
บันทึกนี้ เขียนต่อจาก "ลูกพาเที่ยว...ตอนที่ 1" (http://www.gotoknow.org/posts/534634) นะคะ
ที่อยู่ที่นอน

หลังจากสำรวจบริเวณโดยรอบแล้ว ผู้เขียนได้ไปดูที่พักเพื่อเก็บข้าวของ พบว่า ที่พักเป็นบ้านสองชั้น ชั้นล่างปูกระเบื้อง บันไดขึ้นชั้นสองสูงชันมากและไม่มีราวให้เกาะ (ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและผู้สูงอายุ) ชั้นสองซึ่งทำด้วยไม้มีระเบียงรูป 6 เหลี่ยมยื่นออกจากตัวบ้าน ห้องนอน/ห้องน้ำทั้งสองชั้นกว้างขวางมาก ตู้เสื้อผ้าไม่มีแต่มีราวไม้สำหรับตาก/แขวนเสื้อผ้า ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ที่เป็นปัญหาคือไม่มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่ง (ทำงาน) เข้าใจว่า ทางรีสอร์ตคงต้องการให้ผู้เข้าพัก นอนพักผ่อน เพราะเป็นการไปเที่ยวไม่ใช่ไปทำงาน แต่ผู้เขียนเองเป็นคนประเภท "การทำงานคือการพักผ่อน" เหมือนกับ "คุณวอญ่าฯ" กัลยาณมิตร GotoKnow จากพัทลุง จึงค่อนข้างจะไม่ได้รับความสะดวก
ชั้นล่างต่างจากชั้นบนตรงที่มีทีวีและตู้เย็น ทางรีสอร์ตจัดน้ำขวดเล็กไว้ให้ 8 ขวด (คนละ 2 ขวด) พอเห็นขวดน้ำ ทำให้นึกถึงตอนไปทัวร์อิตาลี สวิทเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ในเดือนตุลาคม 2555 ซึ่งที่พักมีน้ำขวดเล็กกว่าให้คนละขวดเดียว และราคาน้ำก็แพงมาก ที่อิตาลีขวดละ 80 บาทเศษ (2 ยูโร อัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นยูโรละ 40 บาทเศษ แต่ความรู้สึกบอกว่าถูก เพราะถามราคาที่สนามบินกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ที่แวะพัก คนขายบอกขวดละ 150 บาท) หน้าที่พักชั้นล่างมีระเบียงแคบๆ วางเก้าอี้นั่งเล่น 2 ตัว ชอบตรงที่มีชิงช้าให้นั่ง/นอนเล่น ภาพเล็กมุมบนขวานั้นคือภาพที่ผู้เขียนนั่งรอลูกๆ ในวันเดินทางกลับ พร้อมด้วยกระเป๋าใบเล็กที่จุได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อ (ทั้งโน้ตบุ๊ค ปลั๊กไฟ เสื้อผ้า ของใช้ ผลไม้ มีด 2 เล่ม หนังสือเล่มเล็ก 6 เล่มและหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ) ที่ภาษาอีสานบอกว่า “ต้อนแต้นแหน่นใน)

ลักษณะการจัดแต่งรอบที่พักดูแล้วจะยึดหลักเดียวกันทุกหลัง คือ มีไม้ยืนต้น 1 ต้นเพื่อให้ร่มเงา
ที่เหลือเป็นไม้ใบประดับเช่น จั๋ง โกสน เฟิร์น (แทบจะไม่มีไม้ดอกให้เห็น ถึงจะมีดอกแต่ก็เน้นใบประดับมากกว่า เช่น เฮลิโคเนีย พลับพลึง ซิการ์) ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่ดี เพราะไม้ใบประดับจะอยู่ได้ทนนาน ต่างจากไม้ดอกที่สวยอยู่ไม่กี่วันพลันโรยรา เป็นภาระให้ต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ สิ้นเปลืองทั้งเวลา แรงงานและค่าใช้จ่าย

