จากแนวทางการเสาะหาตัวเอง
ลงตัวที่ตำแหน่งทางการเมืองแต่ ไม่รู้จะลงท้ายอย่างไร วันนี้ถือว่าเห็นปลายทางอย่างครบถ้วนทั้งกระบวนความแล้ว
สำหรับ แผนชีวิตทีวางไว้

ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วงการใหม่ๆ
(วงการการเมืองท้องถิ่น) เริ่มจากคณะกรรมการชุมชนตั้งแต่ปี 45 และค่อยๆ
ก้าวเข้ามาสู่ตำแหน่งสูงสุดในภาคอาสาสมัครนั้นก็คือประธานชุมชน
และตั้งความหวังในภาคการเมืองในหลายระดับ แต่ด้วยวัยวุฒิที่ไม่มาก
ทำให้เกิดคำถามคิดต่อไปว่า หากจบงานนี้แล้ว เราจะทำอะไรต่อไป หากได้จะทำอย่างไร
หากไม่ได้จะทำอย่างไร หลายคำถามมักไม่มีคำตอบ.... อีกฟากของของชีวิตในด้านของนักประชาสังคม
หรืออาจเรียกให้ดูเป็นคำหรูที่บอกว่า “นักเคลื่อนไหวทางสังคม”
ก็เห็นอีกงานหนึ่งที่ตอบคำถาม หรือแนวทางชีวิตที่ใฝ่หา เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีความตั้งใจที่จะทำงานชุมชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง
ต้องการการยอมรับทางสังคม และที่สำคัญคือการเห็นบ้านนี้เมืองนี้ ดีขึ้น
และไม่อยากให้ลูกหลานมาด่าทอได้ว่า ไม่ได้ทำคุณูปการ ใด ๆ ในเช่นชีวิตเรา เลย
จึงลุกขึ้นมาทำงานอย่างไม่คิดเลยว่า ทำไมต้องมาทำงานอย่างนี้
หลายครั้งในชีวิตเกิดความสับสน บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้ว่า ทำไมต้องมาทำงานที่คนอื่นเขาละเลย เขามองข้ามกันอย่างนี้ด้วย หรือเราบ้าไปเพียงลำพัง ประการหนึ่งที่ปลอบใจตนเองว่า นี่คงเป็นกรรมเก่า กรรมที่ต้องชดใช้ แต่ทุกครั้งที่ทำงานเหล่านี้ นอกจากความเหนื่อยล้าแล้ว ไม่เคยมีสิ่งใดบั่นทอนจิตใจได้เลย ยิ่งทำยิ่งสนุก ยิ่งทำยิ่งเห็นความสำเร็จยิ่งมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่คิดถือเหน็ดเหนื่อย แต่ที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะไปได้ไกลแค่ไหน
การตั้งคำถามกับตัวเองและให้ตัวเองเป็นผู้ตอบ ก็ทำให้ได้มุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ครั้งหนึ่งเราเคยมองตำแหน่งทางการเมืองว่าจะช่วยตอบโจทย์ทางจิตใจ แต่สุดท้ายก็ไม่เลย เป้าหมายที่ยังยืนหลังจากการเป็นนักเมืองเพื่อการเรียนรู้แล้ว การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะผลิตสังคมที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้สืบลูกสืบหลานได้อย่างยั่งยืนได้ แต่เป้าหมายชีวิตนี้ดูจะยิ่งใหญ่และไกลที่สุดเท่าที่คิดฝัน แต่ถึงอย่างไร ทุกก้าวที่จะเดินไปก็ต้องค่อยๆสร้างมันให้สมบูรณ์ให้ได้