พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ปฏิรูปการปกครองให้เป็นแบบตะวันตกในปี พ.ศ. 2425 ทรงยกเลิกระบบทาสและระบบไพร่ รวมทั้งทรงส่งพระโอรสและเจ้านายชั้นสูงไปเรียนต่างประเทศเพื่อเป็นการปูทางให้สยามมีความทัดเทียมกับประเทศตะวันตก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ปฏิรูปการปกครองให้เป็นแบบตะวันตกในปี พ.ศ. 2425 ทรงยกเลิกระบบทาสและระบบไพร่ รวมทั้งทรงส่งพระโอรสและเจ้านายชั้นสูงไปเรียนต่างประเทศเพื่อเป็นการปูทางให้สยามมีความทัดเทียมกับประเทศตะวันตก
ในรัชกาลที่ 5 รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทยซึ่งเกิดขึ้นมานั้น ก็รับเอามรดกจากรัฐจารีตของโบราณมา กล่าวคือ รับว่าการที่มีความหลากหลายของราษฎรนั้นถือเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่เป็นเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ในขณะเดียวกันบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ก็มีเงื่อนไขของจักรวรรดินิยมแวดล้อมอยู่ ฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินหรือรัฐบาลไทยในสมัยนั้นก็อาจจะเกรงว่าข้าราษฎรบางส่วน อาจไม่พอใจการปกครองของกษัตริย์ไทย ก็อาจหนีไปอยู่ใต้ร่มธงมหาอำนาจตะวันตกได้ ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่าง ชาติพันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนจีน เพราะว่าคนจีนมีจำนวนมาก และอยู่ใกล้ชิดกับอำนาจอื่น และอยู่ใกล้ชิดกับเมืองหลวง ถ้าหากทำให้คนจีนไม่พอใจคนจีนก็อาจจะไปอยู่ใต้ร่มธงฝรั่ง บรรยากาศจึงค่อนข้างดีที่รัฐยอมรับชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เพราะว่ารับมรดกมาจากรัฐจารีต รวมถึงบรรยากาศของจักรวรรดินิยมที่แวดล้อมอยู่ด้วย
แต่ ในขณะเดียวกัน ก็พบว่ามีความเคลื่อนไหวบางอย่างในด้านความคิดของผู้ปกครองด้วย เพราะว่าตัวรัฐไทยในช่วงนั้นก็เกรงหรืออ่อนไหวต่อการรุกของจักรวรรดินิยม ฉะนั้นในระยะแรกเมื่อแบ่งประเทศหรือราชอาณาจักรออกเป็นมณฑลต่างๆ ทีแรกสุดก็ยังใช้ชื่อมณฑลนั้นตามกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ลาวเฉียง ลาวกาว หรืออะไรต่างๆ และภายหลังแม้แต่ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น เองก็ได้มีการเริ่มเปลี่ยนชื่อมณฑลต่างๆ เป็นชื่อทิศแทน เช่น มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และอื่นๆ แทนการใช้ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ กลายเป็นใช้ในทิศทางภูมิศาสตร์แทน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ค่อยแน่ชัดว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักรสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น อยู่ที่ไหนกันแน่ น่าจะอยู่ที่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ คือทุกคนในแผ่นดินเป็นข้าแผ่นดินเหมือนกันหมด แล้วมณฑลต่างๆ ก็วางไว้ตามทิศของพระราชอำนาจ คือพระราชอำนาจอยู่ตรงกลาง แล้วมณฑลที่อยู่ทางเหนือของพระราชอำนาจก็เป็นมณฑลพายัพเป็นต้น น่า สังเกตว่า การเน้นทิศ ไม่มีการพูดถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีการเหยียด ไม่มีการส่งเสริมทั้งสองอย่าง ก็เหมือนกับการที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยนั้นรับเอามรดกไปอยู่แบบรัฐจารีตที่ไม่เน้นเรื่องชาติพันธุ์
