การศึกษาพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่ชาวพุทธต้องค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆน้อมนำธรรมที่สอดคล้องกับสถานะตนมาปฏิบัติ เมื่อธรรมที่นำมาสู่ตนกลมกลืนไปกับชีวิต จนวิถีชีวิตค่อยๆน้อมไปตามธรรมที่ปฏิบัติ ชีวิตเป็นไปด้วยธรรมนั้น (ธรรมชีวี) ก็สามารถเพิ่มการนำธรรมที่สูงขึ้นมาปฏิบัติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้

เราจึงพบสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สงบขึ้นเรื่อยๆ จึงอยู่ในโลกนี้ได้ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้อธิบายไว้ในหนังสือ พุทธวิธีในการสอน (หน้า 4) ว่า

" ชีวิตที่เป็นอยู่อย่างดีและมีความสุขที่สุด คือ ชีวิตที่กล้ารับรู้ต่อปัญหาทุกอย่าง ตั้งทัศนคติที่ถูกต้องต่อปัญหาเหล่านั้น และจัดการแก้ไขด้วยวิธีที่ถูกต้อง"

การที่จะนำธรรมมาปฏิบัติได้ ต้องมีความข้าใจธรรมนั้น ทั้งในแง่ความหมาย ความมุ่งหมาย (อรรถ), ความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะนำองค์ธรรมใดๆมาปฏิบัติ, องค์ธรรมที่มารับช่วงต่อ เป็นต้น และเนื่องจากพระธรรมนั้นมีตั้งแต่ที่บุคคลฟังแล้วเข้าใจได้ทันที กับที่เป็นธรรมที่มีความลึกซึ้ง ยากแก่การเข้าใจ จึงจำเป็นต้องมีการอธิบายธรรมเหล่านั้น

ซึ่งคำอธิบายนี้ เรียกว่าอรรถกถา

อย่างไรก็ดี เราก็ไม่ควรปักใจเชื่ออรรถกถาไปเสียทีเดียว ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ก่อนจะปลงใจเชื่ออะไร ให้ไตร่ตรองก่อนแล้วจึงเชื่อ แม้ว่าสิ่งนั้นจะปรากฏในคัมภีร์ก็ตาม ตามที่ปรากฏในกาลามสูตร

เนื่องจากอรรถกถามีความสำคัญต่อการศึกษาธรรมในพุทธศาสนาเช่นเดียวกันกับพุทธพจน์ บันทึกนี้ จึงนำสาระเกี่ยวกับอรรถกถามาเรียบเรียงไว้ โดยตั้งเป็นคำถามขึ้น แล้วนำคำอธิบายของพระคุณเจ้า หรือ ท่านผู้รู้มาตอบคำถามนั้นๆ ดังต่อไปนี้

...........................

อรรถกถาหมายถึงอะไร

"อรรถกถา แปลตรงตัวว่า คำบอกความหมาย ถ้าแปลให้ใหญ่ขึ้นอีก ก็ตรงกับ อัตถสังวัณณา คือ ข้อความที่พรรณาความหมาย

ว่าโดยพื้นฐาน พูดอย่างสมัยนี้ อรรถกถาก็คือ พจนานุกรม หรือ dictionary นั่นเอง แต่เป็น dictionary ที่ไม่เรียงตามลำดับอักษร (ไม่ใช่ alphabetically arranged) แต่เรียงตามลำดับพุทธพจน์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก (เรียงตาม text sequence ; text นี้คือตัวบทอันได้แก่พุทธพจน์)"

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระไทย ใช่เขาใช่เรา ? กรุงเทพ : ธรรมสภา, 2553 (หน้า 57) หรือรับฟรีได้ที่วัดญาณเวศกวัน

อรรถกถาเกิดขึ้นได้อย่างไร

"อรรถกถาและคัมภีร์รุ่นต่อมา

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแสดงคำสอนคือพระธรรมวินัยแล้ว สาวกทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ก็นำหลักธรรมวินัยนั้นไปเล่าเรียนศึกษา คำสอนหรือพุทธพจน์ส่วนใดที่ยาก ต้องการคำอธิบาย นอกจากทูลถามจากพระพุทธเจ้าโดยตรงแล้ว ก็มีพระสาวกผู้ใหญ่ที่เป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์คอยแนะนำ ชี้แจง ตอบข้อสงสัย

คำอธิบายและคำตอบที่สำคัญก็ได้รับการทรงจำ ถ่ายทอดต่อกันมาควบคู่กับหลักธรรมวินัยที่เป็นแม่บทนั้นๆ จากสาวกรุ่นก่อนสู่สาวกรุ่นหลัง ต่อมาเมื่อมีการจัดหมวดหมู่พระธรรมวินัยเป็นพระไตรปิฎกแล้ว คำชี้แจงอธิบายเหล่านั้น ก็เป็นระบบและมีลำดับไปตามพระไตรปิฎกด้วย"

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้ กรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่ 15 พ.ศ.2554 หน้า 49 (ขอรับได้ฟรีที่วัดญาณเวศกวัน)

