การนิเทศ  คืออะไร

  การนิเทศ คือ การช่วยเหลือ สนับสนุน ชี้นำ แนะนำ ให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

หลักสำคัญของการนิเทศ

๑.  เป็นกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ

-  ผู้นิเทศ จะต้องทำให้ผู้รับการนิเทศเกิดความรู้สึกที่ดี ไว้วางใจ ยอมรับ

-  ผู้นิเทศ จะต้องยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล แต่ละคนจะมีความสามารถพิเศษนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงาน

  ๒.  เป้าหมายอยู่ที่ คุณภาพนักเรียน” โดยมีครูเป็นตัวกลาง

  ๓.  เน้นบรรยากาศแห่งความเป็นประชาธิปไตย  ได้แก่

    -  การให้อิสระในด้านความคิด

    -  การให้สิทธิในการตัดสินใจ

จุดมุ่งหมายของการนิเทศ    เพื่อ นิเทศ   ช่วยเหลือ    แก้ปัญหา พัฒนาคน พัฒนางาน ประสานสัมพันธ์ สร้างขวัญกำลังใจ

ดำเนินการนิเทศในลักษณะต่างๆ
<table>

การนิเทศภายใน เป็น การนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยอาศัยแนวคิดในการกระจายอำนาจทางการศึกษา ที่สนับสนุน ส่งเสริม และหาแนวทางให้เกิดกระบวนการที่ผู้นิเทศ ซึ่งได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการหัวหน้ากลุ่มสาระ หัวหน้างาน ฯลฯ ซึ่งเป็นบุคลากรภายในโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้น ๆ ดำเนินการนิเทศโดยใช้ภาวะผู้นำเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ในการประสานงาน และการใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ อันจะส่งผลต่อการพัฒนางานของโรงเรียนนั้น ๆ โดยส่วนรวม

แนวคิดของการนิเทศภายในโรงเรียน

  แนวคิดสำคัญในการกระจายอำนาจทางการศึกษา ที่นำมาใช้ในการนิเทศ สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดระบบนิเทศภายในโรงเรียน ได้แก่

๑.  การยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง มีอิสระในการตัดสินใจปฏิบัติ โดยยึดประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนเป็นสำคัญ

๒.  โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการผลิต ผลผลิตของโรงเรียน คือ คุณภาพของนักเรียนที่ได้มาตรฐาน

๓.  การมีส่วนร่วมและร่วมคิด ร่วมทำจากทุกคน ได้แก่ บุคลากรในโรงเรียน ผู้มีหน้าที่สนับสนุน ประชาชนและองค์กรเอกชน

๔.  การกระจายอำนาจให้ผู้ที่ใกล้ชิดกับนักเรียน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาให้มีส่วนในการเสียสละและตัดสินใจในระดับปฏิบัติระบบนิเทศภายในโรงเรียน

จุดประสงค์ของการนิเทศภายใน

๑.  เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีให้แก่ผู้นิเทศภายในโรงเรียนในด้าน

๑.๑ ความเป็นผู้นำทางวิชาการและทางความคิด

๑.๒ ความมีมนุษยสัมพันธ์

๑.๓ ความคิดสร้างสรรค์

๑.๔ ความมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ในอันที่จะพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

  ๒.  เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูและเสริมสร้างสมรรถภาพด้านการสอนให้แก่ครูในด้าน

    ๒.๑ การวิเคราะห์และปรับปรุงจุดประสงค์การเรียนรู้

    ๒.๒ วิธีการศึกษาพื้นฐานความรู้ของนักเรียน

    ๒.๓ การเลือกและปรับปรุงเนื้อหาการสอน

    ๒.๔ การพัฒนากระบวนการเรียนการสอน

    ๒.๕ การพัฒนาการใช้สื่อประกอบการเรียนการสอน

    ๒.๖ การดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม

    ๒.๗ การประเมินผลการเรียนการสอนและปรับปรุงกระบวนการวัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๓.  เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานของครูโดยใช้กระบวนการกลุ่ม เช่น

    ๓.๑ ร่วมมือกันจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและแก้ปัญหาการสอน

  ๓.๒ ร่วมมือกันทำงานอย่างเป็นขั้นตอน มีระบบ ระเบียบ

    ๓.๓ ร่วมมือกันทำงานด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและยอมรับซึ่งกันและกัน

  ๓.๔ ร่วมมือกันทำงานอย่างมีเหตุผลในการพัฒนาหลักสูตร สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง ก้าวหน้าเกิดประโยชน์สูงสุด

