ผมเข้าใจความต้องการของชุมชนอย่างที่ท่านอาจารย์ Chakrin Dansompadsa ได้สัมผัสมาดีครับ หลายครั้งสมัยที่เข้าประเมินโรงเรียนลักษณะนี้จะมีชาวบ้านเข้ามาขอพบ เข้ามาสอบถามแทบจะทั้งหมู่บ้าน คำพูดอ้อนวอนซ้ำๆก็คือ "อย่ายุบโรงเรียนของพวกเราเลย" ต้องอธิบายกันยาวกว่าจะเข้าใจว่างานของผู้ประเมินมันคนละเรื่องกัน นั่นแสดงให้เห็นถึงความหวงแหนของชุมชนได้เป็นอย่างดี ในบริบทของชุมชนลักษณะนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะยุบโรงเรียนของชุมชนเขาไป

แต่ในสภาพของความเป็นจริงผมก็ไม่เห็นด้วยที่ชุมชนจะต้องมาแบกรับภาระในการรักษาโรงเรียนทั้งหมดไว้ มันไม่ใช่แค่การหารายได้มาให้เพียงพอสำหรับการดำเนินการเท่านั้นนะครับ ถ้าโรงเรียนเป็นส่วนราชการอย่างที่ท่านว่าแม้ชุมชนจะสามารถดึงเอาโรงเรียนไว้ได้ แต่กิจกรรมกิจการมันจะต้องเชื่อมโยงไปยังส่วนราชการต้นสังกัดซึ่งมีกฏหมายและขั้นตอนการปฏิบัติที่เคร่งครัดรัดกุมชุมชนก็ไม่มีสิทธิในการบริหารจัดการด้วยตนเอง เพราะไหนจะเรื่องของหลักสูตร การวัดและประเมินผล การจัดหาครู ฯลฯ เพียงแค่ให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะถ้าผู้บริหารหรือต้นสังกัดเขาไม่ฟังมันก็ไม่มีความหมายเพราะสิทธิแห่งอำนาจ (Right of Authority) ไม่ได้เป็นของชุมชนครับ

หากจะให้เป็นโรงเรียนของชุมชนมีทางเดียวครับคือต้องยื่นขออนุญาตจัดตั้งในลักษณะโรงเรียนเอกชนซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่ทางออกที่ดีครับ

ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้เสียเลย ผมว่าลองย้อนไปดูระบบการศึกษาตามแผนการศึกษาชาติปี 2503 (ปรับปรุงปี2512) ดูนะครับน่าสนใจ ถ้านำเอามาแล้วปรับรูปแบบให้เข้ากับยุคปัจจุบันก็น่าจะมีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้ Win Win ทั้งสองฝ่าย แต่ที่ผมสนใจกว่านั้นคือเรื่อประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณและที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของคุณภาพผู้เรียน

ชุมชนก็ได้โรงเรียนมาครึ่งหนึ่งบริหารเองมีหลักสูตรที่เหมาะกับตนเอง สพฐ.ก็ได้รวมนักเรียนให้มีจำนวนมากพอต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ

แต่ต้องปรับใหญ่กันเลยนะครับ ระดับรัฐมนตรี หรือกระทรวงศึกษานี่เล็กเกินไป และต้องออก พรบ.การศึกษาฉบับใหม่รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สิน (อาจรวมถึงบุคคลากร) กันนั่นเลยครับถึงจะสำเร็จ


..เมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็ออกมันทางเข้าซิครับ ไม่ได้เสียหน้าอะไรสักหน่อย

ขอบคุณนะครับสำหรับคอมเม้นท์ดีๆ