ตอนที่ 2
มูลเหตุแห่งการพิพาทไทย–กัมพูชาซึ่งเกี่ยวกับเรื่องสนธิสัญญา 2 ฉบับที่ทำกับฝรั่งเศส
ปราสาทพระวิหารที่ถูกทิ้งร้างไป 500ปี ถูกพบใหม่โดยข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์มณฑลอีสาน คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ซึ่งเสด็จไปทอดพระเนตรในปี 2442 เป็นเวลา 4 ปี ก่อนจะทำสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ.2446) และได้มีการเดินสำรวจบริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อทำแผนที่ โดยคณะสำรวจของคณะกรรมการผสม 2 ชุด ซึ่งเป็นที่มาของการใช้อ้างอิงในคดีที่ฟ้องศาลโลกในภายหลังดังปรากฏข้อเท็จจริงในคดีที่จะกล่าว ในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีการทำสัญญาปักปันเขตแดนกับฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)
การเสียดินแดนไทยให้ฝรั่งเศสและสนธิสัญญาปักปันเขตแดนอันเป็นที่มาของข้อพิพาท อย่างไรก็ตามสนธิสัญญาที่สำคัญที่เป็นเป็นครั้งที่สาม-ครั้งที่ห้า ครั้งที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2436หรือ รศ.112 (ค.ศ.1893) มีรายละเอียด ดังนี้ เกิดกรณีพิพาทรุนแรงสยาม-ฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสพยายามอ้างว่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเดิมเป็นของญวนและเขมร จึงควรเป็นสิทธิของฝรั่งเศสด้วย โดยจะถือเอาแม่น้ำโขงเป็นหลัก สยามไม่ยอม เกิดการปะทะกันขึ้นแถวชายแดน ฝรั่งเศสจึงส่งเรือรบเข้ามาทางแม่น้ำโขง และยังส่งเรือรบ 2 ลำเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยอาศัยเรือสินค้านำทาง ทหาร ไทยที่ป้อมพระจุลจอม เกล้าส่งสัญญาณห้ามก็ไม่หยุดจึงยิงถูกเรือนำร่อง แต่เรือรบ 2 ลำดังกล่าวก็มาจอดหน้าสถานทูต เล็งปืนไปยังพระบรมมหาราชวังพร้อมประกาศปิดอ่าวไทย แล้วยื่นคำขาดให้รัฐบาลสยามยอมรับว่าฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร) เป็นของฝรั่งเศส และเสียค่าเสียหาย 3 ล้านบาท และ 2 ล้านฟรังก์ให้ฝรั่งเศส และเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามจึงได้ยึดจันทบุรีและตราดไว้เป็นประกัน 11 ปี เมื่อสยามทำตามคำมั่นแล้ว ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหาร
ครั้งที่ 4ใน ปี 2446 (ค.ศ. 1904) สยามต้องทำสนธิสัญญายกหลวงพระบางและฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงกันข้ามให้ฝรั่งเศส และ สนธิสัญญาฉบับนี้เองที่กำหนดเขต แดนระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยใช้เทือกเขาพนมดงรัก (หรือเขาบรรทัด) เป็นแนว และ ให้ใช้สันปันน้ำ (Watershed line) บนยอดเขาเป็นเขตแดน และตั้งคณะกรรมการผสมปักปันเขตแดนขึ้น คณะหนึ่งเพื่อปักปันเขตแดน โดยฝ่ายฝรั่งเศสมี พันเอกแบร์นารด์ (Bernard) เป็นประธาน ฝ่ายสยามมีพลเอกหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธาน
ไทยเราอ้างสนธิสัญญานี้เองว่าถ้าใช้เส้นสันปันน้ำตามข้อ 1ของสนธิสัญญา 1904 แล้ว ปราสาทพระวิหารต้องอยู่ในเขตไทย สันปันน้ำ (Watershed line) เป็นแนวสันต่อเนื่องในภูมิประเทศที่เป็นภูเขา เมื่อฝนตกจะแบ่งน้ำเป็นสองส่วน ซึ่งมักเป็นสันเขาหรือขอบหน้าผา หรือไม่ใช่ก็ได้ โดยปกติต้องใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการพิสูจน์ ทั้งนี้ บริเวณปราสาทพระวิหารที่อยู่บนเขาพระวิหารไทยเราถือว่าบริเวณของหน้าผาเป็นสันปันน้ำ!