    ๓.๕ การนิเทศภายในโรงเรียนเป็นภาระของผู้อำนวยการ  รองผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระ หัวหน้างานและครูอาจารย์ภายในโรงเรียนมีหน้าที่นิเทศกันเอง

    ๓.๖ ประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายการนิเทศระดับสพท.  ศูนย์ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษากลุ่มวิชาการ และแหล่งวิทยาการต่าง ๆ ในการบริการให้ความช่วยเหลืองานวิชาการของโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและ คล่องตัว

    ๓.๗ การนิเทศภายในของโรงเรียนจะได้ผลดีขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู ด้วยกัน ได้รับขวัญกำลังใจจากผู้บริหาร และการยอมรับในความรู้ ความสามารถของผู้ให้การนิเทศพร้อมทั้งผู้รับการนิเทศภายในโรงเรียนให้การ สนับสนุนด้วย

    ๓.๘ กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนเป็นกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนซึ่งจะส่งผลให้โรงเรียนพัฒนาตนเองในที่สุด

  ๔.  เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครู

    ๔.๑ สร้างความมั่นใจในความถูกต้องเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรและการสอน

    ๔.๒ สร้างความสบายใจในการทำงานร่วมกัน

    ๔.๓ สร้างความก้าวหน้าให้แก่ครู

กิจกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน

  กิจกรรมการนิเทศที่เป็นแนวปฏิบัติภายในโรงเรียน มีหลากหลายกิจกรรม เช่น

๑.  การระดมพลังสมอง เพื่อเสนอวิธีแก้ไขปัญหา หรือเสนอความคิดเห็นของคนในกลุ่ม

การ ประชุมปฏิบัติการ เป็นกิจกรรมที่ครูร่วมมือปฏิบัติ ร่วมกันคิดเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติงาน หรือปัญหาในการพัฒนาวิชาชีพ ตลอดจนการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ

๒.  การให้เอกสารความรู้ โดยอาจผลิตเอกสารทางวิชาการขึ้นเอง หรือนำข้อเสนอจากบุคคลอื่นที่เขียนไว้

มาเรียบเรียงใหม่ แจกจ่ายแก่ครูเพื่อให้ความรู้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนางานตลอดจนเพื่อเผยแพร่ผลงานของโรงเรียน

๓.  การประชุมปรึกษาหารือ เป็นการพบปะสนทนากันระหว่างกลุ่มที่มีปัญหาเหมือนกัน เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน

๔.  การเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ  ความรู้เฉพาะทางที่บุคลากรภายในโรงเรียนไม่อาจนิเทศกันได้

๕.  การอภิปรายโดยกำหนดหัวข้อเพื่อการอภิปราย แบ่งกลุ่มสนใจตามหัวข้อ มีผู้นำการอภิปรายและทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

๖.  การให้ครูเสนอข่าวหรือบทความ

๗.  การจัดให้มีการศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

๘.  ฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะ

๙.  ประชุมสัมมนา

๑๐.  สาธิตหรือจัดนิทรรศการ

๑๒.จัดกิจกรรมสันทนาการระหว่างบุคลากรในโรงเรียน

๑๓. การสังเกตการณ์สอน

๑๕. การ Coaching แบบตัวต่อตัว

๑๕. ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  (KM = Knowledge Management) โดยมีการกำหนดหัวปลาที่เป็น

  ประเด็นในการพูดคุยกันแต่ละครั้ง

ฯลฯ

การนิเทศภายในโรงเรียนเป็นแนวคิดในการใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา

(School Based DecisionMaking) ที่มีประสิทธิภาพ และ ไม่ว่าจะเป็นการนิเทศภายในหรือนิเทศภายนอก สิ่งสำคัญที่สุด คือการใช้คำพูดในการนิเทศ หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ที่เรียกว่า วาทนิเทศ หรือ วาจานิเทศ ซึ่งหมายถึง ศิลปะในการใช้ถ้อยคำ สำนวน คำพูด คำกล่าว หรือวาจาให้ประทับใจเพื่อการชี้แจง แนะนำ กระตุ้น เร่งเร้า ช่วยเหลือ เอื้ออำนวย และประสานให้บุคลากรพัฒนางานให้ได้ผลดีที่สุด  จึงมีข้อเตือนใจในการพูด ดังนี้

  จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น  อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู

    ไม่ควรพูดอื้ออึงขึ้นมึงกู    คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ

  (จากสุภาษิตสอนหญิง ของสุนทรภู่)