ที่ “ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้” ของผู้เขียน ได้เสาะหาและปลูกต้นไม้/ดอกไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ของไทยด้วย ช่วงนี้ที่ฟาร์ม "กันเกรา" (ทางอีสานเรียก "มันปลา" และนิยมร้อยพวงมาลัยดอกมันปลาคล้องคอในช่วงสงกรานต์) ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตราด ออกดอกเต็มต้น ได้กลิ่นหอมตลอดวัน ตอนเย็นผู้เขียนจะตัดช่อดอกไปบูชาพระ แต่เดินทางไปตราด 2 ครั้ง (ลูกเคยพาไปเที่ยวเกาะช้างในปี 2554) กลับไม่พบกันเกราเลยแม้แต่ต้นเดียว ไม่ว่าจะบนฝั่งหรือบนเกาะ

อาหารการกิน


หลังจากเก็บข้าวของแล้ว ทุกคนออกอาการหิว เพราะยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงกัน ขณะที่เวลาเลย 14.00 น.แล้ว ทุกคนจึงตรงไปที่ห้องอาหาร ลูกๆ บอกจะรับประทานอาหารจานด่วน (Quick Dish) ลูกเอ๋ประเดิมด้วยการสั่งส้มตำ (Papaya salad) ปูม้าสำหรับทุกคน แม่และลูกเอ๋ซึ่งชอบทานผักผลไม้ สั่ง
ข้าวอบสับปะรด (Pineapple steamed rice ราคาจานละ 150 บาท) ลูกตั้มและนุกนิกซึ่งชอบทานโปรตีน สั่งปลาหมึกผัดกระเพราราดข้าว (Rice topped with stir-fried squid and basil leaves) แถมด้วยไข่ดาว และแม่ยังสั่งต้มยำรวมน้ำข้น (Thai coconut milk spicy soup with mixed sea food ถ้วยละ 180 บาท) สำหรับทุกคนอีกอย่าง เพื่อให้ได้ซดพอคล่องคอ รสชาติอาหารพอใช้ได้ แม่ชิมส้มตำไปคำแรก บอกว่ามีกลิ่นคล้ายสารเคมีบางอย่าง ลูกเอ๋ที่เคยเรียนแพทย์อยู่ 4-5 ปี บอกว่าคล้ายกลิ่นฟอร์มาลีนที่ใช้ดองศพ แม่รีบโบกมือไม่ให้พูดและไม่กินส้มตำอีกเลย
สำหรับมื้อเย็น ปรากฏว่าไม่มีใครลุกขึ้นมาทาน เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง และทานมื้อกลางวันกันบ่ายแก่ๆ มื้อหนักๆ แล้ว อีกอย่าง มีนมกล่อง ขนมที่ซื้อระหว่างทาง และแม่ยังได้ปอก/หั่นมะม่วงงามเมืองย่าน้ำหนักลูกมากกว่ากิโลกรัม ที่แม่นำไปจากฟาร์มแช่ตู้เย็นไว้ ให้ทุกคนทานเป็นของว่างด้วย
เช้าวันที่ 2 พ.ค. ทุกคนไปทานมื้อเช้าแบบบุฟเฟต์ (Buffet) ที่เป็นบริการแถมมากับค่าที่พัก ลูกเอ๋เลือกสลัดผลไม้ ซุป และน้ำส้มคั้น ลูกตั้มกับนุกนิกเลือกไข่ดาว ไส้กรอก หมูแฮม ข้าวผัด ฯลฯ แม่ทานกาแฟ ผัดผัก สลัดผัก และน้ำส้มคั้น แม่เล่าให้ลูกๆ ฟังว่า ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกทม. วางป้ายที่โต๊ะเขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า "Take all you eat, charge all you leave. (ซึ่งถ้าจะแปล คงแปลได้ประมาณนี้...