ธรรมนิยาม
สิ่งนั้น ยิ่งใหญ่ กว่าใดหมด
สิ่งนั้น สร้างไม้ร่ม สร้างลมริน
สิ่งนั้น ก็เป็น อยู่เช่นนั้น
สร้างสวรรค์ สร้างนรก ยกแล้วถล่ม
ปล่อยให้เปลี่ยน เปลี่ยนในปล่อย ลอยในลม
ปล่อยเกิดตาย ข่ายลุกล้ม ในลมเวียน
สิ่งนั้น เหมือนผู้ใหญ่ ที่ใจว่าง
สิ่งนั้น สอนรู้ ไม่สอนเรียน
สิ่งนั้น ก็เป็น อยู่เช่นนั้น
ไม่โกรธา ไม่ล่วงล้ำ ไม่ทำเกิน
กายเจ้า ก็แค่ ความสั่นสะเทือน
กลุ่มสสาร ไหวเคลื่อน เลื่อนตำแหน่ง
ใจเจ้า แค่ตัวรู้ชัด ผัสสะแรง
กลุ่มพลังงาน ที่แกว่ง อยู่ในกาย
เมื่อเจ้ารู้ สิ่งนั้นใหญ่ ไม่มีเจ้า
ให้สมดุล ต่อเนื่อง และผ่อนคลาย
ณัฏฐวัฒน์ สุดประเสริฐ
สงขลา ประเทศไทย๑๗/๔/๒๕๕๖:๒๐.๐๘ น
.
นี่เป็นบทกวีบทแรกที่ผมเขียนหลังเรียนจบปริญญาเอก เคยรวมเล่มมา ๒ ครั้ง บทผสมของความรู้สึก ปี ๒๕๓๘,บทกวีเชิงคุณภาพปี ๒๕๕๔. ความคิดแบบกวีทำให้ผมเลือกทำสารนิพนธ์ในมุมที่อยากทำ โดยไม่คำนึงถึงแหล่งข้อมูลว่าหายากหรือง่าย คงคล้ายกับบทกวีที่รังสรรค์ขึ้นในความรู้สึก และมีมานะว่า “ตัวข้า ความคิดข้า พฤติกรรมของข้า ทำดีมาตลอด ใครไม่เชื่อถือข้า ก็เรื่องของมัน เพียงตัวข้า เงยหน้าไม่ละอายต่อฟ้า ยามก้มหน้าไม่ละอายต่อดิน” ในช่วงทำสาระและวิทยานิพนธ์อหังการ์เหล่านี้ถูกตักเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนนกที่ถูกบังคับให้ฝึกบินอยู่ในกรงแคบแคบ
สารนิพนธ์ ๓ เรื่องคือพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในสังคมมนุษย์ที่กระทบต่ออายุและทรัพยากรธรรมชาติในจักกวัตติสูตร ทำให้ทราบชัดว่าอายุมนุษย์และธรรมชาติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่วนรวมของมนุษย์ เรื่องนี้สำคัญต่อโลกไม่น้อยกว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์,ศึกษาภาวะผู้นำวิถีพุทธในทีฆนิกาย พบว่าสังคมไทยตั้งยุคศรีวิชัย สุโขทัยเป็นต้นมามีการพยายามปกครองตามแนวพุทธมาหลายยุคสมัย,ศึกษาวิเคราะห์แนวคิดประชานิยมของกลุ่มนารอดนิกกับธนานุปทานในพระไตรปิฎก เรื่องนี้พบปัญหามากเพราะหาแหล่งปฐมภูมิของประชานิยมไม่เจอ เปลี่ยนชื่อจากเปรียบเทียบมาเป็นวิเคราะห์ก็เจอปัญหาที่ว่าทำไมวิเคราะห์ ๒ เรื่อง ตัดให้เหลือ “ประชานิยมในพระไตรปิฎก” ดีไหม ไม่ดีเพราะประชานิยมถูกมองเป็นลบสิ่งนี้ไม่มีในพระไตรปิฎก ถ้าตัดให้เหลือ “ธนานุปทานในพระไตรปิฎก”ก็จะไม่มีความเป็นวิทยาการสมัยใหม่อยู่ในชื่อ กลายเป็นสัมมนาพระไตรปิฎกไป ทั้ง ๓ เล่มนี้จึงกลายเป็น Case study ที่ต้องสอบสองครั้งโดยกรรมการเดิม โดยที่ผมมีความสุขกับประวัติศาสตร์นี้ เพราะยังมีปมให้คลี่คลายอีกหลายปมหลังจบปริญญาเอก งานเขียนควรให้คนอื่นอ่านตอนเขียนเสร็จเช่นเดียวกับบทกวี แต่ในงานวิจัยกรรมการมี ๔ ประเภทคือ อ่านน้อย เรื่องน้อย,อ่านน้อย เรื่องมาก,อ่านมาก เรื่องน้อย,อ่านมาก เรื่องมาก,ที่ทำให้เราอึดอัดคืออ่านน้อยแต่เรื่องมาก ชอบให้ย้ายตรงนี้ไปบทโน้น โดยไม่อธิบายว่าย้ายแล้วดีกว่าอย่างไร พอกรรมการ ๒ ท่านเห็นไม่เหมือนกันเราก็เดือดร้อน เช่น “เมื่อยกพุทธพจน์จากพระสูตรมา คุณต้องแยกให้ชัดว่าอันไหนพระไตรปิฎก อันไหนความเห็นของคุณเอง” กับ “คุณไม่ต้องยกพระไตรปิฎกมาหรอก สิ่งนี้ผมเคยอ่านมาแล้ว คุณเขียนด้วยสำนวนของคุณไปเลย” ที่นำมาเขียนเพื่อให้นิสิตรุ่นหลังได้เตรียมรับสถานการณ์แบบนี้ และสิ่งนี้จะขัดเกลาอหังการ มมังการของเราไปในตัว ผมอาจเรียนจบแบบไม่สวยนัก แต่ผมรักทุกอย่างที่เกิดขึ้น และปัญหาเหล่านี้ทำให้เราพบว่า จบป.เอกเราจะทำอะไรอย่างไรต่อไป เพราะผมรักการเรียนรู้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว
สุดท้ายวิทยานิพนธ์คุณลักษณะผู้นำทางการเมืองที่พึงประสงค์ในยุคโลกาภิวัตน์ตามแนวทางพระพุทธศาสนาเถรวาทก็ทำให้ได้ภาพอนาคต(Scenario)ของประเทศไทยในแบบพุทธศาสนาก็สำเร็จลง
ด้วยความพยายามและยืดหยุ่นของอาจารย์และมิตรภาพของเพื่อนร่วมรุ่นที่ ๖ นี้
รวมถึงญาติพี่น้องและผองเพื่อนทุกคน เราจะก้าวต่อไปร่วมกัน
สร้างสรรค์สังคมไทยและโลกก่อนที่เราจะแก่แล้วเดินทางจากโลกนี้ไปต่อที่โลกอื่น
สิ่งที่คิดทุกวันอย่างมีความสุขคือจะนำแนวพุทธไปช่วยสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างไร