ดังนั้นในการนิเทศควรยึด หลักในการใช้วาทนิเทศ  (SPEAKS) ซึ่งเป็นคำย่อจากคำต่อไปนี้

๑.  S= Sincerity ความจริงใจ การใช้วาทนิเทศที่ดีต้องจริงใจ ทั้งต่อบุคคลและต่องาน ไม่แสร้งทำเพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความรู้สึกว่า “ถูกหลอกใช้ให้ทำงาน” ซึ่งถ้าเกิดสภาวะเช่นนี้แล้ว จะทำให้การปฏิบัติงานมีความล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนงาน/โครงการ ผลงานที่ได้อาจไม่มีคุณภาพดีพอ

๒.  P=Positive ใช้ข้อความทางบวก วาทหรือถ้อยคำวาจาที่ใช้ในการบริหารหรือนิเทศงาน ควรใช้ข้อ ความทางบวก(พูดแล้วได้บวก) นั่นคือ พูดแล้วต้องได้คะแนนนิยม ชมชอบเพิ่มขึ้น มีคนให้ความเคารพนับถือ เลื่อมใส ศรัทธา ผู้รับการนิเทศฟังแล้วเกิดทัศนคติที่ดีต่องาน มีความกระตือรือร้นในการทำงาน ได้ผลงานตามเป้าหมายและมีคุณภาพสูง

๓.  E =Energy พรรคพวกเกิดพลัง ผู้นิเทศต้องตระหนักในศักยภาพของคน ต้องใช้วาทนิเทศเพื่อกระตุ้น

สนับสนุน ส่งเสริม สร้างพลังและดึงเอาศักยภาพของคนออกมาทำงานให้มากที่สุด การใช้วาทนิเทศให้มีพลัง คือ

“พูดแต่ดี อย่าดีแต่พูด”

  ๔.  A = Aim ตั้งจุดมุ่งหมาย การใช้วาทนิเทศต้องมีจุดมุ่งหมายว่าใช้เพื่ออะไรให้เกิดสิ่งใดและใช้ให้พอ เหมาะสอดคล้องกับสภาพของบุคคลและงานที่ปฏิบัติ ไม่ใช้พร่ำเพรื่อและไม่ใช้ให้เกินความเป็นจริง เพราะจะทำให้ผู้รับการนิเทศมีความรู้สึกว่า “เฝือไป” หรือ “เวอร์ไป”

  ๕. K = Knowledge ให้ความรู้ วาท นิเทศที่ใช้ควรเป็นถ้อยคำหรือข้อความเชิงแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้ความรู้ที่ใช้ในการทำงาน ตลอดจนเทคนิควิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งให้ผู้รับการนิเทศสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานและพัฒนางานได้อย่าง จริงจัง

  ๖. S = Smile ปูรอยยิ้ม การ ยิ้มไม่ต้องลงทุนและนำมาซึ่งมิตรภาพ เกิดความอบอุ่นและสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน การนิเทศที่ยิ้มแย้มแจ่มใสทำให้ผู้รับการนิเทศมีความสุขใจ เปิดประตูหัวใจรับการนิเทศอย่างเต็มใจ

วาทนิเทศหลัก ๗ ประการ ที่ผู้นิเทศควรนำไปใช้

  วาท หกคำ นำไปใช้เมื่อมอบหมายงาน “คุณทำ ผมรับผิดชอบ (ได้คะแนนบวก ๓๐)

  วาท ห้าคำ เตือนใจบอกกล่าวเมื่อเขาทำดี “คุณทำได้เยี่ยมมาก” (ได้คะแนนบวก ๑๐๐)

  วาท สี่คำ  เพื่อเปิดทางให้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ “คุณคิดอย่างไร” (ได้คะแนนบวก ๕)

  วาท สามคำ ที่ทรงคุณค่าเมื่อไหว้วาน “ขอความกรุณา”

  วาท สองคำ ที่ต้องติดอยู่ที่ริมฝีปาก “ขอบคุณ” (ได้คะแนนบวก ๑๐๐)

  วาท หนึ่งคำ ที่มีพลังสูงสุด คือ  “เรา”

  วาท หนึ่งคำ  ที่มีค่าน้อยที่สุด คือ “ผม หรือดิฉัน”

เมื่อเราดำเนินการนิเทศแล้วก็ควรมีการบันทึกการนิเทศไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการติดตาม ตรวจสอบ

โดย เฉพาะผู้รับนิเทศได้ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน การพัฒนางานได้ตรงตามความต้องการพัฒนา และประเมินการนิเทศภายในได้ว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงใด


                                 



                                        








</table>