ตักอาหารได้ทุกอย่าง ตามที่คุณอยากจะทาน ส่วนที่เหลือไว้ในจาน เราขอคิดราคา" เพื่อเป็นการปรามคนที่ชอบตักไปมากๆ แล้วทานไม่หมด ทิ้งอาหารเหลือไว้ในจาน (สำหรับลาบปลาหมึก : Spicy cuttle-fish salad ราคา 150 บาท และยำปลากระพง : Fried seabass fish with spicy and sour sauce and chilli sauce ราคา 300 บาท เป็นส่วนหนึ่งของอาหารมื้อกลางวัน)
นำกลับไปเพียงภาพถ่ายและความประทับใจ

หลังอาหาร ก็เป็นการเดินชมหาดและถ่ายภาพ แม่พบว่า มีมะพร้าวสองต้นเอนลงมาขนานกับหาด
ทำให้เป็นวิวที่แปลก จึงชวนลูกๆ ให้ไปถ่ายภาพกันตรงนั้น ทั้ง 3 คนเลยปักหลักถ่ายกันเป็นว่าเล่น จนแม่บอกว่า ให้โอกาสกลุ่มอื่นๆ ได้ถ่ายบ้าง ชมทะเลชมหาดและถ่ายภาพกันจนหนำใจแล้ว ทุกคนก็กลับไปพักผ่อนยังที่พัก

ช่วงเย็น นุกนิกบอกไม่ค่อยสบายขอนอนพักผ่อน แม่เองเตรียมภาพที่ถ่ายมา ลงบันทึก "ลูกพาเที่ยว...ตอนที่ 1" โดยนั่งกับพื้นห้องและวางโน้ตบุ๊คบนที่นอนซึ่งปูบนเตียงไม้เตี้ยๆ จึงมีเฉพาะลูกเอ๋กับลูกตั้มไปถ่ายรูปกัน ดังตัวอย่างภาพที่ตั้มถ่ายในเย็นวันนั้น


ที่หาดคลองเจ้า ซึ่งเป็นหาดที่พวกเราเที่ยวชม นอกจากจะชอบใจในความใสของน้ำทะเล ความสะอาดของชายหาด และบรรยากาศที่ไม่มีคนพลุกพล่านแล้ว ผู้เขียนยังชอบใจที่มีป้ายให้ความรู้นักท่องเที่ยว เกี่ยวกับชนิดของแมงกะพรุน อาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไปโดนแมงกะพรุนเข้า และหมายเลขโทรศัพท์สำหรับขอความช่วยเหลือในการปฐมพยาบาล ที่ชอบใจอีกอย่างคือ ในช่วงบ่ายจะมีพนักงานของรีสอร์ตช่วยกันเก็บขยะที่คลื่นซัดเข้าฝั่ง ลูกชายบอกว่า ที่เห็นกำลังก่อสร้างข้างๆ ก็เป็นของรีสอร์ต นี้แหละ เขากำลังจะปรับปรุงกิจการ ผู้เขียนชอบใจที่เขาใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ทำรั้วกั้นรอบบริเวณที่กำลังก่อสร้าง


เช้าวันที่จะเดินทางกลับ ผู้เขียนได้ไปถ่ายรูปที่คลองด้านหลัง และสังเกตดินฟ้าอาาศก่อนการเดินทาง ในช่วงที่ลูกตั้มและนุกนิกเก็บข้าวของ ลูกเอ๋ต้องรับภาระแยกสุนัขตัวป่วนทั้งสองไปเดินเล่นรอที่ชายหาด ส่วนแม่ต้องคอยตรวจดูว่า มีใครลืมอะไรไว้บ้างไหม และคอยดูให้นุกนิกและตั้มเตรียมพร้อมให้ทันเวลาที่รถจะรับไปท่าเรือในเวลา 09.30 น.ของวันที่ 3 พ.ค. นอนรอที่ชิงช้าจนเบื่อ เลยออกไปดูลูกเอ๋ที่ชายหาด พบเข้ากับเหตุการณ์น่าตื่นเต้นพอดี คือ ขณะที่ลูกเอ๋จูงสุนัขวิ่ง ก็มีสุนัขตัวโต 2 ตัววิ่งเห่าตามมาอย่างกระชั้นชิด ผู้เขียนตกใจมากกลัวว่าทั้งลูกและสุนัขจะเป็นอันตรายเหมือนที่เป็นข่าวทางสื่อบ่อยๆ แต่ก็ค่อยโล่งอกที่เจ้าของสุนัขออกมาปรามและไล่สุนัขของตนกลับไปได้
