เมื่อเยาวชนไร้บุพการีอายุ ๑๗ ปี ถูกกล่าวหาว่า ทำผิดอาญาเพราะสวมตัวบุคคลอื่นเพื่อขอทำบัตรประชาชน : จะจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยของเขาอย่างไรดี ?

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๖

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=10151592036778834  

--------

บทนำ

--------

เมื่อ อาจารย์เชอรี่ พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ ต้องการจะแสวงหากรณีศึกษาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการศึกษาสำหรับผู้เข้าอบรมภายใต้โครงการอบรมทีมที่ปรึกษางานองค์ความรู้ด้านสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย (Training for Hard Core Team for Knowledge on Right to legal Personality) เพื่อเครือข่ายการทำงานของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๖ อ.แหววจึงขอเสนอเรื่องของ “เด็กชายเอ” ตามคำถามด้านล่างนี้มาเป็นกรณีศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ตกเป็น “ผู้ต้องหา” ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาฐานแจ้งความเท็จ และใช้เอกสารเท็จ

--------

คำถาม

--------

เมื่อวันที่ ๑๑  ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖ เวลา ๑๖.๒๘ น. มีคำถามหนึ่งปรากฏเข้ามาในกล่องข้อความของ อ.แหววใน facebook.com ว่า

เรียน ท่านอาจารย์ที่เคารพ

ดิฉันมีกรณีขอรบกวนปรึกษาอาจารย์ค่ะ รายละเอียด คือ วันหนึ่งมีคนนำ เด็กชาย เอ อายุ 2 ขวบ มาฝากให้คุณยายเลี้ยง พร้อมกับสำเนาสูติบัตรเพียงใบเดียว ครอบครัวของคุณยายเลี้ยงเด็กชาย เอ ด้วยความรักตลอดมา ส่งเสียให้เล่าเรียน โดยใช้สำเนาสูติบัตรที่ติดตัวมาตอนแรก จนกระทั่งเมื่อ เด็กชาย เอ อายุได้ ๙ ขวบ คุณยายก็เสีียชีวิตลง ครอบครัวของคุณยายก็เลี้ยงดูเด็กชาย เอ ต่อมา เมื่อเด็กชาย เอ อายุได้ ๑๕ ปี จึงไปแจ้งขอทำบัตรประจำตัวประชาชนที่สำนักงานเขต โดยใช้สำเนาสูติบัตรฉบับดังกล่าว และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ได้ขอเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการยื่นสมัครเรียน และดำเนิการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้นาย เอ

ต่อมา เมื่อเด็กชาย เอ อายุได้ ๑๗ ปี เศษ กำลังจะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เด็กชาย เอ ถูกแจ้งข้อหา แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน เหตุเนื่องมาจาก มีผู้แจ้งขอทำบัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล เดียวกับเด็กชาย เอ โดยมีสูติบัตรฉบับตัวจริง และบิดามารดาตามสูติบัตร มีตัวตนจริงและยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เด็กชาย เอ กลายเป็นชายไม่มีชื่อ ไม่มีนามสกุล ดิฉันควรจะต้องทำอย่างไร เพื่อช่วยให้เด็กชาย เอ ได้มีชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และได้มีอนาคตในการศึกษาต่อไป  ขอบพระคุณอย่างสูง

--------

คำตอบ

--------

ในประสบการณ์ของการทำงานด้านนี้ในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๒   อ.แหววเห็นเรื่องราวแบบนี้มาแล้วมากกว่า ๑๐ ครั้งที่เด็กและเยาวชนคนหนึ่งถูกทิ้งไว้กับใครคนหนึ่งพร้อมกับสูติบัตรใบหนึ่งที่ต่อมา พบว่า เป็นเอกสารของบุคคลอื่น และเจ้าของเอกสารปรากฏตัวขึ้นเพื่อกล่าวหาว่า เด็กและเยาวชนดังกล่าวกระทำความผิดอาญา

เราจะเห็นได้ว่า หากเรารับฟังข้อเท็จจริงนี้ ผู้กระทำความผิดอาญาย่อมมิใช่เด็กฯ แต่ควรจะเป็นคนที่นำสูติบัตรมาให้แก่ผู้รับเลี้ยงเด็กฯ เด็กและเยาวชนในสถานการณ์นี้ย่อมไม่ควรจะถูกแจ้งความจับเพราะแจ้งความเท็จและใช้เอกสารเท็จ เพราะเด็กและเยาวชนย่อมมิใช่ผู้จัดหามาซึ่งสูติบัตรของบุคคลอื่น และการใช้เอกสารเท็จนี้ก็ย่อมมิได้เกิดจากเจตนาที่จะกระทำความผิด

และเมื่อเด็กฯ ตกเป็นบุคคลที่ไร้เอกสารรับรองตัวบุคคล พวกเขาย่อมตกเป็นคนไร้รัฐหรือคนไร้สถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร เขาก็ควรได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติประเภท “บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘ ก)” และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐

เราจะเห็นว่า เด็กและเยาวชนในสถานการณ์นี้ย่อมมีสถานะเป็น “คนไร้รากเหง้า (Rootless People)” เพราะไม่อาจสืบทราบข้อเท็จจริงที่แสดงจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดระหว่างเขาและรัฐใดเลยบนโลก กล่าวคือ (๑) ไม่อาจอาจทราบว่า เขาเกิดบนดินแดนของรัฐใด จึงไม่อาจทราบว่า รัฐใดเป็นรัฐเจ้าของดินแดน (Territorial State) ที่เกิดของเขา และ (๒) ไม่อาจอาจทราบว่า บิดาของเขามีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐใด จึงไม่อาจทราบว่า รัฐใดเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State) ของบิดา กล่าวคือ รัฐเจ้าของสัญชาติหรือรัฐเจ้าของภูมิลำเนาของบิดา และ (๓) ไม่อาจอาจทราบว่า บิดาของเขามีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐใด จึงไม่อาจทราบว่า รัฐใดเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State) ของมารดา กล่าวคือ รัฐเจ้าของสัญชาติหรือรัฐเจ้าของภูมิลำเนาของมารดา ดังนั้น รัฐไทยจึงเป็นรัฐเดียวที่ฟังได้ว่า มีจุดเกาะเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนดังกล่าว เพราะเขาปรากฏตัวอยู่บนแผ่นดินไทย รัฐจึงน่าจะปฏิเสธมิได้ที่จะต้องรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายของเขา อันหมายถึง (๑) สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร อันทำให้พวกเขาจะไม่ตกเป็นคนไร้รัฐ (๒) สิทธิในสถานะบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมายการเข้าเมือง อันทำให้เขาไม่ตกเป็นคนผิดกฎหมายนี้ในระหว่างกระบวนการสืบค้นหารัฐเจ้าของสัญชาติ และเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน  และ (๓) สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติ อันจะทำให้พวกเขาไม่ตกเป็นคนไร้สัญชาติ ซึ่งการแสวงหารัฐเจ้าของสัญชาตินั้น อาจเริ่มจากการสืบค้นข้อเท็จจริงในขณะที่เขาเกิด และหากหาพบ ก็แปลว่า ความไร้รากเหง้าของเขาเป็นแบบเทียม การเจรจาเพื่อให้รัฐที่มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดกับพวกเขาจึงต้องเริ่มต้นขึ้น และหากไม่อาจพบรัฐดังกล่าวหรือรัฐดังกล่าวไม่ยอมรับรองสถานะคนสัญชาติให้แก่พวกเขา รัฐไทยก็อาจจะต้องเริ่มการเจรจากับรัฐที่สาม หรือรัฐไทยก็อาจยอมรับให้สถานะคนสัญชาติไทยภายหลังการเกิดแก่เด็กและเยาวชนที่ถูกบุพการีทอดทิ้งจนประสบปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ

ในระหว่างกระบวนการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลภายใต้กฎหมายไทยทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าว เยาวชนผู้นี้ก็ย่อมเรียนหนังสือได้ต่อไป ด้วยสิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเขาก็ย่อมมีสิทธิทำงาน เพราะสิทธิดังกล่าวเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์

--------

คำส่งท้าย

--------

อ.แหววได้ขอให้ผู้ถามนำเยาวชนผู้นี้มาเพื่อการสอบปากคำ และอย่างดำเนินการให้ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติ “บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ภายใต้ ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในระหว่างที่ยังพิสูจน์ทราบตัวบุคคลไม่ได้ว่า เป็นใครมาจากไหน ? แต่ผู้ถามก็ยังไม่ได้พาเด็กชายเอมาพบแต่อย่างใด

หากท่านผู้ถามไม่อยากนำเยาวชนผู้นี้มาให้ อ.แหววสอบปากคำ และส่งเรื่องราวให้กรมการปกครองผู้รักษาการตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. ๒๕๔๘ ท่านผู้ถามก็ควรพาเยาวชนผู้นี้ไปหารือการแก้ปัญหากับ “อำเภอ/เขต/เทศบาล” ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เยาวชนผู้นี้อาศัยอยู่