ผมไปจังหวัดตรัง...

ผมเพิ่งกลับมาจากจังหวัดตรัง มีเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ดังต่อไปนี้

   สมาชิกครอบครัว(ลูกๆหลานๆน้าอาแม่แม่เฒ่า) รวมทั้งหมด ๑๕ ชีวิต ออกจากหาดใหญ่มุ่งหน้าไปจังหวัดตรัง เพื่อไปเที่ยวชายหาดปากเมง หาดเจ้าไหม และถนนคนเดินที่ทราบว่ามีอาหารหลากหลาย เราต่างรู้ดีว่า หาดทรายและทะเลที่เป็นน้ำ ก็คงไม่แตกต่างจากจังหวัดสงขลา คือเป็นทรายและเป็นน้ำ แต่เราเปลี่ยนบรรยากาศออกไปหาที่ที่แตกต่างจากที่ที่คุ้นชิน แต่น่าเสียดาย เวลาของเรามีน้อย แต่ต่างคนก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในวันรุ่งขึ้น จึงไม่ได้ค้างแรมที่จังหวัดตรัง

   ๐๙.๐๐ น. นัดพบกันที่บ้านควนลัง หาดใหญ่

   ๑๐.๐๐ น. รถสามคันออกจากควนลัง มุ่งสู่จังหวัดพัทลุง เลี้ยวซ้ายไปทางเขาพับผ้า ผมทราบว่า สมัยก่อนโจรชุกชุมมาก ถนนเส้นนี้เป็นเส้นเดียวที่ไปจังหวัดตรังได้ และเป็นถนนที่รถสวนทางกันไม่ได้ จึงต้องใช้เวลาในการเดินทางนานมาก ทั้งที่ระยะทางไม่เท่าไร แต่เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะระหว่างที่ขับรถไป ถนนกำลังถูกปรับปรุงให้กลายเป็นสี่ช่องทาง แต่ขณะนี้ยังต้องใช้สองช่องทางไปก่อน หากใครถนัดขับที่หลายช่องทาง เมื่อเข้าสู่ถนนเส้นนี้อาจต้องลำบากหน่อย เพราะจะมีรถบรรทุกหนักตลอดเส้นทาง(ระหว่างที่เราไปและกลับ) รถที่คุ้นชินกับถนนเส้นนี้จะขับทำเวลาได้ แต่ถ้าไม่คุ้นชินอาจลำบากหน่อย สองข้างทางเป็นภูเขา ผมเข้าใจว่า เมื่อถนนสี่ช่องทางเสร็จ และมีการราดยางไป น่าจะเป็นถนนที่สวย บวกกับบรรยากาศของภูเขา ช่วงหนึ่งที่ขับรถตามกันไป เราตามคันอื่นไปด้วย สงสัยว่าทำไมรถคันหน้าจึงหลบกันวูบวาบ จ๊ะเอ๋ รถบรรทุกยางรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง หยุดอยู่ ขณะที่ชายคนหนึ่งโบกมือข้างทางพร้อมกับวิ่งไปหาอะไรสักอย่างข้างทาง เราหลบกันวูบวาบเช่นกัน เพราะรถบรรทุกคันนั้นกำลังไหลถอยหลัง สมาชิกในรถร้อง "ว้าย" กันทีเดียว สมาชิกคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เคยนั่งรถของน้องชาย(น้า) ปรากฎว่า ล้อเดี่ยวหมุนติ้วๆมาจากไหนไม่รู้ เกือบกระแทกรถที่กำลังแล่นอยู่บนนถนน แน่นอนว่า เราน่าจะเคยเห็นในหนัง และคิดว่าเป็นเรื่องไม่จริง แต่ผมก็เคยเจอมาจริงๆ น่าจะเป็นปีที่ผ่านมา ผมขับรถออกจากวังน้อย ไปทางบางบัวทอง เพื่อไปที่ท่าพระจันทร์ ระหว่างทางบางบัวทอง ตรงที่กำลังทำสะพาน มีล้อหมุนติ้วๆมาจากไหนไม่รู้ ผมขับเป็นคันที่สอง คันข้างหน้าเหยียบผ่านล้อนั้นไปได้ ผมเบรคตัวโก่ง ล้อหมุนไปจนชนกำแพงกั้นถนนเกาะกลางที่มีการก่อสร้างสะพานกลางถนนนั้นเอง หัวใจเต้นตุ้บตับดีเหมือนกัน

