1 . สมัยเรียนหนังสืออยู่ในวัดผู้เขียนใช้วิธีท่องจำ ในหนังสือเจ็ดตำนาน , สิบสองตำนาน เช่น  ยะถา  , สัพพี,  พาหุง  เป็นต้น ผลสามารถท่องปากเปล่าได้เยอะในบทสวดมนต์ต่าง ๆ ทำได้คล่องปาก

2 . สมัยเรียนนักธรรมตรี, นักธรรมโทและนักธรรมเอก ก็ล้วนแต่อาศัยการท่องจำศัพท์เรื่องราวทางพุทธประวัติต่าง ๆ อย่างชื่อ   16  แคว้น  คือ อังคะ,  มคธะ,  กาสี , โกศละ,  วัชชี  ฯลฯ ต้องท่องจำทั้งนั้น

3 . สมัยเรียนบาลี  ก็ใช้ระบบการท่องหนักเข้าไปอีก  โดยเฉพาะหนังสือ  เล่มนาม , อาขยาต,  สมาส , ตัทธิต,  สนธิ, วากยสัมพันธ์  ฯลฯ การท่องก่อให้เกิดสมาธิและการจำได้หมายรู้  เมื่อเรียนต่อประโยค ป.ธ. 1-2 , ประโยค  ป.ธ. 3  เริ่มมีเทคนิกการจดเมื่อจำไม่หมดก็จดไว้ดูเป็นครูสอนแล้ว

4 . สมัยเรียนมัธยมปลายเริ่มบันทึกเทปแล้วเปิดฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกจนบางทีหลับยังฝันฟังและจำเรื่องที่ได้ฟัง

5 . สมัยเรียนปริญญาตรี เริ่มใช้สมุดเล่มเดียวแต่ใช้เป็นสมุดจดบันทึกขณะฟังอาจารย์สอนทุกรายวิชา  เมื่อกลับถึงที่พักก็นำออกมาเขียนใหม่ใส่สมุดแต่ละรายวิชาโดยจดบันทึกให้สวยงามอ่านง่ายเอาไว้ทบทวนตอนใกล้สอบ

6 . สมัยเรียนปริญญาโทมีเทคนิคการจำศัพท์วิชาการโดยจำหัวใจของแต่ละเรื่อง  เช่น อา ,  ปา , มะ , จุ , ปะ  เป็นหลักการจำคัมภีร์พระไตรปิฎก  5  เล่ม เป็นต้น

7 . สมัยเรียนปริญญาเอก  มีเทคนิคการเขียนดุษฎีนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม  โดยการเขียนเรียบเรียงเป็นภาษาไทยก่อนแล้วนำมาเขียนเป็นประโยคภาษาอังกฤษใช้ประโยคปัจจุบันกาลง่าย ๆ แล้วนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนชาวต่างประเทศสายภาษาอังกฤษก่อนปรับเขียนเป็นศัพท์ทางวิชาการ

8 . สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ ( อินเดีย ) เวลาเดินทางไปไหนเจอชื่อหมู่บ้านหรือเมืองในระหว่างทางชอบล้อชื่อให้เหมือนเมืองไทยหรือภาษาไทยเช่น  เมืองอัลละฮาบัต  ผู้เขียนใช้จำว่า  อันละห้าบาท ,  เมืองอะโยธะยา  ผู้เขียนจำว่า  เมืองอยุธยา  เป็นต้น

9 . ปัจจุบันผู้เขียนเดินทางไปไหนมักจะมีกล้องตัวเล็กติดตัวเอาไว้บันทึกช่วยจำในสิ่งที่อยากจำ , มีปากกาและสมุดบันทึกเอาไว้จดจำในสิ่งที่อยากจำเสมอครับ.