ขากลับขึ้นฝั่ง พวกเราเกือบพลาดลงเรือ เพราะเรือที่จอดรออยู่ หน้าตาไม่เหมือนเรือที่เคยนำส่งที่เกาะ แถมเขียนข้อความข้างเรือว่า บรรทุก 150 คน ในขณะที่เรือนำส่งเกาะเขียนว่า บรรทุก 300 คน พวกเราจึงไม่ยอมลงเรือ...สุดท้ายต้องลงเพราะนึกเอะใจที่ได้รับการบอกเล่าว่า จะมีเรือขึ้นฝั่งวันละเที่ยวเดียวเท่านั้น ...ขานั่งเรือขึ้นฝั่งหนักกว่าขาลงเรือไปเกาะอีก เพราะต้องตีตั๋วยืนและทำหน้าที่เฝ้าห้องน้ำท้ายเรืออีกต่างหาก แต่ลูกๆ ก็รู้จักจัดการกับปัญหา คือ พอยืนไปสักพัก ลูกตั้มก็ชวนแม่นั่งบนสัมภาระที่กองสุมอยู่ท้ายเรือ ส่วนลูกเอ๋น้องบอกเล่นๆ ว่าให้ขึ้นไปนั่งบนชั้นที่ยกขึ้นมาเพื่อวางสะเบียงของพนักงานบนเรือ เธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ขึ้นไปนั่งจริงๆ นั่งห้อยเท้าก้มหน้าก้มตาใช้มือถือโทรฯ ติดต่องาน และเล่น Facebook เพลิน ตลอดการเดินทางโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม (เธอมีธุรกิจ Modelling เล็กๆ เป็นของตนเอง ตลอดการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ เห็นมีโทรศัพท์เข้าออกเรื่องงานตลอดทั้ง 3 วัน)
เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว ก็มีรถรับไปส่งยังที่ฝากรถ ลูกตั้มขับรถพาอลเวงทัวร์ไปทานมื้อกลางวันที่ร้านอาหารขึ้นชื่อริมแม่น้ำที่จันทบุรีประมาณบ่ายสองเศษ ต้มโคล้งปลากระบอกที่เป็นเมนูแนะนำ (Reccommended Menu) และลูกเอ๋สั่ง กลับไม่ถูกปากเธอ เลยกินไปไม่กี่คำ แม่เองก็เคยกินต้มโคล้งที่อร่อยกว่าเจ้านี้มาก ที่ขายดีคือส้มตำซึ่งไม่มีกลิ่นแปลกปลอมเหมือนที่เกาะ มีการแวะซื้อของฝากข้างทาง แม่กับลูกตั้มแวะคนละแห่ง ลูกตั้มซื้อฝากคนอื่นทั้งหมด ไม่แบ่งไว้กินเองเลย แม่ต้องแบ่งปลาหมึกแห้งให้ ลูกตั้มบอกทำไมแม่ซื้อปลาหมึกถุงละ 200 เท่าตั้มแต่ได้ปลามากกว่าที่ตั้มซื้อ ก็ไม่ทราบว่าเป็นปลาหมึกคนละชนิด หรือ เป็นเพราะซื้อคนละที่ (คงไม่ใช่เพราะฝีมือคนซื้อแน่นอน เพราะจ่ายตามราคาที่เขียนไว้ ) ถึงกทม.ก็ค่ำแล้ว ลูกพาแวะซื้ออาหารเย็นที่ตลาดนัดสนามบินสุวรรณูมิซึ่งกว้างขวางและมีสินค้าทั้งเสื้อผ้า ของใช้ และอาหารการกินเยอะมาก ผู้เขียนเห็นมะนาววางขายลูกละ 7 บาท 3 ลูก 20 บาท ลูกเล็กกว่ามะนาวจากฟาร์มที่ผู้เขียนนำไปขายให้ลูกตั้ม มาก (70 ลูก 400 บาท ตกลูกละไม่ถึง 6 บาท...ลูกตั้มบอกว่า มะนาวสวนแม่หอม เปลือกบางและน้ำเยอะมากกว่ามะนาวที่กรุงเทพฯ)

