความพร้อมเรื่องอุปกรณ์ทางการศึกษา (Education Devices) สื่อการสอนต่างๆ ถ้าใครเคยเห็นโรงเรียนเล็กๆที่มีเด็กไม่เกิน 50-60 คนแถวๆภาคกลางอย่างเช่นตามลุ่มแม่น้ำน้อยของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท พวกนี้ไม่ห่างไกลหรือธุรกันดารทุรกันดารนะครับ มีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในใจกลางเมืองด้วยซ้ำ โรงเรียนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนแม้ว่างบประมาณจากต้นสังกัดจะมีน้อยมาก แต่ในชุมชนเขามีแหล่งที่จะหาการสนับสนุนได้อย่างเพียงพอจนบางครั้งเรียกว่าเกินความต้องการ หลายโรงเรียนมีเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์ (ที่ใช้การได้) มากกว่าจำนวนนักเรียนเสียอีก มีอาคารเรียนสวยงามสีสันสดใสภูมิทัศน์สวยงามถึงจะถูกน้ำท่วมปีเว้นปีก็ตาม

แต่ปัญหาของโรงเรียนกลุ่มนี้คือแม้ชุมชนจะมีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนประชากรมากขึ้นแต่จำนวนนักเรียนกลับทรงตัวและมีแนวโน้มไปทางลดลงทุกปี ต้นสังกัดก็จำเป็นลดจำนวนครูตามลงไปด้วย (เนื่องจากมีเกณฑ์กำหนดไว้) จนเกิดปัญหาครูไม่ครบชั้นซึ่งก็จะไปมีผลทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้ปกครองไม่กล้าส่งลูกมาเรียนหรือย้ายไปที่อื่น ซึ่งก็คือพยายามให้ลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลและมีการคมาคมสะดวก ยิ่งครูลดนักเรียนก็ยิ่งลด ยิ่งนักเรียนลดครูก็ยิ่งลด เป็นลูปวนอยู่อย่างนี้จนกว่าจะไม่มีครูไม่มีนักเรียนเหลือแต่อาคารเรียน คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดก็คือผู้ปกครองที่มีฐานะยากจนไม่มีค่ารถค่าใช้จ่ายให้ลูกหลานไปเรียนในเมือง (ใกล้ๆ) ได้

แต่ก็ใช่ว่าเฉพาะคนที่มีฐานะยากจนเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ในส่วนของผู้ปกครองที่พอมีฐานะซึ่งส่วนใหญ่พอใจที่จะส่งลูกหลานที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เช่นเด็กที่มีอายุตั้งแต่สิบปีขึ้นไป (ตั้งแต่ชั้น ป.4) เข้าไปเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในเมืองด้วยเหตุผลด้านคุณภาพของการเรียนการสอนเป็นหลัก แต่ก็ไม่ต้องการที่จะให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่านั้นตามเข้าไปด้วยโดยห่วงปัญหาด้านความปลอดภัย หากมีสถานศึกษาที่คุณภาพดีพอสำหรับเด็กระดับนี้คาดว่าส่วนใหญ่ก็จะให้เรียนใกล้บ้านมากกว่า

ปัญหาก็คือโรงเรียนระดับประถมศึกษาหลังการใช้แผนการศึกษาแห่งชาติปี 2520 ซึ่งได้มีการจัดเป็นระบบ 6:3:3 คือประถมศึกษามีตอนเดียว 6 ชั้น (มัธยมฯมีสองระดับระดับละ 3 ชั้น) จากเดิมที่แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2503 กำหนดให้มีสองระดับคือ ประโยคประถมศึกษาตอนต้น 4 ปี และประโยคประถมศึกษาตอนปลาย 3 ปี ก็จับนำมารวมกันแล้วตัดชั้น ป.7 ให้ไปรวมอยู่กับระดับชั้นมัธยมศึกษาซึ่งก็คือ ม.1 ในปัจจุบันนั่นเอง