ครั้งที่ 5พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1907) ฝรั่งเศสคืนจันทบุรีให้สยามในปี 2446 แต่ได้ยึดตราดไว้ ดังนั้น เพื่อจะเอาตราดคืน สยามก็ต้องทำสนธิสัญญาฉบับ 1907 นี้เองยกเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ แลกกับตราดและเกาะกูด คราวนี้เสียพื้นที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร และสนธิสัญญา 1907 นี้เองที่กำหนดให้ปักปันเขตแดนต่อจากที่กำหนดในสัญญาปี ค.ศ.1904 โดยตั้งคณะกรรมการฝรั่งเศส ขึ้นอีก 1 คณะ และมีการทำแผนที่ตามสัญญาฉบับนี้ ซึ่งไม่ได้ใช้สันปันน้ำในบริเวณพระวิหาร แต่ลากเสียใหม่ และกัมพูชาใช้แผนที่ภาคผนวกสัญญา 1907 ที่ใช้แผนที่เป็นสัดส่วน 1: 200,000 นี้เองที่ทำให้เราแพ้คดีในศาลโลกปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) โดยเฉพาะแผนที่ระวางดงรัก ซึ่งแสดงเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็น 1 ในแผนที่ 11 ระวางที่ถูกจัดทำขึ้นตามแผนที่ชุด Bernardซึ่งเป็นแผนที่ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด และแสดงเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเพียง 1 ในแผนที่จำนวน 11 ระวางของแผนที่ชุด Bernard ปัจจุบันเหลือใช้เพียง 8 ระวาง เนื่องจากเส้นเขตแดน พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) ตามแผนที่ชุด Bernard จำนวน 3 ระวาง ถูกยกเลิกโดยเส้นเขตแดนใหม่ตามสนธิสัญญา พ.ศ.2450 (ค.ศ. 1907) แผนที่ระวางดงรัก หรือ annex one เป็นที่รู้จักในอีกชื่อเรียกว่า แผนที่ฝรั่งเศส อัตราส่วนหนึ่งต่อสองแสน ถูกพิมพ์แจกจ่ายในปี พ.ศ. 2451 (ค.ศ.1908) หลังคณะกรรมการปักปันผสมชุดแรก สิ้นสุดการทำหน้าที่ในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) และเป็นเหตุให้ไทยตั้งข้อสังเกตในคำตัดสิน ถึงความถูกต้องของตัวแผนที่ เนื่องจากไม่ได้รับการรับรอง จากคณะกรรมการปักปันผสมชุดแรก
ต่อไปนี้จะเรียนสนธิสัญญาที่ทำในปี 2446 (ค.ศ. 1904) ว่าฉบับที่ 1904 และเรียกสนธิสัญญาที่ทำในปี 2449 (ค.ศ. 1907) ว่าฉบับที่ 1907 หรือแผนที่แผนที่ผนวก 1 (Annex I map)
แม้กระนั้น ทางไทยกลับไม่ได้คัดค้านแผนที่นั้นภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย แม้จะไม่ได้แสดงการยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ทำการคัดค้านว่าแผนที่ฉบับที่มีปัญหานั้นไม่ถูกต้อง เช่น มีการประชุมคณะกรรมการที่กรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ. 2452โดยใช้แผนที่ผนวก 1 นี้เป็นหลัก ก็ไม่มีผู้คัดค้าน
ปี พ.ศ. 2468มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส โดยมีการอ้างอิงถึงเขตแดนดังกล่าว และในการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ณ กรุงวอชิงตัน
ในปี 2473 ท่านเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นคือสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ตรัสขอบใจราชทูตฝรั่งเศสผู้นำส่งแผนที่นั้น และผู้ว่าราชการจังหวัดก็มิได้ทำการทักท้วง แม้ในระหว่าง พ.ศ. 2477-2478 มีการสำรวจพบว่ามีความแตกต่างระหว่างเส้นพรมแดนในแผนที่และแนวสันปันน้ำจริง และได้มีการทำแผนที่อื่น ๆ ซึ่งแสดงว่าปราสาทดังกล่าวอยู่ในประเทศไทย แต่ประเทศไทยก็ยังคงใช้และจัดพิมพ์แผนที่ที่แสดงว่าพระวิหารตั้งอยู่ในกัมพูชาต่อไป