อรรถกถาเกิดขึ้นเมื่อใด

"คัมภีร์อรรถกถาเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล คือ ถ้าเป็นอรรถกถาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เรียกว่า พุทธสังวัณณิตอรรถกถา ถ้าเป็นอรรถกถาที่พระสาวกแสดง เรียก อนุพุทธสังวัณณิตอรรถกถา ต่อมาในสมัยสังคายนาครั้งที่ 3 พระมหินทเถระได้นำพระไตรปิฎกและอรรถกถาดังกล่าวนั้นไปเผยแพร่ที่ประเทศศรีลังกา แล้วให้แปลอรรถกถาเป็นภาษาสิงหล ภายหลังเรียกว่า สีหลฏฐกถา หรือ มูลอรรถกถา ครั้นราว พ.ศ. 956 พระพุทธโฆสาจารย์ได้มาปริวรรตสีหลัฏฐกถาแล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่ เรียกว่า มาคธัฏฐกถาบ้าง ปาลีอัฏฐกถาบ้าง นวอัฏฐกถาบ้าง ในยุคนี้ นอกจากพระพุทธโฆสาจารย์แล้ว ยังมีพระอรรถกถาจารย์รูปอื่นๆแต่งอรรถกถาอีกหลายเล่ม"

สุเทพ พรมเล็ก พระไตรปิฎกศึกษา กรุงเทพ : ไทยรายวันการพิมพ์ , 2552 หน้า 182

จำเป็นไหมที่ต้องมีอรรถกถา, พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุนอรรถกถาหรือไม่

"จากนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสอธิบายว่า การที่พระองค์บัญญัติว่าอะไรเป็นอกุศลนั้น มีสาเหตุมากมาย บท พยัญชนะในพระธรรมเทศนานั้นหาปราณไม่ได้ * พระสูตรทำนองนี้มีอยู่มาก และชี้ให้เห็นว่า พระพุทธพจน์จำเป็นต้องมีคำอธิบาย เพราะมีบท พยัญชนะ หาประมาณไม่ได้ มีหลายแง่มุมให้ขบคิด อนี่ง การตีความของพระสาวกได้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระสาวกที่ตีความพระพุทธพจน์ เช่น ท่านพระสารีบุตร พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะเถระ

พบว่าบางครั้ง การตีความ เป็นพระพุทธประสงค์เลยทีเดียว ครั้งหนึ่งทรงดำริว่า บรรดาสาวกทั้งสอง พระมหาโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก คนทั่วไปรู้จักดี เพราะอิทธิฤทธ์ที่ท่านแสดงเห็นได้ง่าย ส่วนพระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามากนั้น คนทั่วไปมองไม่เห็นปัญญาของท่าน พระองค์ทรงสรรเสริญปัญยามาก ทำอย่างไรเล่าปัญยาของท่านพระสารีบุตรจึงจะปรากฏ เพื่อให้พระสารีบุตรได้มีโอกาสแสดงปัญญา พระองค์จึงทรงแสดงธรรมสั้นๆ แล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฏี พระภิกษุต้องไปขอให้ท่านพระสารีบุตรอธิบายความให้ฟัง บางครั้งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ไปศึกษาธรรมกับท่านพระสารีบุตรโดยตรง ดังในสังคีติสูตร ทสุตตรสูตร และ กัสสปสังยุต เป็นต้น

อง.จตุกก. (ไทย) ๒๑/ (อุปกสูตร)

สุเทพ พรมเล็ก พระไตรปิฎกศึกษา กรุงเทพ : ไทยรายวันการพิมพ์ , 2552 หน้า 213 -214

ชาวพุทธควรศึกษาอย่างไร

"การติดคัมภีร์นั้น เป็นสุดโต่งอีกทางหนึ่ง ตรงข้ามกับการสอนอย่างเลื่อนลอย เราไม่ควรไปหาสุดโต่ง 2 อย่างนั้น แต่ควรดำเนินตามทางสายกลาง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ การสอนอย่างมีหลัก มีที่ไปที่มา ที่อ้างอิงได้

การปฏิบัติอย่างนี้ นอกจากจะเป็นการช่วยกันดำรงรักษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็เป็นการทำให้มีเอกภาพในวงพุทธบริษัทด้วย นอกจากนั้น ก็จะเป็นเครื่องช่วยเร่งเร้า กระตุ้นเตือน หรือ เป็นเงื่อนไขให้พระสงฆ์ต้องเอาใจใส่ศึกษาพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก

ประโยชน์พิเศษอีกอย่างหนึ่งที่จะพลอยได้ไปด้วย ก็คือ พุทธบริษัทมีความสามารถปกป้องพระธรรมวินัย ปิดช่องทางแห่งปรับวาท (คำจาบจ้วงพระธรรมวินัย) และรักษาพระพุทธศาสนาที่แท้ไว้ได้"

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กรณีธรรมกาย พิมพ์ครั้งที่ 25 พ.ศ. 2553 หน้า 160-161(ขอรับได้ฟรีที่วัดญาณเวศกวัน)