วัตถุนิยมวิภาษวิธี
ในครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงว่ามาร์กซ์ได้รับอิทธิพลจากเฮเกลเรื่องจิตนิยมวิภาษวิธี อย่างไรก็ตามมาร์กซ์กลับเน้นไปที่วัตถุมากกว่าจิต ในบันทึกบทนี้จะมาคุยกันถึงเรื่องวัตถุนิยมคืออะไร กระบวนการวิภาษวิธีคืออะไร และผลการใช้ของมาร์กซ์ในการวิเคราะห์สังคม
วัตถุนิยมวิภาษเป็นโลกทัศน์วิทยาศาสตร์ของชนชั้นกรรมาชีพ เหตุที่เรียกว่า วัตถุนิยม ก็เพราะ "การอธิบายและความเข้าใจ" ปรากฏการณ์ในโลกธรรมชาติ ตลอดจนวิถีของมัน เป็นแบบวัตถุนิยม ส่วน "วิธีมองและวิธีศึกษาค้นคว้า" ปรากฏการณ์ในโลกธรรมชาติ ตลอดจนวิธีรับรู้ปรากฏการณ์เหล่านี้นั้น เป็นแบบวิภาษวิธี
หลักวัตถุนิยมของมาร์กซ์ โดยย่อ มีดังนี้
1. โลกและจักรวาล โดยธาตุแท้แล้วเป็นวัตถุ มิได้มีสิ่งที่เรียกว่า "มโนคติสัมบูรณ์" หรือ "จิตวิญญาณสากล" หรือ "จิตสำนึกครอบงำโลก" ดังที่เฮเกลเชื่อ
2. วัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมัน เป็นสิ่งที่กำหนดจิตสำนึกของคนเรา กล่าวคือวัตถุกำหนดความคิดอ่านหรือจิตสำนึกของคนเรา ในขณะที่ปรัชญาจิตนิยมดันทุรังกล่าวว่า จิตสำนึกของคนเราเท่านั้นที่ดำรงอยู่จริง ส่วนการดำรงอยู่ของวัตถุและโลกธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึก ในความรู้สึก ในจินตนาการ และในมโนคติของคนเรา และเห็นอย่างเหลวไหลว่า ในจักรวาลมีพลังเร้นลับที่อยู่เหนือธรรมชาติที่คอยดลบันดาลให้สรรพสิ่งเป็นไปอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ปรัชญาวัตถุนิยมเห็นว่าวัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมัน เป็นความจริงทางภววิสัยที่มีอยู่นอกจิตสำนึกของคนเรา และไม่ขึ้นต่อจิตสำนึกของคนเรา โลกธรรมชาติเกิดขึ้นก่อนและดำรงอยู่มาหลายพันล้านปีก่อนที่จะมีมนุษย์ เช่นนี้แล้วมันจะเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึกของคนเราได้อย่างไร ? วัตถุที่พัฒนาจนมีความสมบูรณ์ในระดับสูง จะมีความรู้สึกนึกคิด วัตถุที่พัฒนาจนมีความสมบูรณ์ในระดับสูงเกิดขึ้นจากสมองคน และสมองคนก็เป็นอวัยวะของการนึกคิด (ซึ่งก็คือวัตถุ) ดังนั้น จะต้องไม่แยกความนึกคิดออกจากวัตถุ เหมือนกับรุ่นน้องคนหนึ่งของผมเชื่อ เขาเชื่อว่าถ้าทำลายสมองทิ้งไป สุดท้ายเราก็จะหมดความรู้สึก
3. จิตสำนึกของคนเราก็มีบทบาทอย่างเป็นฝ่ายกระทำ ย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุ โลกธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของมันได้เช่นกัน
แม้ว่า "วัตถุและการดำรงอยู่ของมัน เป็นสิ่งที่กำหนดจิตสำนึกของคนเรา" แต่ในขณะเดียวกัน "บทบาทที่เป็นฝ่ายกระทำของจิตสำนึกคนเรา ก็สามารถที่จะย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงวัตถุและการดำรงอยู่ของมันได้" กล่าวคือวัตถุกำหนดจิตและจิตก็กำหนดวัตถุเช่นกัน
โดยสรุปวัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ จึงมีความเห็นว่า "โลกและกฎของโลก" คนเราสามารถที่จะรับรู้ได้อย่างแน่นอน ความรู้เกี่ยวกับกฎของโลกธรรมชาติ และความรู้ที่เกิดจากความจัดเจนที่ผ่านการทดสอบด้วยการปฏิบัติแล้ว เป็นความรู้ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแห่งสัจธรรมภววิสัย และเชื่อถือได้ ในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้ หากมีแต่สิ่งที่ยังมิได้รับรู้เท่านั้น แต่วิทยาศาสตร์และพลังของการปฏิบัติ จะต้องเปิดเผยมันและรับรู้มันจนได้ในที่สุดในที่สุด