   เราขับรถกันไม่เร็วคือ ๑๐๐-๑๑๐ และ ๖๐-๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นก็ไปถึงหาดปากเมง จังหวัดตรัง จึงสั่งอาหารกันมากิน สิ่งที่เราตกใจคือ ไข่เจียวหมูสับจานละ ๑๕๐ บาท ที่ตกใจเำพราะใครสั่งเนี่ย มาทะเลมากินไข่เจียวเนี่ยนะ ที่สั่งเพราะมีอาท่านหนึ่งกินอาหารทะเลไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อาหารถือว่าอยู่ในระดับที่่เรากินได้ รสชาติพอประมาณ แต่ถ้าจะให้สดแบบขึ้นจากน้ำนั้นคงไม่ได้ เช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราไปงานบวชนาคที่จังหวัดชุมพร ผมสั่งหลานให้เอาปูม้ามาสักสามกิโล ปรากฎว่า แม่กินปูซะเหนื่อยเลย จะไม่สดได้อย่างไร เพราะชาวประมงเพิ่งเอาขึ้นมาจากทะเล เนื้อแน่นๆ

   กินอาหารเสร็จ น้าหญิงไปเอาเค๊กปอนเล็กๆมาให้แม่เฒ่า ตอนนี้อายุ ๗๓ ขวบแล้ว พร้อมกับร่วมกันร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดริมหาดทรายนั้นเอง ลูกสาวที่อยู่ภูเก็ตมาไม่ได้ก็ยังร้องเพลงร่วมด้วยทางโทรศัพท์ แม่เฒ่าให้พรแ่ก่ลูกๆหลานๆทุกๆคน ครอบครัวนี้ เราต้องยอมรับว่า สมัครสมานกันจริงๆ ใครเดือดร้อนก็จะหยิบเยื่อนมือไปช่วยเหลือกัน ร่วมเดือดร้อนร่วมกัน แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป แม่เฒ่าและพ่อเฒ่านั้นมาจากสองมือ มาสร้างสินทรัพย์พอประทังชีวิตแต่ก็สามารถเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้โตมีชีวิตมาได้ ขณะนี้ลูกๆสบายกันดีแล้ว มีครอบครัวมีเหย้ามีเรือน มีลูกชายอีกคนหนึ่งที่อยู่อุบลราชธานี หลานๆไปบ้านป้าๆ สามารถจะหยิบอะไรกินก็ได้ ป้าๆน้าๆจะคอยดูแลเอาใจใส่กันและกันเสมือนลูกในสายเลือด

   วันนี้แม่เฒ่ามีความสุขเพิ่มขึ้นเพราะห้อมล้อมด้วยลูกๆหลานๆและเหลน แม้ลูกชายและลูกหญิงอีกคนจะมาไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ต้องยอมรับ เราจะมีกิจกรรมครอบครัวกันบ่อยๆ โดยเฉพาะวันที่ลูกๆหลานๆเดินทางกลับมาบ้าน เราเฮฮาหยอกล้อกันหลังกินอาหารและกินเค๊กก้อนเล็กๆพอควร จึงรีบขึ้นรถเพื่อไปชมบรรยากาศ เรามุ่งไปท่าเรือ แต่แล้วต้องผิดหวัง เพราะหากเหมาเรือไปเที่ยวเกาะ จะไม่คุ้ม จึงถามข้อมูลจากคนแถวนั้นทราบว่า หากเหมาเรือหางยาวเที่ยวเกาะ ค่าใช้จ่ายเหมาลำคือ ๒,๕๐๐ บาท แต่ถ้าไปกับเรือใหญ่ตกหัวละ ๗๐๐ บาท ถ้าไปเรือหางยาวต้องเตรียมข้าวห่อไปด้วย เราชอบแบบข้าวห่อมากกว่า ดังนั้น เสียดายที่เราออกจากบ้านช้าเกิน หากออกเช้าตรู่ เราจะได้ไปท่องเที่ยวตามเกาะเพื่อกิจกรรมครอบครัว(เพราะเกาะทั่วไปก็คงเป็นเกาะนั่นเอง มีน้ำ มีหิน ดิน ต้นไม้ เป็นต้น) สุดท้ายก็ต้องอดเที่ยวเกาะ ผมกับสาวน้อยร้อยชั่งพร้อมจะค้างคืนที่ตรังเพื่อไปเที่ยวเกาะ แต่น้าๆมีงานต้องทำ จึงตัดสินใจหากิจกรรมอื่น