และแล้วการเดินทางของกรุ๊ปทัวร์อลเวงครั้งนี้ก็จบลง... ลูกเอ๋และแม่ดูจะมีความสุขที่สุด ลูกตั้มและนุกนิกคงจะเหนื่อยหน่อยเพราะต้องดูแลตัวป่วนทั้งสาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกตั้มที่ต้องขับรถรวมระยะทางทั้งในกทม.ประมาณ 800 กม. (เติมน้ำมันไปกลับรวม 2,600 บาท) ส่วนตัวป่วนทั้ง 3 เสียดายว่า บอกความรู้สึกไม่ได้ และให้คำแนะนำเจ้าของไม่ได้ด้วย ว่า คราวหน้าควรนำพวกตนไปด้วยหรือไม่
ลูกเอ๋พักกับแม่ที่ห้องพักของน้องตั้มอีกคืน วันรุ่งขึ้น (4 พ.ค.) แม่ได้มอบ "อัญมณีแห่งปัญญา" ให้ลูกๆ โดยมอบหนังสือ "แผนที่ชีวิต" และ "จาก 0 สู่ 1,000,000" ให้ลูกเอ๋ ไม่ได้หวังให้ลูกรวย เพียงต้องการให้มีทิศทางในการดำเนินชีวิตให้สมดุล ระหว่างการเดินทางไปปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆ การร่วมกิจกรรมสังคม กับการทำธุรกิจส่วนตัว และการหาทางเพิ่มรายได้ (โดยที่ไม่ได้เริ่มจาก 0) เพื่อให้สมดุลกับรายจ่าย และมอบหนังสือ "เป็นเจ้าของธุรกิจต้องรู้เท่าทัน" ให้ลูกตั้ม ซึ่งมีธุรกิจเล็กๆ ของตนเอง (ในภาพลูกตั้มกำลังโทรศัพท์คุยเรื่องงาน)
เวลา 16.30 น. ลูกตั้มขับรถพาแม่ไปส่งที่สนามบินดอนเมือง เพื่อเดินทางด้วยเที่ยวบิน กทม.- อุบลฯ เวลา 18.30 น. ก่อนจากกัน ลูกตั้มบอกว่า "อย่าลืมเด๊อ สิงหาคม เกาะสมุย" (ลูกตั้มซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกไว้นานแล้ว)...จะพาแม่เที่ยวบ่อยไปไหมนี่...

ขอขอบคุณ กัลยาณมิตรทุกท่านมากนะคะ ที่ร่วมเดินทางท่องเที่ยวผ่าน Blog มอบดอกไม้เป็นกำลังใจ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
มาชื่นชมบรรยากาศอบอุ่น น่ารัก น่ารัก จ้ะ
ขอบคุณค่ะ ท่านอาจารย์ ไอดิน-กลิ่นไม้
ฟอร์มาลีนที่ใช้ดองศพ
กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่นิยมแอบใช้ในชีวิตประจำวัน
เคยได้ยินเขาพูดกันว่า พืชผักตัดจากสวนผัก จุ่มฟอร์มาลีนที่ใช้ดองศพ แล้วส่งใส่รถบรรทุกมาขายปากคลองตลาด และตลาดสี่มุมเมือง เพราะต้องใช้เวลาขนส่งเดินทางถึงปากตลองตลาด แล้วก็มีคนซื้อไปขายปลีก แล้วกว่าจะมาเรียงขายในตลาดสดใกล้บ้านตรงนี้เห็นๆ ว่าใช้เวลาไปแล้ว2วันเต็มๆ ถ้าเราเคยปลูกผักกินเองบ้าง ก็จะเข้าใจอายุของพืชผักค่ะ
เวลาดิฉันซื้อผักสดมา จะตัดโคนผักทิ้งไปเยอะๆ เลย ก่อนเก็บเข้าตู้เย็นช่องแช่ผักค่ะ
ผักในห้่างสรรพสินค้า เช่น ผักกระเฉด อยู่ได้หลายวันแบบสดมากผิดปกติในชั้นตู้เย็นโดยไม่ได้แช่น้ำ ต้องลองสังเกตดูกันเองค่ะ
สวยจังเลยครับบรรยากาศ ทั้งชายหาดและบรรยากาศครอบครัว มีความวสุขแทนเลยครับ ไว้ผมไปบ้าง....รอโอกาสก่อนครับ และเจ้าหนูดีนี่น่ารักจังเลยครับ.....ขอบคุณนะครับเรื่องเล่าที่ทำให้หัวใจพองโต