หลักวัตถุนิยมวิภาษวิธี หรือการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุของมาร์กซ์
1. สรรพสิ่งสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว พึ่งพาอาศัยกัน บังคับกำหนดซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ ในการมอง ศึกษาค้นคว้า และรับรู้ปรากฏการณ์ใด ๆ ถ้าหากมองมันเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์อันแยกออกจากกันมิได้กับปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ และถูกบังคับกำหนดโดยปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ แล้ว ก็จะเข้าใจและพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ กล่าวคือสรรพสิ่งมีบริบทของมันเสมอ
2. โลกธรรมชาติที่ดำรงอยู่จริงนั้น ล้วนอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เกิดใหม่และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ภายในนั้น มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดและกำลังพัฒนา มีบางสิ่งบางอย่างกำลังพังทลายและกำลังเน่าเปื่อย เป็นเช่นนี้เสมอไป ดังนั้นการพิจารณาปรากฏการณ์ใด ๆ จึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะแง่มุมที่ปรากฏการณ์แต่ละอย่างสัมพันธ์และกำหนดซึ่งกันและกันเท่านั้น หากแต่ยังต้องพิจารณาจากแง่มุมที่มันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงและพัฒนา รวมทั้งแง่มุมที่มันเกิดขึ้นและการดับสูญไปของมันด้วย
3.สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากปริมาณไปสู่คุณภาพ กระบวนการพัฒนาใด ๆ ล้วนเป็นกระบวนการที่มิใช่มีแต่การเพิ่มพูนขึ้นแบบง่าย ๆ หรือที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะทางปริมาณ แต่คุณภาพไม่เปลี่ยน หากแต่เป็นกระบวนการพัฒนาจากการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและแฝงเร้น ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดถึงแก่น
การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพมิใช่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กะทันหัน มันแสดงออกในรูปแบบก้าวกระโดด จากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง และมิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเกิดขึ้นอย่างมีกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจากการสั่งสมของการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและเชื่องช้าจำนวนมาก
4. มูลเหตุแห่งการพัฒนา เปลี่ยนแปลง และดับสูญของสรรพสิ่ง มาจากปัจจัยภายในซึ่งแฝงไว้ด้วยความขัดแย้งสรรพสิ่งล้วนมีด้านตรงข้ามและด้านกลับ มีด้านอดีตและอนาคต มีทั้งสิ่งที่กำลังเน่าเปื่อยและสิ่งที่กำลังพัฒนา การต่อสู้ของด้านที่เป็นปฏิปักษ์กัน การต่อสู้ระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ระหว่างสิ่งที่กำลังดับสูญกับสิ่งที่เกิดใหม่ ระหว่างสิ่งที่เน่าเปื่อยกับสิ่งที่พัฒนา ก็คือเนื้อหาภายในของ "กระบวนการพัฒนา" และ "การแปรเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ" นั่นเอง
วิภาษวิธีเห็นว่า กระบวนการพัฒนาจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูง มิใช่ดำเนินไปโดยอาศัยการคลี่คลายอย่างปรองดองของปรากฏการณ์ หากแต่อาศัย
1. การเปิดเผยความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาแต่ดั้งเดิมในตัวของสรรพสิ่งและปรากฏการณ์เอง
