(30) หนูกราบละ.. อย่าให้หนูต้องแก้ผ้าเลย


เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ดิฉันกอดเธอไว้แน่น สัมผัสได้ถึงความอัดอั้นตันใจของเธอ (ขณะเขียนบทความนี้ดิฉันก็ยังน้ำตาซึม) .. ก็ปล่อยให้เธอร้องไห้ให้พอใจ กอดเธอไว้ กดหน้าเธอแนบอกดิฉันไว้ ลูบหัวเธอเบาๆ ไปเรื่อยๆ โดยไม่พูดอะไร ก็มันพูดอะไรไม่ออก.. แล้วเธอก็หยุดร้องไห้ เมื่อได้ระบายออกมาบ้าง

ปี 2551 ดิฉันปฏิบัติงานที่หอผู้ป่วยรับใหม่หญิง พื้นที่รับผู้ป่วยอาการทางจิตรุนแรงไว้รักษา ธรรมชาติของผู้ป่วยจิตเวชก็เช่นเดียวกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วย (ควรใช้คำว่า 'ยังไม่ป่วย' จะเหมาะสมว่า หรือใครคิดว่าตนเองจะไม่ป่วย ไม่ต้องยกมือก็ได้ค่ะ เดี๋ยวใครเขาจะรู้ว่าป่วย!) หากเป็นผู้ชายเมื่อก้าวร้าวก็จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมรุนแรง เน้นการทำลายไปที่ผู้อื่น สิ่งแวดล้อม เช่น อาละวาด ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ 'ของขึ้น' เมื่อใดก็พังราบเป็นหน้ากลอง สำหรับผู้หญิงไม่ค่อยรุนแรงเท่าไร หมายถึง ไม่ค่อยก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นมากนัก เพราะเธอระบายออกทางปากมากกว่า ครอบครัวคนใกล้ชิดเธอๆ จึงมีอาการ 'หูดับ' ได้ตั้งแต่ระยะที่เธอเริ่ม 'ของขึ้น' แล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงเพราะอันตรายมากกว่าคือ เธอมักหันมาทำร้ายตนเอง-ฆ่าตัวตาย

ท่านลองนึกถึงบทความที่ (28) ระวัง! อาวุธปลายแหลมจากแปรงสีฟัน เขาสามารถประดิษฐ์สิ่งใกล้ตัวเป็นอาวุธไว้ป้องกันตนเองได้ แล้วในกรณีผู้หญิงที่ต้องการฆ่าตัวตาย เธอจะใช้อะไรเป็นอาวุธได้บ้าง (ดิฉันยังไม่เคยเห็นรายงานการกลั้นใจตายนะคะ) ที่ติดตัวผู้หญิงก็มีเสื้อชั้นใน กางเกงใน

ใช่เลย! เธอใช้ชุดชั้นในของเธอนั่นแหละผูกคอเธอเอง (ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด)

ดังนั้น หอผู้ป่วยจึงมีมาตรการป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยหญิงสวมชุดชั้นใน ยางรัดผมหรือผ้าผูกผมก็ไม่ได้ ยกเว้นกรณีผู้ป่วยพิเศษที่อยู่ในหอผู้ป่วยพิเศษและมีญาติเฝ้าตลอด 24 ชม.เท่านั้น

วันหนึ่ง เมื่อดิฉันและทีมพยาบาลเดินตรวจเยี่ยมผู้ป่วยทุกคนเสร็จเรียบร้อย กำลังจะนั่งลงเขียนรายงาน มีผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งซึ่งพักอยู่ใน 'ห้องพักใจ' (ทีมพยาบาลรู้กันว่าต้องเฝ้าระวังฆ่าตัวตายอย่างเข้มงวด ซึ่งมีมาตรการต่างๆ มากมาย) เธอยืนเกาะประตูร้องเรียกให้ดิฉันเปิดประตูให้ "หนูอยากคุยกับคุณหมอค่ะ" เมื่อดิฉันเปิดประตูให้ เธอก็ตรงเข้ากอดดิฉันแน่น ร้องไห้โฮ ปากก็พร่ำรำพันซ้ำๆ กันว่า

"คุณหมอ หนูกราบละ จะให้หนูทำอะไรก็ได้หนูยอมทุกอย่าง ขออย่างเดียวอย่าให้หนูต้องแก้ผ้าเลย .."

เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ดิฉันกอดเธอไว้แน่น สัมผัสได้ถึงความอัดอั้นตันใจของเธอ (ขณะเขียนบทความนี้ดิฉันก็ยังน้ำตาซึม) .. ก็ปล่อยให้เธอร้องไห้ให้พอใจ กอดเธอไว้ กดหน้าเธอแนบอกดิฉันไว้ ลูบหัวเธอเบาๆ ไปเรื่อยๆ โดยไม่พูดอะไร ก็มันพูดอะไรไม่ออก.. แล้วเธอก็หยุดร้องไห้ เมื่อได้ระบายออกมาบ้าง

ดิฉันบอกให้เธอตั้งสติ แล้วพูดช้าๆ ว่าต้องการอะไร เธอบอกว่าดิฉันเก็บชุดชั้นในของเธอไว้ แล้วเสื้อของโรงพยาบาลตัวที่เธอสวมอยู่นั้นบางมาก

มันเหมือนไม่ได้สวมอะไรเลย!

ดิฉันก็เข้าใจนะ ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงฆ่าตัวตายระดับรุนแรงจะต้องสวมเสื้อสีส้ม ซึ่งแตกต่างจากเสื้อของผู้ป่วยประเภทอื่น เพื่อให้เกิดความแตกต่าง บ่งชี้ตัวได้ชัดเจน ถูกต้องและรวดเร็ว ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ต้องเห็นหน้าผู้ป่วยทุก 15 นาที และหากดิฉันสุ่มถามว่า "ตอนนี้ ..(ใคร) ..อยู่ที่ไหน" ต้องตอบได้ทันที เป็นการรักษาความปลอดภัยให้เธอจากตัวเธอเอง!

