
จากลา – อาลัย
นายอำเภออรุณ มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอหนองบัว เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2502 เมื่ออายุ 32 ปี ย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอพยุหะคีรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2508 (เดินทางเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2508) เมื่ออายุ 38 ปี ผ่านร้อน ผ่านหนาว ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับชาวหนองบัวมาตลอดเป็นเวลา 5 ปี 6 เดือน โดยไม่มีบ่วงของครอบครัวมากีดกั้น ท่านมาอย่างชายโสด และไปอย่างชายโสด โดยไม่ทิ้งปัญหาหัวใจไว้ให้ใครๆ เป็นทีติฉินนินทาจะพูดก็ได้ว่าไม่มีเวลาแม้แต่คิด มีเรื่องคิดแต่งานและประชาชนความคิดอยากได้ อยากมีเพื่อสะสมจึงไม่มี ท่านไม่ได้จับจองพื้นดินหนองบัว ไว้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว มาตัวเปล่า ไปตัวเปล่า นายอำเภออรุณอาจจะใกล้ชิดประชาชนจนเกินไป จึงอาจจะมีช่องว่างระหว่างลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาที่สูญเสียประโยชน์บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นเมื่อมีคำสั่งย้ายท่านไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอพยุหะคีรีมาถึงท่านก็มิได้บอกให้ใครรู้มากหรือตื่นเต้นกับอำเภอที่จะไปอยู่ใหม่ที่อยู่ใกล้ความเจริญในเส้นทางพหลโยธินและลำน้ำเจ้าพระยา ไม่ได้มีการเลี้ยงอำลาอาลัยกันแต่อย่างใดและไม่ได้บอกกำหนดการเดินทางให้ใครรู้ล่วงหน้า
ในเช้าวันที่ 19 ตุลาคม 2508 ปลายฤดูฝนแล้ว มีฝนตกมาเมื่อราวย่ำรุ่ง แถมด้วยการโปรยปรายในยามเช้าอีกเล็กน้อย เสมือนจะเป็นน้ำตาสั่งลาอาลัยของทุกฝ่าย การเดินทางไปอำเภอชุมแสงในฤดูนี้ถือว่าอยู่ในฤดูน้ำหลากพาหนะที่จะไปจากอำเภอหนองบัวได้มีทางเดียวคือเรือหางยาวเพื่อไปขึ้นรถไฟที่ชุมแสง
ฉากสุดท้ายที่บ้านพักนายอำเภอหลังที่ว่าการอำเภอกำลังจะปิดลงบ้านพักประจำตำแหน่งที่ปราศจากเครื่องเรือนตู้เสื้อผ้า เตียงนอน เครื่องครัว ดูโล่งเตียน นายอำเภออรุณกำลังให้ภารโรงและเสมียนปกครองคู่ใจขนกระเป๋าหนังขนาดเขื่องเก่า ๆ 2 ใบ กล่องกระดาษสีน้ำตาลอีก 1 ใบ แร๊กเกต 1 อัน ลงจากบ้านพักขึ้นรถจี๊ปอำเภอ ตัวท่านลงมายืนมือไพล่หลังมองขึ้นไปบนบ้านพักเสมือนจะสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย
ผู้ช่วยสมุห์บัญชีอำเภอ จักรกฤษณ์ จันทรบุศย์ ผู้ร่วมสมัยรู้ในเช้านั้นรีบถีบจักรยานมาหน้าบ้านนายอำเภอทันทีผู้ช่วยสมุห์ฯ จักรกฤษณ์ ยกมือไหว้ “ท่านไปไม่บอกพวกเราเลย”
นายอำเภออรุณตอบ “ผมอยากไปอยากเงียบ ๆ ไม่ให้ใครเดือดร้อน ผมตัวคนเดียว อะไรก็ได้” พร้อมยื่นรูปถ่ายเครื่องแบบปกติขาวครึ่งตัวเต็มยศขนาด 8 นิ้วให้ “ผู้ช่วยสมุห์ฯ รับไว้ผมให้เป็นที่ระลึกตามที่รับปากคุณไว้”
ผู้ช่วยสมุห์ฯจักรกฤษณ์ยกมือไหว้ รับรูปแล้วขอตัว ถีบจักรยานรีบไปบอกอาจารย์เขจร เปรมจิตต์ ครูใหญ่เรียนมัธยมหนองบัวที่โรงเรียนทันที (ขณะนั้นโรงเรียนมัธยมหนองบัวยังอยู่บริเวณโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม))
“นายอำเภออรุณจะเดินทางจากพวกเราไปแล้วพวกเราไม่ไปส่งท่านหรือ ที่หน้าบ้านท่านไม่มีใครเลย”