เข้ามาดู มาอ่านการท่องเที่ยวของอาจารย์ อย่างได้ความรู้
น้องหนูดี น่ารักครับ เจอกับเจ้าทอฟฟี่จอมซนผมบ้าง
ขอบคุณมากนะคะ สำหรับดอกไม้กำลังใจจาก "คุณมะเดื่อ" ชาวเมืองสามอ่าว เมืองน่าเที่ยวที่หลายแห่ง "ไอดิน-กลิ่นไม้" ไม่เคยเยือน และหวังว่า สักวันจะมีโอกาสไปเที่ยวชม...เช่น อ่าวมะนาว เป็นต้น
คุณมะเดื่อบอกว่า "มาชื่นชมบรรยากาศอบอุ่น น่ารัก น่ารัก จ้ะ" เคยได้ยินคำพูดที่ว่า "คนเห็นคนเป็นคน นั่นแหละคน" ครานี้ ต้องขอบอกว่า "คนเห็นคนเป็นคนน่ารัก นั่นแหละคนน่ารัก" ขอบคุณอีกครั้งนะคะ สำหรับมิตรไมตรีที่มีต่อกัน
ขอบคุณ "คุณ on time" มากนะคะ ที่เข้ามาให้ข้อมูลการใช้ฟอร์มาลีนแช่เพื่อทำให้ผักสด
เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันค่ะ แต่ไม่คิดว่า จะทำกันถึงขนาดนั้น พอได้ฟังจาก "คุณ on time" ทำให้เชื่อมากขึ้นว่า ทำกันจริงๆ ที่ฟาร์มมีผักปลอดสารพิษทานหลากหลายชนิดค่ะ แต่เวลาเดินทางก็จำเป็นต้องทานที่ผู้ปรุงอาหารจัดให้ค่ะ ซึ่งเสี่ยงมากต่อการรับสารพิษ ลูกเอ๋บอกสงสัยจะใช้ฟอร์มาลีนแช่ปูม้า แต่แม่คิดว่า ถ้าแช่ฟอร์มาลีนจริง น่าจะเป็นมะละกอมากกว่า เคยได้ยินคนบอกว่า แช่ให้สดและกรอบ ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน ผู้บริโภคอย่างเรานี่ อยู่กับความเสี่ยงจริงๆ นะคะ "อาหารสะอาด รสชาติดี (Clean Food Good Taste)" นับวันจะหาได้ยากนะคะ
ขอบคุณ "คุณลูกหมูเต้นระบำ" มากนะคะที่เข้ามาร่วมเที่ยวเกาะกูดผ่าน Blog พร้อมด้วยปิยวาจาพาสุขใจ "สวยจังเลยครับบรรยากาศ ทั้งชายหาดและบรรยากาศครอบครัว มีความสุขแทนเลยครับ ไว้ผมไปบ้าง....รอโอกาสก่อนครับ และเจ้าหนูดีนี่น่ารักจังเลยครับ.....ขอบคุณนะครับเรื่องเล่าที่ทำให้หัวใจพองโต"
ความสุขจากการท่องเที่ยวของ "ไอดิน-กลิ่นไม้" นั้น ที่สำคัญกว่าการไปเที่ยวที่ไหน ก็คือการไปเที่ยวกับใคร นะคะ ซึ่งการได้ไปเที่ยวกับลูกๆ ทำให้มีคามสุขมากกว่าการไปเที่ยวกับใครๆ เพราะได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่...หน้าที่ของแม่ ในการให้เวลา ให้ความรักและความอบอุ่นกับลูกๆ ซึ่งกำพร้าพ่อมาตั้งแต่อายุ 5 ปี 3 เดือน (พี่) และอายุยังไม่ครบ 4 ปี (น้อง) ค่ะ
ถ้าน้องหนูดีรับรู้ว่ามีคนชมว่าน่ารัก เธอคงคงเหนียมอายนะคะ
จะเข้าไปอ่านงานเขียนของ "คุณลูกหมูเต้นระบำ" บ้าง แต่ยังเข้าไม่ได้เลยค่ะ ทั้งเข้าไปที่สมุด และบันทึก
ขอบคุณ "คุณพ. คุณพ่อที่อบอุ่นของน้องปอคนน่ารัก" มากนะคะ ที่มอบดอกไม้ให้กำลังใจ "ไอดิน-กลิ่นไม้"
ดีใจมากค่ะ ที่บันทึกนี้มีส่วนที่เป็นความรู้ในสายตาของ "คุณพ."