ก่อนหน้านี้เราก็แก้ปัญหาโดยเย็บผ้าสีเข้ม (สีเขียวเข้ม) ซ้อนหน้าอกเสื้อด้านในให้ดูหนาและทึบมากขึ้น ไม่สวมเสื้อชั้นในก็ไม่น่าเกลียดมากนัก

แต่ผู้ป่วยรายนี้เป็นสาวแล้ว สาวพรหมจรรย์! ที่พ่อแม่เขาห่อลูกสาวของเขาไว้ตั้งแต่ยังน้อย สำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงความรู้สึกนี้ก็ลองนึกภาพลูกสาวตนเอง no bra ออกนอกบ้านก็จะเข้าใจได้

ก็หอผู้ป่วยจิตเวชไม่ใช่สถานที่รโหฐานนี่คะ ไม่ใช่ห้องนอนส่วนตัว แต่มีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา เช่น ญาติผู้ป่วยที่เป็นผู้ชาย ช่างผู้ชายเข้ามาซ่อมแซมอาคาร/อุปกรณ์ นักศึกษาพยาบาลชาย แพทย์ผู้ชาย ฯลฯ แม้แต่ผู้ป่วยเองก็ยังถูกส่งไปรับการตรวจรักษาเพิ่มเติมนอกสถานที่ด้วย เธอจึงรู้สึกอับอายที่จะเดินไปมาในสภาพเช่นนี้ และนี่คงเป็นเหตุผลที่เธอนั่งคลุมผ้าอยู่บนเตียงตลอดเวลา โดยพยาบาลจิตเวชกลับประเมินว่าเธอมีอาการซึมเศร้า แยกตัวเอง .. เธอแสดงความน้อยใจว่า

"ขาของหนูเสียข้างหนึ่งหนูยังไม่อายเท่าไร หนูอายที่ต้องแก้ผ้า!" ขาเธอบิดจนเสียรูปไปข้างหนึ่ง

แล้วเธอก็เริ่มร้องไห้อีก ดิฉันต้องปลอบใจและรับปากว่าจะจัดหาเสื้อชั้นในให้เป็นกรณีพิเศษ เธอจึงสงบลง เราก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ

ปีถัดมา ดิฉันย้ายไปปฏิบัติงานที่หน่วยบำบัดรักษาด้วยไฟฟ้า เราทำโครงการพัฒนาชื่อ 'บริการด้วยหัวใจ จากหน่วยรักษาด้วยไฟฟ้า' ขึ้น เป็นโครงการพัฒนาเชิงคุณภาพ มีทั้งหมด 10 กิจกรรม หนึ่งในนั้นคือกิจกรรม 'เสื้ออุ่นใจ' เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสิทธิผู้ป่วยหญิงนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากการรักษาด้วยไฟฟ้าต้องปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย เพื่อความปลอดภัยในการรักษาจึงกำหนดให้ผู้ป่วยหญิง 'no bra' โดยเราจัดหาเสื้อชั้นในสีดำที่ไม่มีโครง ไม่มีตะขอหรือส่วนที่เป็นโลหะให้ผู้ป่วยสวม ก่อนจะมาที่หน่วยบำบัดรักษาด้วยไฟฟ้า และหอที่ผู้ป่วยหญิงพักอยู่ก็สามารถนำเสื้อนี้ไปใช้ได้เมื่อต้องพาผู้ป่วยไปบำบัดรักษาหรือตรวจเพิ่มเติมนอกสถานที่

ปัจจุบัน ผู้ป่วยหญิงจึงไม่ถูกละเมิดสิทธิ์และปลอดภัย ไม่สามารถฆ่าตัวตายสำเร็จด้วยสิ่งของส่วนตัว! เป็นสถานการณ์ win-win ด้วยกันทั้งคู่

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ


หมายเหตุ : ปัญหา/อุปสรรคนั้นมีให้แก้ไขกันอย่างมากมาย ถือเป็นธรรมดา แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของเวทีนี้จึงยังไม่นำเสนอค่ะ

หมายเลขบันทึก: 534115เขียนเมื่อ 27 เมษายน 2013 20:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 สิงหาคม 2015 23:26 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (9)

ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าที่ทำให้เข้าใจ "คนป่วย" มากขึ้นค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ ...กายก็ต้องแข็งแรง ....ใจสิต้องแข็งแกร่งกว่า .......

เป็นการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจจริงๆๆครับ ขอชื่นชม

แวะมาให้กำลังใจค่ะคุณหมอ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมค่ะ

ชอบคำนี้จัง

พ่อแม่เขาห่อลูกสาวของเขาไว้ตั้งแต่ยังน้อย

ดิฉันแอบคาดหวังเล็กๆ เข้าข้างตัวเองว่าเรื่องเล่านี้จะช่วยสื่อสารให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชมากขึ้น เห็นจำนวนผู้อ่านมากๆ แล้วก็ตกใจเหมือนกัน ขอบคุณทุกท่านที่เยี่ยมชมค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาให้กำลังใจนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้กลับเข้ามาขอบคุณ .. ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งค่ะ

เป็นการเขียนเรื่องเล่า อ่านเข้าใจง่าย และสัมผัสได้ถึงการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจ


และได้นวัตกรรมใหม่เป็นเสื้ออุ่นใจ สุดยอดค่ะ

฿276.00 -32.54%
฿50.00 -49.6%
฿195.00 -80.6%
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี