"ใช่เธอใช่ไหมคนดี"

โดย ลุงชาลี



เคยใช้นามปากกา "ชาลี" พูดคุยกับน้อง ๆ หลาน ๆ ในเว็บไทยมุงเมื่อสมัยที่ยังไม่มีเฟซบุ๊ค

แล้วก็เขียนตอบน้องคนหนึ่งไปเกี่ยวกับเพลง "เก็บใจ" เอามาแปะไว้ตรงนี้เผื่อใครไม่เคยอ่าน จะได้ยืนยันว่า ไม่นัดตอบคำถามเกี่ยวกับความรักจริง ๆ


"ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่งานแต่งงานเป็นเรื่องของคนหลายคน"


ลุงเคยอ่านเจอที่คุณประภาสเคยเขียนไว้ตอนไหนสักตอนหนึ่งในหนังสือของเขา

"ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน" ประโยคนี้ฟังดูง่าย

แต่ทำเป็นเล่นไป อาจมีคนเป็นหมื่นเป็นแสนไม่เข้าใจประโยคง่าย ๆ นี้


หลายคนเจ็บปวดกับความรัก เพราะดันให้ความรักเป็นของคนแค่คนเดียว

บางคนก็ให้เป็นเรื่องของตัวเอง นั่นคือตามใจแต่ตัวเอง เอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่สนใจอีกคนหนึ่ง

บางคนก็ให้เป็นเรื่องของอีกคน นั่นคือตามใจแต่คนรัก เอาตัวคนรักเป็นใหญ่ ไม่สนใจตัวเอง


สิ่งมีชีวิตในโลกนี้จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้จำต้องมี "การปรับตัว" - ปรัชญาข้อนี้คุณประภาสแกอธิบายมาจากทฤษฎีของดาร์วิน


นอกจากการปรับตัวแล้ว สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่ามนุษย์ทำมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นก็คือ "การเอาชนะ"

ปรัชญาข้อนี้ คุณประภาสแกก็อธิบายมาจากวิถีของ เอดิสัน กาลิเลโอ


เอะอะอะไร คุณประภาสแกก็ทูนแต่พวกนักวิทยาศาสตร์ยันเต อย่าไปว่าแกเลย


กาลิเลโอนั้นน่าสนใจที่สุด เพราะพี่ท่านใช้ทั้งการปรับตัวและเอาชนะ ยอมติดคุกหัวโตเพื่อเขียนตำราวิทยาศาสตร์เล่มยิ่งใหญ่ของโลก


ความรักก็เป็นอย่างนั้น


ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน

ความรักจำเป็นต้องอยู่รอด

ความรักจึงจำเป็นต้องปรับตัวและต้องเอาชนะ

ฟังดูโหดจัง ต้องเอาชนะด้วยหรือ

พุทโธ่ ... คนรักกันทำไมุ่ถูกไม่ควร จะไปยอมได้อย่างไร


ถ้าฝ่ายหนึ่งยอมตลอดเวลา ความรักจะกลายเป็นเรื่องของคนคนเดียวทันที


ใครที่คิดว่าเรื่องเอาชนะเป็นเรื่องโหดร้าย
คุณประภาสแกก็เคยเล่าเรื่องของซุนวูให้ฟัง
"รอบร้อยชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่
มิต้องรบแต่ชนะได้ จึงเป็นความยอดเยี่ยม"
ปรัชญาสูงสุดของซุนวูว่าไว้


นอกจากการปรับตัวและการเอาชนะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของมหาบุรุษแล้ว

อีกข้อหนึ่งซึ่งจะทำให้มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่อันประเสริฐ

นั่นก็คือ "การเปิดใจ"

รับฟังทุกความเห็น มองทุกอย่างเป็นไปได้ มองความผิดพลาดของตัวเองได้ ยอมรับความผิดหวังได้ ยอมรับความสมหวังได้


เอดิสันเปิดใจกว่าสองพันครั้ง เพื่อรับวัสดุใหม่ ๆ ในการสร้างหลอดไฟให้ชาวโลก


ไอน์สไตน์เปิดใจรับจินตนาการของตัวเองบนเนินเขาว่า มันอาจเป็นจริงได้ในทางคณิตศาสตร์จนเกิดฟิสิกส์ยุคใหม่


เจ้าชายสิทธัตถะเปิดใจรับคำสอนจากอาจารย์หลายต่อหลายคน เพื่อค้นหาคำตอบของชีวิต และสุดท้ายพระองค์ยังเปิดใจอันใสที่สุดในจักรวาล เพื่อฟังเสียงจากสมาิธิของตัวเอง


ในความรัก คนสองคนต้องการ "การเปิดใจ" อย่างที่สุด


ไม่ "เปิดใจ" แล้วจะ "เชื่อใจ" กันได้อย่างไร

ความเชื่อใจนี่แหละคือเสาเข็ม อันปักลึกมั่นคงของตึกที่ชื่อว่า "ความรัก"

เมื่อเราเจอใครสักคนหนึ่งที่เราคิดว่า "ใช่" วินาทีนั้นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ต้อง "เปิดใจ" ตัวเองก่อน "ใช่" จริงไหม หรือแค่พึงใจในหน้าตาและบุคลิก หรือแค่เหมือนใครสักคนที่เราขาดหายไป หรือใช่เพราะเขาสาละวนเอาใจแต่เราคนเดียว


เปิดใจตัวเองจริง ๆ ว่า เขาใช่สำหรับเราไหมและเราใช่สำหรับเขาไหม

อันนี้ต้องดูดี ๆ ต้องเปิดใจจริง ๆ ไม่ใช่เอาแต่ใจ แล้วหลอกตัวเองว่าใช่


คุณประภาสแกบอกมาว่า บางทีแกก็เรียกการรู้ว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" จากการเปิดใจอันนี้ว่า "สัมผัสที่หก"


ไม่เพียงแต่เรื่องความรักดอก มันจะมีกับทุกเรื่องจริง ๆ ถ้าเรา "เปิดใจ"


......................................................................................................................................................................


เป็นเรื่องราวที่อ่านแล้วก็อบอุ่น แฝงแง่คิด
และเป็นสิ่งที่เราพึงคิดได้

ลองทำความเข้าใจดูอีกสักรอบนะครับ ;)...


<p>บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)…</p><p>
</p><p>…………………………………………………………………………………………………………………………………………………</p><p>ขอบคุณหนังสือดี ๆ …</p><p>ประภาส ชลศรานนท์.  ประโยคย้อนแสง.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ : เวิร์คพอยท์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๖.</p><p>
</p>