เจ้าทอฟฟี่รูปหล่อนะคะ แถมแววก็ตาดูอ่อนโยน น้องหนูดีเห็นเข้าคงอยากผูกมิตรด้วย ปกติหน้าตาน้องหนูดีจะจิ้มลิ้มน่ารักกว่านี้นะคะ แต่รูปที่ถ่ายมา เธอคงเหนื่อยเพลียจากการเดินทางสมบุกสมบัน จึงดูแววตาท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง อีกอย่างเจอกันครั้งนี้เธอถูกกร้อนขนจนเกรียน ดูไม่อ่อนโยนเหมือนที่ผ่านมาค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ สำหรับดอกไม้กำลังใจจาก "ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์"
และยินดีด้วยค่ะ กับความสำเร็จในการวิ่งให้ได้ระยะทางตามเป้าหมาย ด้วยแรงเชียร์จากคนใกล้ชิด และด้วยการเสริมสร้างพลังใจให้ตนเองด้วยคติ "No pain, no gain."
แวะมาอ่านบันทึกของคุณพี่ ลูกสาวสวยและน่ารักมากๆ ผมกับทะเลแยกกันไม่ออก เพราะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ
น่าเสียดายที่คุณพี่มาเที่ยวอเมริกาไม่ได้ พี่ชายตอนนี้อายุ ๖๔ ยังทำงานราชการอยู่ เขาให้ทำถึง ๗๐
เลยอยากมาเรียนภาษาอังกฤษที่อเมริกา จะได้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองได้ ตำแหน่งสุดท้ายท่านเป็นอธิบดีเขต
ท่านบอกว่าท่านเดินตามความฝัน ที่อยากจะมาเรียน ทั้งๆที่ท่านมาต่างประเทศหลายครั้งแล้ว
คนหนึ่งอยากจะกลับเมืองไทย แต่คนหนึ่งอยากจะมาอเมริกา
อยู่ด้วยกันครั้งสุดท้ายก็เมื่อสี่สิบที่แล้วที่เมืองไทย
โลกหมุนเวียนต้องมาเจอกันอีกครั้งครับ
ครอบครัวหรรษานะคะอาจารย์ บรรยากาศดีมากๆ ภาพสวยด้วย ชอบค่ะ
happy ba ค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่แวะมาเยี่ยม ปลื้มใจมากเลยค่ะ ที่ "คุณน้องคนบ้านไกล" คุยด้วยยาวๆ
สงสัยพี่จะไม่มีวาสนาได้ไปเที่ยวอเมริกาแล้วล่ะค่ะ
คุณน้องเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเหรอคะ พี่เองตอนเด็กๆ พอว่ายแบบกรรเชียงได้บ้างค่ะ แต่พอทำงานแล้วก็เขินเวลาใส่ชุดว่ายน้ำลงสระตอนพาลูกไปสระว่ายน้ำ เลยไม่ได้ลงสระด้วย ทำให้ว่ายน้ำไม่เป็นค่ะ
พี่ชายของคุณน้องคงยังมีประสิทธิภาพสูงอยู่นะคะ ทางการถึงให้ทำงานถึง 70 ปี (ที่ม.ราชภัฏถ้าทำงานต่อหลังเกษียณเขาให้ถึง 65 ปีค่ะ เพื่อนพี่ที่เกษียณปี 2553, 2554, 2555 สอนต่อทุกคน มีพี่คนเดียวที่ไม่ขอต่อ) ไม่ทราบว่าพี่ชายของคุณน้องสังกัดกรม กระทรวงอะไรนะคะ นับว่าท่านมีวิสัยทัศน์ (Vision) มากที่อยากพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
ขอบคุณแทนลูกเอ๋ด้วยนะคะ ที่ชมว่าเธอสวยน่ารักมาก เธอเป็นคนรักสวยรักงาม แต่ก็ชอบการปฏิบัติธรรมมากค่ะ ช่วงเมษายนที่ผ่านมาเธอก็ไปปฏิบัติธรรมที่สิงห์บุรี และชวนน้องชายไปทำบุญที่อยุธยาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อที่เสียชีวิตในเดือนเมษายน