ผู้ช่วยสมุห์บัญชีมีความรู้สึกตีบตันขึ้นมาในลำคอแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านทำความดีไว้มาก เอาเด็กไปยืนส่งท่านที่หัวตลาดหน่อยซิเพื่อน”
อาจารย์เขจร รีบไปตีระฆังรัวเรียกเด็กทันที เด็กพากันวิ่งมารวมด้วยความตกใจ เมื่อเด็กรู้เรื่องอาจารย์เขจรก็พาเด็กกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตั้งแถวที่หัวตลาด หมออรุณ โลเวนแธน ผ.อ.โรงพยาบาลคริสเตียน (ขณะนั้นโรงพยาบาลยังเช่าห้องเตี่ยนายเส็ง พรมอ่อน) ทราบก็ชักชวนหมอพยาบาลมาส่งนายอำเภออรุณ เพิ่มขึ้นอีก พวกพ่อค้าบริเวณใกล้เคียงรู้ก็เริ่มทยอยมา ทั้งเมื่อคืนก่อนจะย้ายมีการจุดประทัดไล่ท่านบ้าง ก็เป็นฝีมือคนสิ้นคิด ไม่ชอบท่าน ไปขัดผลประโยชน์เขา ๆ ก็พยายามปลุกระดมประชาชนเล่นงานท่าน
สักครู่รถจี๊ปเล็กของอำเภอก็พานายอำเภออรุณจากบ้านพักมาถึง ท่านนั่งอยู่เบาะท้าย มองดูสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านสร้างมาด้วยหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย ผ่านแถวนักเรียน คณะแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลคริสเตียน และข้าราชการอำเภออีก 5-6 ท่าน ทุกคนอยากจะส่งเสียงชัยโยแต่พูดไม่ออกสักคน ทุกคนใจคนมันตีบตันไปหมด ได้แต่โบกมืออาลัย ท่านก็ได้แต่ยิ้มกลั้วน้ำตาโบกมือตอบ
บัดดลนั้นมีก็นายบีเฮียง เฒ่าแก่ร้านกาแฟใจกว้าง ที่เคยร่วมมือสนับสนุนท่านในงานพัฒนาต่าง ๆ ถือซองจดหมายวิ่งชูตามรถมาเปล่งเสียงเรียก “ท่านครับ ๆๆ รับไปด้วย”
ท่านหันมายิ้มโบกมือแต่ไม่ยอมรับซอง ขณะเดียวกันพอพ้นแถว เห็นข้าราชการ 4-5 คน คว้าจักรยานถีบตามไปส่งที่ท่าเรือ เยื้องที่ทำการไปรษณีย์ พวกเขาช่วยกันหยิบของลงเรือให้ท่าน เวลา 07.39 ณ คนโดยสารเต็มเรือได้เวลาเรือออกพอดี แต่ก่อนเรือจะออก นายอำเภออรุณหันมาพูดสั่งอาจารย์เขจรครูใหญ่โรงเรียนมัธยมเหมือนเพิ่งจะนึกออกว่า
“เขจร เอาหมอนกับมุ้งที่ผมยืมมานอน ไปคืนหมอถนิม ด้วยนะ”
แล้วเรือหางยาวยานพาหนะในฤดูฝนของชาวหนองบัวก็พาร่างของนายอำเภออรุณมุ่งออกจากหนองบัว สู่อำเภอชุมแสง ตามจุดหมายปลายทางของเรือหางยาวเพื่อต่อรถไฟไปอำเภอพยุหะคีรีต่อไป นับแต่วันนั้นตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านไม่ได้กลับมาอีกเลย ทิ้งรูปปั้นของท่านไว้หน้าอนุสาวรีย์รถแทรกเตอร์ เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้ระลึกถึงความดีของท่านตราบเท่าทุกวันนี้ และตลอดไป
แง่มุมรายละเอียดชีวิตส่วนตัวท่านนายอำเภออรุณเช่นนี้ ไม่เคยทราบมาก่อนเลย (๑) เป็นผู้นำที่อยู่ในวัยหนุ่มมากๆ แค่สามสิบกว่าปีเอง นึกว่าท่านน่าจะอยู่ในวัยสักห้าสิบปีประมาณนั้น เป็นคนหนุ่มที่ไฟแรงมาก รับรู้ข้อมูลจากคนเก่า ๆ ว่าท่านทำงานถึงลูกถึงคน เข้าถึงชุมชนลุยดีเหลือเกิน แม้โจรปล้นควายชาวบ้าน ท่านยังออกตามโจรไปกับชาวบ้านด้วยเลย เช่นนี้เอง จึงเป็นที่รักของผู้คน(๒)มีชีวิตที่สมถะสันโดษ เมื่อท่านเป็นคนมักน้อยไม่ค่อยคิดถึงตัวเองมากนัก ชีวิตเลยอุทิศให้กับงานให้กับชุมชนอย่างเต็มที่(๓)มีความเป็นผู้นำและมีบารมี แม้อายุไม่มาก แต่ด้วยความเสียสละทุ่มเทให้กับงานอย่างมาก ต่อมาจึงได้เป็นที่ยอมรับโดยไม่่ยากนัก
หนองบัวนั้นนับว่าโชคดีที่ได้บุคคลเช่นท่านมาเป็นผู้นำชุมชน ท่านเป็นผู้บุกเบิกนำความเจริญมาสู่หนองบัวหลายอย่างหลายประการ ทั้ง ๆ หนองบัวนั้นนับเป็นบ้านนอกของบ้านนอกของนครสวรรค์อีกทีหนึ่ง คือนครสวรรค์ก็เป็นบ้านนอกห่างไกรเมืองหลวงอยู่แล้ว หนองบัวเราเป็นบ้านของนครสวรรค์ไปอีก คิดดูเถิด จะบ้านนอกขนาดไหน แต่ด้วยเหตุที่ได้คนดีมาพัฒนาชุมชนนั่นเอง จึงทำให้หนองบัวเราซึ่งเป็นบ้านนอก แต่ก็ได้รับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ไม่น้อยไปกว่าอำเภอต่าง ๆ ในครสวรรค์ที่มีความพร้อมมากกว่าหนองบัว
อ่านการจากลาหนองบัวไปโดยไม่หวนกลับมาอีกเลยของนายอำเภออรุณ จากบันทึกนี้แล้ว ทั้งประทับใจและเสียดายไม่น้อย ที่ประทับใจคือท่านเป็นคนไม่ยึดติดกับตำแหน่งแห่งหนอะไรมากนัก ให้ความสำคัญคนอื่นมากกว่า มากกว่าที่จะเรียกร้องให้คนอื่นมาให้ความสำคัญแก่ตน ที่เสียดายคือในช่วงชีวิตของท่าน ท่านไม่ได้กลับมาเห็นความรักของชาวหนองบัวที่มีต่อท่าน แต่สิ่งที่ประทับตราตรึง ในความทรงจำอันไม่เลื่อมคลายไปเลยคือความดีของท่านนั่นเอง ได้กลับมาสู่หนองบัวและจะอยู่คู่หนองบัวไปตลอดกาล
ขอนำภาพในบันทึกของท่านรองผวจ.สมหมาย ฉัตรทอง มาประกอบบทความ เรื่องนายอรุณ วิไลรัตน์





จากลา - อาลัย
ภาพเหล่านี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่ท่านรองผวจ.สมหมาย ฉัตรทอง สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอหนองบัว(พ.ศ ๒๕๒๔-๒๕๒๘) ได้เป็นผู้นำชาวหนองบัวทุกหมู่เหล่า สร้างอนุสาวรีย์รถแทรกเตอร์ที่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์(พ.ศ.๒๕๒๖) เป็นอนุสรณ์แห่งความสามัคคีของชาวหนองบัว อนุสาวรีย์นี้อยู่ที่หน้าที่ว่าการอำเภอหนองบัว โดยมีรูปปั้นนายอำเภออรุณ วิไลรัตน์ นายอำเภอนักพัฒนายุคบุกเบิกของอำเภอหนองบัว ตั้งอยู่ด้านหน้ารถแทรเตอร์
นายอำเภอสมหมาย ฉัตรทอง นับเป็นนายอำเภอหนองบัว ที่มีบทบาทในด้านการพัฒนามากคนหนึ่งที่คนหนองบัวยังรำลึกนึกถึงคุณุปการอยู่เสมอๆ
ภาพข้างบน : ถ่ายเมื่อ ปีพ.ศ ๒๕๒๖
ภาพนี้ถ่ายโดย ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕
สภาพอนุสาวรีย์ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ กับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แตกต่างกันจัง คนหนองบัวช่างลืมตัวตนของตนในอดีตง่ายจังอาจเพราะความเจริญทางวัตถุ คนหมกมุ่นในอาชีพการงาน จนไม่มีเวลาคิดถึงตัวตน น่าคิดนะ
สภาพอนุสรณ์แห่งความสามัคคีของชาวหนองบัว เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖ กับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แตกต่างกันมาก
เหตุการณ์ในอดีตของคนชาวหนองบัวมีความยากลำบากมาเพียงใด ต่อสู้กับความยากลำบากมามากขนาดไหน คนรุ่นใหม่ไม่อาจรู้ และยังไม่ยอมรับรู้ความยากลำบากในอดีต ไม่รู้ที่มาที่ไปของตนเองและบรรพบุรุษ ก็จะเกิดความมืดบอดขาดความสามัคคี ขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ต่างคนต่างอยู่ สังคมจะขาดความเหนียวแน่น ปัญหาอื่นๆ ก็จะตามมาอีกมามาย จะแตกต่างกับในอดีตที่คนหนองบัวจะช่วยเหลือกันในการพัฒนาถนนหนทางพร้อมใจกันบริจาคเงินซื้อรถแทรกเตอร์ มีแห่งเดียวในประเทศไทยในอดีต โจรปล้นหนองบัวในอดีต ก็ยังหนีไม่รอด