แต่การขยายอำนาจออกไปปกครองคนหลากหลายชาติพันธุ์ซึ่งมีวีถีชีวิตและวัฒนธรรมแตก ต่างกัน ทำให้มีความจำเป็นมากขึ้นในการจำแนก "ชนชาติ" หรือ "ชาติพันธุ์" อย่างละเอียดอ่อน เพราะความเข้าใจคนชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะเอื้อต่อปกครองอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังต้องจัดลำดับชั้นของชาติพันธุ์ต่าง ๆ โดยเน้นชาติพันธุ์ไทยให้เหนือชาติพันธุ์อื่น ๆ และพยายามกลืนชาติพันธุ์อื่น ๆ ให้กลายเป็นไทยในทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน
การนิยามความหมายของ "ชาติสยาม" หรือ"ชาติไทย" และ "ความเป็นไทย" ในรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นอุดมการณ์สำหรับจรรโลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้มีความมั่นคงและ ยั่งยืน รวมทั้งเพื่อจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจแทนระบบไพร่และทาสที่กำลังสลายตัวลงไปโดย มีการนิยามความหมายไปในทางที่เป็นคุณประโยชน์ทั้งต่อการเสริมสร้างพระราช อำนาจ และการจัดระเบียบสังคมแบบแบ่งคนออกเป็นชั้นตามหลักชาติวุฒิ เพื่อทำให้คนทั้งประเทศตระหนักในเอกภาพของคนในชาติที่มีชะตากรรมร่วมกันภาย ใต้ "การปกครองแบบไทย" นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อสถาปนาพระราชอำนาจเหนือดินแดน ในยุคที่รัฐต้องมีเส้นเขตแดนชัดเจนท่ามกลางบริบทที่ชาติมหาอำนาจแสวงหา อาณานิคม และ คนทุกชั้น ควร อยู่ภายใต้การปกครองแบบไทย คือคนไทย ไม่เหมาะจะมีรัฐสภาในสมัยนั้น และความต้องการ ผู้นำ ซึ่งเอื้ออาทรต่อ ราษฎร และการปกครองของพระองค์ ทรงทำนุบำรุงศาสนา ส่งผลให้ "เมืองไทยนี้ดี" ตลอดมา
ส่วน สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสร้างอัตลักษณ์ไทยโดยมิได้เน้น "ความเป็นไทยแท้" ในทางวัฒนธรรม แต่ทรงเน้นความเป็นไทยแท้ในด้าน "อุปนิสัย" หรือ "คุณธรรม" ของชนชาติไทย ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ "ความจงรักในอิสรภาพของชาติ ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการประสานประโยชน์"
ทรงแสดงให้เห็นว่าคุณธรรมทั้งสามประการนี้เป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย ซึ่งทำให้ชนชาติไทยดำรงความเป็นใหญ่ในประเทศสยามมาได้ยาวนาน ทรงเน้นว่าถึงแม้ชนชาติไทยจะเป็นใหญ่ใน "เมืองไทย" แต่ชนชาติไทยก็ไม่เคยเบียดเบียนชนชาติอื่น เพราะชนชาติไทยมีคุณธรรม "ความปราศจากวิหิงสา" และ "ความฉลาดในการประสานประโยชน์" ทำให้ทุกชนชาติอยู่เย็นเป็นสุขภายใต้ "การปกครองแบบไทย" ขณะเดียวกันชนชาติไทยซึ่ง "ฉลาดในการประสานประโยชน์" ก็สามารถเลือกรับแต่ส่วนดีจากชาติอื่นมาผสมผสานกับวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่ ทำให้เกิดความเจริญงอกงามแก่ศิลปะและวัฒนธรรมของไทยในทุก ๆ ทางตลอดมา
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเน้นในพระนิพนธ์อยู่เสมอ เพื่อตอบสนองต่อปัญหาที่มีการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็คือ เมืองไทยมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มานานแล้ว จนกลายเป็นประเพณี "การปกครองแบบไทย" ซึ่งควรรักษาไว้สืบไป ทั้งนี้เพราะพระมหากษัตริย์ไทยมิได้ทรงใช้พระราชอำนาจแบบเทวสิทธิ์ ตรงกันข้าม "การปกครองแบบไทย" เป็นแบบ "พ่อปกครองลูก" ซึ่งเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา และพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทรงเป็นผู้นำแห่งคุณธรรมของชนชาติไทยทั้งสามประการ ซึ่งช่วยให้ "เมืองไทย" สามารถรักษาเอกราช มีความสงบสุข และความเจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก
นอกจากนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังได้ทรงทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกลายเป็นตัวแบบในอุดมคติของ "พระมหากษัตริย์ไทย" ด้วยการสถาปนา "สมเด็จพระปิยมหาราช" ขึ้นมา ให้หมายถึง "พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของคนทั้งหลาย" เนื่องจากทรงเป็นผู้ปกครอง "ของประชาชน" และ "เพื่อประชาชน" ทั้งนี้เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงต้องการทำให้กระแสการเรียกร้องรัฐธรรมนูญลดความเข้มข้นลง ด้วยการทำให้คนทุกชั้นเกิดความสำนึกว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ทรงเป็นของประชาชน และทรงปกครองเพื่อประชาชนอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ในด้านศาสนานั้น ทรงเน้นว่า แม้พระพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาที่ชนชาติไทยส่วนใหญ่นับถือ แต่พระมหากษัตริย์ไทยทรงปราศจากวิหิงสา จึงทรงอุปถัมภ์ทุกศาสนาในเมืองไทย ทำให้คนทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ส่วน "ความเป็นไทย" ในด้านอื่น ๆ เช่น ภาษาไทย วรรณคดี และศิลปะทุกแขนง ล้วนเป็นผลมาจากการที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นผู้นำที่ฉลาดในการประสานประโยชน์ทั้งสิ้น
นอกจากนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสร้างอัตลักษณ์ของชนชั้นต่าง ๆ ในเมืองไทย เพื่อให้คนแต่ละชั้นรู้ว่าตนเป็นใคร มีสถานภาพและหน้าที่อย่างไรในเมืองไทย เป็นการสร้างฐานทางอุดมการณ์ให้แก่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อจรรโลงโครงสร้างทางชนชั้นที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐและชนชั้นนำ ในขณะที่พยายามลดความขัดแย้งระหว่างชนชาติลงด้วยการสร้างอัตลักษณ์ "เมืองไทย" มิใช่ "ชาติไทย" ทรงหลีกเลี่ยงมโนทัศน์ "ชาติไทย" เนื่องจากทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยที่ทำให้ทรงตระหนักว่า ประชาชนทั่วประเทศภายใต้ความรับผิดชอบของพระองค์นั้น ประกอบด้วยคนหลายชนชาติ และกระบวนการทำให้ชนชาติเหล่านั้นกลายเป็นไทยเพิ่งจะเริ่มขึ้น หากเน้น "ชาติไทย" ที่เป็นชาติของ "คนไทย" เท่านั้น จะเป็นการเร้าให้ชนชาติอื่นในประเทศสยามสำนึกถึงความแตกต่างทางชนชาติอย่างแหลมคมขึ้น ซึ่งจะทำให้ยากแก่การปกครอง
โดยสรุป การนิยามความหมายของ "ชาติสยาม" หรือ"ชาติไทย" และ "ความเป็นไทย" ในรัชกาลที่ 4-5 เพื่อเป็นอุดมการณ์สำหรับจรรโลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักพุทธศาสนา ชาติและพระมหากษัตริย์คือสิ่งเดียวกัน รวมทั้งเพื่อจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจแทนระบบไพร่และทาสที่กำลังสลายตัวลงไปโดยมีการนิยามความหมายไปในทางที่เป็นคุณประโยชน์ทั้งต่อการเสริมสร้างพระราชอำนาจ และการจัดระเบียบสังคมแบบแบ่งคนออกเป็นชั้นตามหลักชาติวุฒิ เพื่อทำให้คนทั้งประเทศตระหนักในเอกภาพของคนในชาติที่มีชะตากรรมร่วมกันภาย ใต้ "การปกครองแบบไทย" นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อสถาปนาพระราชอำนาจเหนือดินแดน ในยุคที่รัฐต้องมีเส้นเขตแดนชัดเจนท่ามกลางบริบทที่ชาติมหาอำนาจแสวงหา อาณานิคม และ คนทุกชั้น ควร อยู่ภายใต้การปกครองแบบไทย คือคนไทย ไม่เหมาะจะมีรัฐสภาในสมัยนั้น และความต้องการ ผู้นำ ซึ่งเอื้ออาทรต่อ ราษฎร และการปกครองของพระองค์ ทรงทำนุบำรุงศาสนา ส่งผลให้ "เมืองไทยนี้ดี" ตลอดมา
ถึงแม้จะมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯมากขึ้น แต่ก็มิได้ทำลายอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นลง สิ่งที่ชนชั้นนำสยามทำในเวลานั้นก็คือ การเอาภาพพระมหากษัตริย์และภาษาไทยกลางเป็นที่รวมของความเป็นชาติเท่านั้น โดยที่เน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และราษฎรภายใต้ขอบเขตของราชอาณาจักรมากกว่าที่จะอัดฉัดวัฒนธรรมส่วนกลางลงไปในท้องถิ่นดโดยที่วัฒนธรรมท้องถิ่นอื่นๆ ยังคงได้รับการรักษาอยู่ในระดับหนึ่ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2438-2445 ก็มีการต่อต้านสยามในหลายรูปแบบในรูปกบฏผีบุญ ไม่ว่าจะเป็นล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ลำปาง ลำพูน ในภูมิภาคอีสาน จังหวัดขอนแก่น และอุบล รวมถึงบริเวณภาคใต้ ที่มีประชากรเป็นมุสลิมด้วย ซึ่งการต่อต้านในบางครั้งมีการนำโดยผู้ปกครองและผู้มีอำนาจในท้องถิ่นเดิมที่ถูกแทนที่หรือเสียผลประโยชน์จากการรวมศูนย์อำนาจของสยาม
หนังสืืออ้างอิง
เกษียร เตะชะพีระ. “เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์” (ตอนต้น). http://www.siamintelligence.com/thailand-under-kukrit-shadow-i/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556
นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม. http://www.prachatai.com/journal/2008/12/19495
เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556
ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร. ลัทธิชาตินิยมในราชอาณาจักรสยาม (1). http://www.oknation.net/blog/print.php?id=413423 เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556
ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร. ลัทธิชาตินิยมในราชอาณาจักรสยาม (2). http://www.oknation.net/blog/pisak/2009/03/19/entry-7 เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556
ธงชัย วินิจจะกุล. ประวัติศาสตร์ชาตินิยม อันตรายยของลัทธิชาตินิยมไทย (กรณีเหตุการณ์รุนแรงที่ปัตตานี. http://www.oknation.net/blog/shukur/2009/11/30/entry-1. เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556
สายชล สัตยานุรักษ์.ชาตินิยม วัฒนธรรม และความขัดแย้ง. http://prachatai.com/node/19457/talk
เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556
สายชล สัตยานุรักษ์.. ปัญหาใหญ่ของ 3 จังหวัดภาคใต้ (และทั่วประเทศ) คือ ความยากจนทางอำนาจ. http://www.peace.mahidol.ac.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=103&Itemid=156 เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556
สายชล สัตยานุรักษ์ .การสร้างความเป็นไทยกระแสหลัก และ"ความจริง"ที่"ความเป็นไทย"สร้าง (ตอนที่ ๑). http://61.47.2.69/~midnight/midnight2545/document9581.html
เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2552