ก่อนนี้พี่มองว่าลูกสนใจในรูปลักษณ์ภายนอกของตนจนต้องเข้าไปเขียนปรามๆ ใน Facebook
ว่า "งามนอกงามใน งามกายงามใจ" และ เคยปรามาสเธอว่า ศึกษาและปฏิบัติธรรมแบบ "ศรัทธานำปัญญา" แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนใน Facebook แนะให้เธอเปลี่ยนทรงผมบ้าง พี่เองก็หลงไปชี้นำให้เธอเปลี่ยน พอเธอตอบว่า"ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องทรงผมหนูผ่านจุดนั้นมาแล้ว จุดเปลี่ยนทรงผมตอนวัยรุ่น อิอิ ตอนนี้ไม่ค่อยโฟกัสสิ่งที่เห็นได้จากภายนอก หนูกำลังเดินทางภายในอยู่ค่าาาาาาา อิอิ" ทำให้พี่รู้สึกอายเธอไม่น้อย เคยสอนให้เธอ"เน้นงามใน...งามใจ" อยู่แท้ๆ ไม่น่าเผลอไปแนะเรื่อง "งามนอก...งามกายเลย"
หวังว่าคุณน้องและครอบครัว จะสบายดีกันทุกคนนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับดอกไม้กำลังใจจาก "kunrapee"
ดีใจค่ะ ที่ "kunrapee" ชอบบรรยากาศ และภาพในบันทึกนี้
เป็นความสุขใจที่ได้มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดและทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัวเล็กๆ ที่ลูกๆ ทำงานอยู่ที่กทม. แต่แม่ทำงานสวนอยู่ที่อุบลฯ ค่ะ
ขอบคุณ "คุณ tuknarak" มากนะคะ ที่เข้ามาให้กำลังใจ "ไอดิน-กลิ่นไม้"
happy ba ค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ สำหรับมิตรไมตรีจากกัลยาณมิตร GotoKnow ที่แวะมามอบดอกไม้กำลังใจให้ "ไอดิน-กลิ่นไม้"
"ดร.โอ๋-อโณ"
"คุณอักขณิช"
"น้องหยั่งราก ฝากใบ"
ขอบใจ "นรากร" นะจ๊ะ ที่ยังไม่ลืมอาจารย์
ไม่ได้เห็นกัน 7-8 เดือนแค่นั้น ทำไมหน้าตาเปลี่ยนไปมากเลย นึกว่า "บอย ปกรณ์" แน่ะ
จำได้ว่า นรากรเป็นลูกที่น่ารักของคุณแม่ ช่วงปิดภาคเรียนนี่ คงได้อยู่ใกล้ชิดมีความอบอุ่นกันในครอบครัวนะคะ
เล่าให้ฟังบ้างสิจ๊ะว่า เรียนภาคเรียนที่สองเป็นยังไงบ้าง และปิดภาคเรียนมีกิจกรรมอะไรน่าสนใจบ้าง
แหม................เปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจนเลยคะอาจารย์แม่
แต่กระติกขอเป็นผู้ (เกือบ)สูงวัย ที่ยังชอบให้คนอื่นถ่ายภาพให้นะคะ
สัวสดี เย็นวันอังคาร ค่ะ
จุฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟค่ะคุณพี่กระโดดกอดคอหอมสักสิบฟอด...สุดแสนจะคิดถึง5555
ขอบคุณนะคะ ที่แวะมาคุย ...ก็หนู "กระติก" หน้าตาดีนี่คะ ก็เลยชอบให้ตัวเองไปปรากฏในภาพ
อย่างอาจารย์แม่นี่ ถ้าจะปรากฏในภาพก็เพียงเพื่อให้เห็นเป็นหลักฐานว่า เราได้ไปที่นั่นเท่านั้น นอกนั้นก็ขอเป็นวิวสถานที่เปล่าๆ จะดูดีกว่าค่ะ
เปลี่ยนทรงผมหรือเปล่าคะ หรือว่าไม่สวมหมวกก็เลยเห็นทรงผม ผมทรงนี้น่ารักเข้ากับใบหน้าเลยนะคะ
สวัสดี 01.05 น.วันพุธ ค่ะ