การรวบระดับประถมศึกษาเป็นตอนเดียว ทำให้หลังการใช้แผนการศึกษา 2520 และหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) โรงเรียนที่สอนในระดับ ป.1 - ป.4 ซึ่งส่วนใหญ่มีอยู่ในทุกชุมชนและเป็นจำนวนมากที่สุดของประเทศ เดิมสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด กระทรวงมหาดไทย ถูกโอนให้มาอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการที่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่ พูดง่ายๆก็คือถูกยึดจากชุมชนให้ไปสังกัดอยู่ส่วนกลางนั่นเอง และทำให้จากที่ทุกโรงเรียนเคยมีอยู่ 4 ชั้นเรียนก็ถูกขยายเพิ่มขึ้นเป็น 6 ชั้นเรียนโดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบเช่น การคาดการณ์อัตราการเกิดของประชากร การโยกย้ายถิ่นฐานของคนในวัยทำงาน ฯลฯ

ผมว่านี่แหละครับที่เป็นต้นกำเนิดสิ่งที่เรียกว่าฟองสบู่ของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยซึ่งทำให้เกิดปัญหานักเรียนน้อย ครูขาดแคลน (จากการบริหารจัดการไม่ใช่ขาดแคลนจริง) การใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า และนำมาสู่ปัญหาการศึกษาด้อยคุณภาพที่กำลังลุกลามไปทั้งระบบในปัจจุบันนี้

ในส่วนโรงเรียนในชนบทห่างไกลธุรกันดารทุรกันดาร ผู้ปกครองไม่มีทางเลือกอื่นจำเป็นต้องให้ลูกหลานเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านเนื่องจากปัญหาค้านการคมนาคมขนส่ง แม้โรงเรียนเหล่านี้จะมีจำนวนนักเรียนมากพอ (ถ้าคิดในเรื่องของต้นทุน) แต่ก็มักขาดแคลนด้านอุปกรณ์การศึกษา แหล่งเรียนรู้ เช่นการมีโอกาสได้ออกไปทัศนศึกษารวมถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการมีโอกาสใช้ห้องสมุดที่มีคุณภาพ รวมถึงมีปัญหาจากการขาดแคลนครูเพราะนอกจากครูที่เป็นคนพื้นที่แล้วครูจากต่างถิ่นก็ไม่อยากเข้าไปทำการสอน หากจำเป็นก็จะหาทางโยกย้ายออกไปโดยเร็วที่สุด

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการดูแลจากต้นสังกัดเช่นการนิเทศการเรียนการสอน การสื่อสารต่างๆจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ยิ่งเมื่อมีการยุบเลิกการประถมศึกษาเปลี่ยนเป็นให้สำนักงานเขตพื้นที่เป็นผู้ดูแลยิ่งเกิดความห่างเหินจากต้นสังกัดมากขึ้นจนมีปัญหาด้านการบริหารจัดการและในที่สุดก็กลายเป็นปัญหาเรื่องของคุณภาพการเรียนการสอนในที่สุด

ผมลองยกให้เห็นแค่สองปัญหา (ย่อยๆ) นะครับ แค่นี้ก็คงเห็นนะครับว่าปัญหามันไม่ได้จิ๊บจ๊อยแล้วก็ไม่ได้เพิ่งเกิดมาเมื่อวานหรือเมื่อวานซืน แต่มันเรื้อรังมาเป็นสิบ ยี่สิบ หรือสามสิบปีย้อนหลังไปถึงต้นกำเนิดของปัญหาเมื่อปี 2520 นั่นเลยครับ คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะเขียนถึงข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาให้ทั้งกระทรวงศึกษาธิการสามารถยุบรวมโรงเรียนเพื่อให้มีจำนวนนักเรียนมากพอที่จะให้บริการการจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพไปพร้อมๆกับที่ชุมชนก็ไม่ต้องสูญเสียโรงเรียนที่เป็นเสมือนจิตวิญญาณของตนไปนั้นจะทำได้จริงหรือ ?