   เมื่อเวลาล่วงมามาก คือบ่ายสามโมงครึ่ง เห็นว่า "ถ้ำทะเลเขากอบ" น่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำกันได้ จึงมุ่งหน้าไปถ้ำทะเลเขากอบ โชคดีที่เป็นเรือสามลำสุดท้าย สมาชิก ๑๕ คน เหมาลำละ ๓๐๐ บาท ซึ่งต้องสงสารคนพายเรือให้เรา กิจกรรมนี้เฮฮาได้อย่างประทับใจ โดยเฉพาะน้าหญิงคงจำไปอีกนาน น้าเป็นลมระหว่างลอดท้องมังกร(เป็นถ้ำขนาดยาวที่ต้องพายเรือลอดไป ทุกคนต้องนานระนาบกับเรือห้ามเผยอหัวขึ้นไม่งั้นครูดกับพื้นถ้ำ เมื่อออกมาจากปากถ้ำ รีบปฐมพยาบาลให้กับน้า น้าดีขึ้นระดับหนึ่ง รีบวิ่งออกไปอ๊วก นี่คืออาการ "กลัว" แต่ผมว่า มันหวาดเสียวดีสำหรับคนไม่คุ้นชินกับเรื่องแบบนี้

๑๗.๓๐ น. เราคือกลุ่มสุดท้าย ที่ออกจากเขากอบ จากนั้นมุ่งหน้าไปถนนคนเดินเพื่อเอาใจบรรดาน้าๆและแม่ที่ชอบเดินหาซื้อของกิน แต่แล้วเมื่อไปถึง ต้องผิดหวัง ร้อยวันพันปีไม่มีวันหยุด แต่วันที่เราไป ถนนคนเดินหยุดหนึ่งวัน เราฮากัน เมื่อเห็นว่าค่ำแล้ว จึงเดินทางกลับถนนเส้นเดียวนั้นคือ ผ่านเขาพับผ้า ออกพัทลุง แต่แล้วคนที่ผมขับก็มีเรื่องหวาดเสียว ระหว่างที่ขับไปนั้นประมาณ ๘๐-๑๒๐ คันข้างหน้าเป็นคันของน้า คันข้างหน้าของรถน้าเป็นรถบรรทุกไม้ยางสูงทีเดียว รถน้าแทรงรถบรรทุกนั้นไป และที่โชคดีคือ ผมขับห่างรถล้าพอควร ปรากฏว่า ไม้ยางหล่นมาหนึ่งดุ้น กลิ้งกุ๊กกั๊กบนถนนนั้น ผมเบรค ซึ่งอย่างที่ว่าคือ โชคดีที่ขับมาห่าง นี่หากรถน้าไม่แซงไป และรถที่ผมขับไม่ห่าง คงเจอดุ้นไม้ยางแน่ๆ

คนในรถร้อง "ว้าย" กันอีกครั้ง ผมรีบขับแทรงรถบรรทุกไปข้างหน้า เพราะคงไม่ไหวหากเป็นอย่างนี้ เราต่างคุยกันว่า "จำไว้เลย" อย่าขับตามรถบรรทุกยางรถยนต์และรถบรรทุกไม้ ผมว่า ไม่ว่าบรรทุกอะไรก็ต้องระวังทั้งนั้น

๒๑.๐๐ น. แต่ละคนมารวมกันที่บ้านควนลัง และแยกย้ายกันกลับบ้านที่บางเหรียง มีสองคันที่ไปกินอาหารค่ำที่แถวพลาซ่าในตัวเมืองหาดใหญ่ ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

แม่เฒ่าได้อยู่กับลูกหลาน เป็นการเพิ่มความสุขในให้ท่าน ดีใจด้วยนะคะ