ต่อมาในปี พ.ศ. 2483ประเทศฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อประเทศเยอรมนี ทำให้แสนยานุภาพทางทหารลดลงจอมพล ป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ยื่นข้อเสนอเรียกร้องดินแดนที่เสียไปในสมัยรัชกาลที่ 5คืนจากฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสปฏิเสธและมีการเคลื่อนไหวทางทหาร ที่ทำให้เกิดสงครามพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขึ้นในปี พ.ศ. 2484ประเทศไทยได้รับชัยชนะในการรบตลอด 22 วัน กระทั่งประเทศญี่ปุ่นที่เป็นมหาอำนาจในขณะนั้นเสนอตัวเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และฝรั่งเศสได้ตกลงคืนจังหวัดไชยบุรี จำปาศักดิ์ เสียมราฐ และพระตะบองให้กับไทย ตามอนุสัญญาโตเกียวทำให้ปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทยอย่างสมบูรณ์ ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และต่อมาญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ประเทศไทยต้องรักษาสถานะตัวเองไม่ให้เป็นฝ่ายแพ้สงครามตามญี่ปุ่น และต้องการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ จึงตกลงคืนดินแดน 4จังหวัดให้ฝรั่งเศส ทำให้ปราสาทพระวิหารกลับไปอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
และเมื่อปี พ.ศ. 2490ฝรั่งเศสมีเรื่องโจมตีรัฐบาลไทยเรื่องแผนที่ แต่รัฐบาลไทยไม่ได้ประท้วงประเด็นดังกล่าวหรือเมื่อแม้กรณีฝรั่งเศสมีหนังสือประท้วงรัฐบาลไทยในปี2492ในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและพฤษภาคม รวมถึงการประท้วงในเดือนกรกฎาคม 2493 ว่าเราส่งผู้ดูแลเข้าไปในปราสาท 4 คนซึ่งเป็นของกัมพูชาโดยไทยไม่ตอบหนังสือ จนถึงปี 2496 กัมพูชาได้เอกราช ก็ได้ส่งหนังสือประท้วงรัฐบาลไทยมาในเดือนมกราคม 2497 เป็นต้น
หนังสืออ้างอิง
กระทรวงการต่างประเทศ. ความเป็นมาของ MOU 2543. http://www.baanjomyut.com/library/preah_vihear_case/boundary_negotiations_and_thailand_cambodia_13.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปัญหา “พระวิหาร” จะลงเอยอย่างไร? (ตอนที่ 1) http://www.dailynews.co.th/article/224/194421. เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปัญหา “พระวิหาร” จะลงเอยอย่างไร? (ตอนที่ 2)
http://www.dailynews.co.th/article/224/195958. เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
ศาสตราจารย์ ดร. สมปองสุจริตกุล.ปราสาทพระวิหาร. http://www.praviharn.net/index.php?option=com_content&view=article&id=94. เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
ปานเทพ พัวพันธ์พงศ์. 33 ประเด็น ถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน.http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000175081 เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. คดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2505 เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
วิกิพีเดีย .ปราสาทพระวิหาร. h.ttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3 เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
เสริมสุข กษิติประดิษฐ์. ตีความคดีปราสาทพระวิหาร .... แผนที่ระวางดงรัก. http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81. เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556