2. การยึดกุม "การต่อสู้ของแนวโน้มที่เป็นปฏิปักษ์กัน" ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งเหล่านั้น
โดยสรุปวิภาษวิธี คือ ศาสตร์ของกฎแห่งความเคลื่อนไหวทั่วไป ที่รวมทั้งโลกภายนอกและความคิดของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการปะทะกันของแรงคู่ตรงข้าม หลายครั้งแนวคิดนี้ถูกเขียนย่อว่าเป็น thesis + antithesis → synthesis(ข้อวินิจฉัย/บทตั้ง + ข้อโต้แย้ง/บทแย้ง → บทสรุป, การสังเคราะห์) กระนั้นขั้นการสรุปสุดท้ายหรือบทสรุปก็จะเกิดเป็นบทตั้งใหม่ รอจนกว่าจะมีข้อขัดแย้ง ซึ่งเป็นการต่อสู้ของแนวโน้มที่เป็นปฏิปักษ์กันและเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งเหล่านั้น สุดท้ายจึงกลายเป็นการประสมใหม่ วนอยู่อย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าสังคมจะเข้าสู่สังคมแบบคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตามมาร์กซ์สนใจแต่เรื่องของวัตถุที่จับต้องได้ สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสภาวะวิสัย (object) หรือเป็นวิทยาศาสตร์ กล่าวคือสนใจเรื่องของเศรษฐกิจหรือวิถีการผลิต อีกนัยหนึ่งคือแรงงานเท่านั้น
ลองมาดูการวิเคราะห์วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ดูบ้างจะเข้าใจเรื่องวิภาษวิธีมากขึ้น ซึ่งมาร์กซ์เคยได้ในการวิเคราะห์ว่าระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
บทตั้ง คือระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดสมัยฟิวดัล (feudal monopoly)
บทแย้ง คือระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขัน (competition)
บทสรุป คือระบบเศรษฐกิจผูกขาดแบบสมัยใหม่ (modern monopoly) ที่เป็นผลิตจากประวัติศาสตร์และเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลง
ระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น จึงเกิดจากผู้ผูกขาดสมัยฟิวดัล (feudal monopolist) ที่ทั้งสร้างผู้แข่งขัน (competitors) และผู้แข่งขันสร้างผู้ผูกขาดสมัยใหม่ขึ้นมา (modern monopolist) โดยที่ภายในการแข่งขันที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขันนั้น ผู้ชนะการแข่งขันก็กลายเป็นผู้ผูกขาดสมัยใหม่ บทสรุปที่เกิดขึ้นมานี้จะสามารถดำรงอยู่ได้ ก็ด้วยการแข่งขันที่ผ่านเข้าอย่างต่อเนื่อง ระบบผูกขาดสมัยใหม่จึงไม่ใช่แค่การปฏิเสธระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขันเท่านั้น แต่ยังระบบเศรษฐกิจแบบฟิวดัลด้วย และนี่คือภาพแห่งการเคลื่อนไหว ลองดูว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นทุกอย่างย่อมเกี่ยวข้องกัน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนจากปริมาณให้เป็นคุณภาพ และเกิดจากภายในทั้งสิ้น
สุภางค์ จันทวานิช. (2553). ทฤษฎีสังคมวิทยา.กรุงเทพฯ:ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.คาร์ล มาร์กซ์. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A5_%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ลัทธิมาร์กซ์ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556
อรทัย ปิ่นเกตมณี.วัตถุนิยมประวัติศาสตร์.http://firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=18&catid=1&Itemid=19 เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556